[ AYSTARK ONLINE GAME ] - เมื่อคุณเป็นนักอ่านเพียงคนเดียวในเรื่องนี้
brief

Brief

God-Tier Player

and the Endless Hell Loop

ว่ากันว่า... บนจุดสูงสุดของหอคอย เอสทาร์ค
มี 'พระเจ้า' ผู้กุมชะตากรรมของโลกใบนี้ประทับอยู่

แต่สำหรับ กวอน แจฮยอน แล้ว...
หากสถานที่แห่งนี้มีพระเจ้าอยู่จริง พระองค์คงเป็นเพียงตัวตนอันโหดร้าย ที่ชื่นชอบการนั่งมองมนุษย์ดิ้นรนเข่นฆ่ากันเองเพื่อความบันเทิง
อย่างไร้ความปรานี

ในอดีต ก่อนที่ท้องฟ้าจะฉีกขาดและโลกใบเดิมจะล่มสลายลง แจฮยอนคือจุดสูงสุดของวงการเกมออนไลน์ ชายหนุ่มผู้ครองบัลลังก์โปรเพลเยอร์อันดับหนึ่งแห่งเกม...
‘เอสทาร์ค ออนไลน์’

เขาคือผู้ที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุด ทว่าในวันที่เกมปิดตัวลง ความเป็นจริงกลับพลิกคว่ำ หอคอยจำลองในจอมอนิเตอร์กลายเป็นนรกบนดินที่มีเลือดเนื้อจริง มนุษย์ทุกคนถูกตราหน้าให้เป็น 'ผู้เล่น' และต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในมิติอันโหดร้ายนี้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ โศกนาฏกรรม ที่ไม่มีใครคาดคิด

แจฮยอนได้รับพลังที่ดูเหมือนพรจากสรวงสวรรค์... แต่กลับไม่ใช่แบบนั้นเลย เพราะยิ่งเขาพยายามก้าวไปข้างหน้า โลกใบนี้กลับยิ่งมอบ คำสาปที่โหดร้าย
คืนกลับมาให้เขาอย่างทารุณ

มนุษย์จะยังเป็นมนุษย์อยู่ได้อีกนานแค่ไหน…
หากต้องเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่ไม่มีวันสิ้นสุด?”

ความเชื่อใจในหอคอยแห่งนี้ มีราคาจ่ายที่แพงเกินกว่าจะแบกรับ แต่ถึงกระนั้น... มนุษย์ก็ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ โง่เขลา

กวอน แจฮยอน เคยเชื่อในคำว่ามิตรภาพ ความหวัง และสิ่งที่เรียกว่ารัก... ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมาในท้ายที่สุด มีเพียงความเจ็บปวดที่บาดลึก รสชาติอันขมขื่น และ กลิ่นอายของความตาย ที่เขาต้องลิ้มลองมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่อาจสลัดหลุดจากชะตากรรมอันบิดเบี้ยวนี้ได้เลย

เมื่ออดีตอันรุ่งโรจน์กลายเป็นเพียงเถ้าถ่าน และหนทางข้างหน้ามีเพียงความสิ้นหวังที่ไร้จุดจบ...

เขาจะเลือกยอมจำนน หรือจะลุกขึ้นมา
ฉีกกระชากกฎเกณฑ์ ของหอคอยนี้ด้วยมือของตัวเอง?

ร่วมดิ่งลึกไปกับการเดินทางที่จะสั่นคลอนทุกความเชื่อได้ใน...

‘เพลเยอร์ระดับพระเจ้ากับลูปนรกไม่สิ้นสุด’

Friday
13:52
31 December 2069
✉️
ข้อความ · ตอนนี้
หม่อมแม่คนสวย
13:50
นี่แกยังไม่ตื่นอีกเหรอ? แม่เดินผ่านหน้าห้องเห็นไฟยังเปิดอยู่ตั้งแต่เมื่อคืน
✉️
ข้อความ · ตอนนี้
นักเขียนไร้นาม
13:52
ผมไม่เขียนนิยายเรื่องนี้ต่อแล้วล่ะ...
2
ข้อความ
รูปภาพ
D-Novel
📞
🎵
⚙️
ข้อความ แก้ไข
หม่อมแม่คนสวย
13:52
นี่แกยังไม่ตื่นอีกเหรอ? แม่เดินผ่านหน้าห้องเห็นไฟยังเปิดอยู่ตั้งแต่เมื่อคืน
ตื่นแล้วแม่... เพิ่งตื่นเนี่ยแหละงับ 🥱
ตาสว่างทั้งคืนเพราะนิยายตาแจฮยอนอะไรรุ่นนั่นน่ะ แม่เห็นแกนั่งกุมขมับ ร้องไห้บ้าง หน้าถอดสีบ้าง แม่ล่ะปวดหัวแทน!
โหแม่... มันไม่ใช่แค่นิยายนะ แต่มันคือจิตวิญญาณ!
พอก่อนเลย! แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้แกกำลังจะโดนแม่หักค่าขนมถ้ายังไม่ยอมลุกทำงาน!
รับทราบครับคุณผู้หญิง... จะลุกเดี๋ยวนี้แหละงับ 🥺
iMessage
นักเขียนไร้นาม
18 October · 20:15
ไรท์จ๋า... ตามอ่านตอนล่าสุดของวันนี้แล้วนะ ทำไมทำกับแจฮยอนแบบนี้ 😭
ขอบคุณที่ติดตามนะครับ เนื้อหาหนักไปเหรอครับ?
หนักมาก! พี่แกเล่นเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย น่ากลัวสุดๆ
มันเป็นพัฒนาการที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นน่ะครับ
โลกในหอคอยมันบังคับให้เขาต้องทิ้งความเป็นมนุษย์ เพื่อเอาชีวิตรอดและก้าวข้ามลูปน่ะครับ
แต่แอบหวังลึกๆ นะ ว่าในลูปต่อๆไป แจฮยอนจะกลับมาอ่อนโยนและมีความสุขได้เหมือนช่วงแรกอีกครั้ง...
คงยากหน่อยนะครับเพราะแก้วที่มันร้าวไปแล้ว ต่อให้ต่อคืนก็ไม่มีวันเหมือนเดิม...
Now
ผมไม่เขียนนิยายเรื่องนี้ต่อแล้วล่ะ..
เพราะยังไงมันก็ไม่จำเป็นต้องเขียนแล้วล่ะครับ และคุณก็ไม่ต้องรอมันแล้ว..
ห้ะ? หมายความว่าไงวะพี่? ไม่จำเป็นต้องเขียนคืออะไร แล้วทำไมต้องไม่ต้องรอ? พิมพ์ให้มันเคลียร์ๆ ดิ๊!
เห้ย อ่านแล้วเงียบ! อย่ามาทิ้งระเบิดกวนประสาทแบบนี้แล้วหายหัวไปดื้อๆ ดิพี่ ไม่ขำนะเว้ย ตอบแชทก่อน!
พี่!!! ตอบดิโว้ยยยย ทิ้งขี้ก้อนใหญ่ไว้ให้กูงงแล้วสะบัดตูดหนีเฉยเลยเหรอ? กลับมาคุยให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!!!
ไอ้นักเขียนโรคจิต! ไอ้เฮงซวยเอ๊ย! ทำทรงติสท์แตกเทนิยายหน้าตาเฉย มึงลืมตาดูด้วยนะว่า คนอ่านนิยายมึงคนเดียวคือ กูเว้ยยยยยยยย!!!กลับมาตอบกูวววว!!! 🤬😭
iMessage
สแกมเมอร์
24 December 2069
สวัสดีค่ะ มีงานออนไลน์กดรับออเดอร์รายได้ดีมาแนะนำค่ะ
เปิดพล็อตมาก็ขยะเลยครับ บทพูดเหมือนคนสมองฝ่อ
ได้เงินจริงนะคะ พี่แค่วางเงินค้ำประกันระบบก่อนค่ะ
"วางเงินค้ำ" แปลว่า "จะโกง" ภาษาไทยวันละคำวันนี้เสนอคำว่า Eมิจฉาชีพ
พูดจาให้มันดีๆ หน่อยค่า ไม่ทำก็ไม่ต้องทำสิ
อุ๊ย ตัวละครธาตุไฟแตก วรรณกรรมชิ้นนี้เริ่มมีความน่าสนใจ
ไอ้** กวนteenเหรอ ทักมาหาเงินนะไม่ได้มาเล่นตลก!
ฉากจบหักมุมสะใจมาก งั้นบล็อกนะ บาย!
BLOCKED
iMessage
รูปภาพ เลือก
March 2069
4 รายการ
D-Novel
Fantasy · Action · Regression
God-Tier Player and
the Endless Hell Loop
ที่ปักหมุด
128 ไฟล์อยู่ในคลัง...
บทที่ 1 Aa
ตอนที่ 21 — หัวใจขับขานบทเพลงแห่งฝัน
24 March 2068 · 2269 คำ
สายลมเย็นเยียบพัดผ่านทุ่งหญ้าสีเงินที่ทอดยาวสุดสายตา ผืนหญ้าพลิ้วไหวล้อไปกับแรงลมราวกับเกลียวคลื่นบนผืนทะเลอันเงียบสงบ กลีบดอกไม้เรืองแสงลอยล่องอยู่กลางอากาศ แตกตัวและหมุนวนช้า ๆ ราวกับเกลียวหิมะแห่งรัตติกาลที่ไม่มีวันละลาย แสงจากดวงจันทร์จำลองบนชั้นที่ 28 สาดทอประกายเนียนนุ่มนวล ทอดเงาจาง ๆ ลงบนเส้นทางหินโบราณที่ทอดตัวยาวผ่านความมืดมิด เป็นเส้นทางที่ทั้งสามชีวิตกำลังก้าวเดินผ่านไปอย่างไม่เร่งรีบ เสียงฝีเท้ากระทบแผ่นหินดังแผ่วเบา เป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบสงบอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งหาได้ยากยิ่งในหอคอยแห่งความตายแห่งนี้ “ชั้นนี้เงียบผิดปกติ…” แทยุนเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและระแวดระวัง สายตาคมปรายมองไปรอบด้านที่มืดสลัว มือหนายังคงจับกระชับด้ามดาบเลวโตตรงข้างเอวไว้แน่นไม่ยอมปล่อย สัญชาตญาณของนักรบในตัวเขาร้องเตือนอยู่ตลอดเวลา แจฮยอนเหลือบมองท่าทางของเพื่อนสนิทก่อนจะหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “นายระแวงเกินไปแล้วแทยุน ชั้นนี้ไม่มีมอนสเตอร์หรอก ด่านนี้มันเป็นแค่จุดพักสายตา” “เพราะนายพูดง่าย ๆ แบบนั้นทุกทีไง ถึงได้มีปัญหาใหญ่โตตามมาตลอด” แทยุนบ่นพึมพำ ใบหน้าคมเข้มยังคงตึงเครียด “แต่สุดท้ายพวกเราก็รอดมาได้ทุกครั้งไม่ใช่หรือไง?” “เกือบตายเรียกว่ารอดงั้นเหรอ?” แทยุนสวนกลับทันควัน บทสนทนาพ่อแง่แม่งอนเดิม ๆ ที่คุ้นเคยทำให้มินฮีที่เดินอยู่ข้าง ๆ หลุดหัวเราะคิกคักออกมาเสียงใส เสียงหวานนุ่มของเธอนั้นประดุจเสียงสั่นกังวานของระฆังแก้วท่ามกลางสายลมหนาว มันไพเราะและช่วยชโลมจิตใจที่แห้งผากได้เป็นอย่างดี จนแจฮยอนต้องหันไปมองเธอโดยไม่รู้ตัว ดวงตาสีม่วงอบอุ่นคู่นั้นกำลังสะท้อนภาพแสงจันทร์นวลตา ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอ่อนโยนอย่างที่เธอชอบทำเป็นประจำ แต่สำหรับแจฮยอนแล้ว… คำว่า ‘ทุกครั้ง’ หรือ ‘เหมือนทุกครั้ง’ มันไม่เคยเป็นเรื่องจริงเลยสักครั้งเดียว เพราะในแต่ละลูปที่โลกหมุนย้อนกลับมาส่งเขาให้มาเริ่มต้นใหม่ ณ จุดเดิม เขาต้องเผชิญหน้ากับการสูญเสียเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนตกอยู่ในนรกที่ไม่มีวันสิ้นสุด บางลูปมินฮีสิ้นลมหายใจไปในอ้อมแขนอันสั่นเทาของเขา ฃโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้ บางลูปเธอกลับเลือนหายไปในความมืดมิดโดยไม่มีแม้แต่ร่างให้เขาได้ตามหา ทุกลูปที่เริ่มต้นใหม่… เธอจะจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ จำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อ จำไม่ได้ว่าเคยรักกันมากขนาดไหน มีเพียงเขาคนเดียวที่แบกรับตราบาปและความทรงจำอันแสนทรมานนี้ไว้ และยิ่งเขาถลำลึกตกหลุมรักเธอมากขึ้นเท่าไร ความกลัวในส่วนลึกว่าจะต้องเสียเธอไปอีกครั้งก็ยิ่งกัดกินและฝังรากลึกลงในหัวใจของเขาจนบิดเบี้ยว แจฮยอนเงียบเสียงไปพักใหญ่ ความจริงอันขมขื่นทำให้ในอกของเขาหน่วงหนึบ ชายหนุ่มตัดสินใจยื่นฝ่ามือที่สั่นเทาเล็กน้อยของตนไปจับมือของมินฮีเอาไว้ หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ผิวสัมผัสจากมือของเขาเย็นเยียบจนเธอสัมผัสได้ ดวงตาคู่สวยเงยขึ้นสบตาเขา “หนาวเหรอ แจฮยอน?” เธอถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แฝงไปด้วยความห่วงใย “เปล่า…” แจฮยอนตอบ แต่ออกแรงกระชับฝ่ามือจับมือเธอให้แน่นหนายิ่งกว่าเดิม ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที ร่างตรงหน้าจะสลายกลายเป็นอากาศธาตุไป “…แค่อยากจับไว้เฉย ๆ น่ะ” มินฮีนิ่งไปขัดหนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางเบาที่เต็มไปด้วยความละมุนละไม เธอยอมปล่อยให้นิ้วเรียวเล็กของตนสอดประสานเข้ากับเรียวนิ้วของเขาอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นเพียงน้อยนิดที่ส่งผ่านฝ่ามือในค่ำคืนนี้ กลับมีอานุภาพมหาศาลจนทำให้หัวใจของคนที่เคยผ่านความตายและเห็นฉากจบอันโหดร้ายมานับครั้งไม่ถ้วนสั่นไหวอย่างประหลาด มันอบอุ่นจนเขาอยากจะหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้ตลอดไป แทยุนที่เดินอยู่ข้าง ๆ เหลือบสายตามองทั้งสองคน ก่อนจะพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด “เฮ้อ… พวกนายช่วยเกรงใจคนที่เดินอยู่คนเดียวตรงนี้บ้างเถอะ บรรยากาศมันสีชมพูจนฉันจะสำลักแล้วนะ” “อิจฉาหรือไง?” แจฮยอนแกล้งยักคิ้วกวน ๆ กลับไป “เหอะ! ถ้าวันหนึ่งฉันมีแฟนขึ้นมาบ้าง ฉันไม่มาเดินจับมือประคองกันกลางดันเจี้ยนที่อันตรายแบบนี้หรอก” แทยุนเชิดหน้าขึ้น “โกหกหน้าตายชัด ๆ” แจฮยอนตอกกลับ “…” แทยุนถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ทำหน้ามุ่ย มินฮีหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้งจนตัวโยน เสียงหัวเราะของเธอทำให้บรรยากาศรอบกายที่เคยเคร่งเครียดและอบอวลไปด้วยความระแวงพังทลายลงอย่างไม่น่าเชื่อ เหลือไว้เพียงความผ่อนคลายและเสียงหัวเราะของวัยเยาว์ หลังเดินเท้าต่อกันไปอีกพักใหญ่ ทั้งสามคนก็ก้าวมาถึงเนินดินสูงใจกลางทุ่งหญ้าสีเงิน ณ ตรงนั้นมีต้นไม้ขนาดมหึมาตระหง่านอยู่เพียงต้นเดียว ลำต้นสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนประกายเรืองรองจาง ๆ ออกมาดูงดงามราวกับไม่มีอยู่จริง รากไม้ขนาดใหญ่แผ่ขยายชอนไชไปตามพื้นดินราวกับกำลังโอบอุ้มพื้นพิภพนี้เอาไว้ กิ่งก้านสาขามหาศาลทอดยาวสยายขึ้นสู่ท้องฟ้ากว้าง และมีดอกไม้สีฟ้าครามเรืองแสงผลิบานสะพรั่งเต็มต้น ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ทำให้จิตใจสงบนิ่ง “ต้นไม้แห่งเสียงฝัน…” มินฮีพึมพำออกมาเบา ๆ ดวงตาเป็นประกายด้วยความทึ่ง แทยุนเลิกคิ้วหนา “รู้จักต้นไม้แปลก ๆ นี่ด้วยเหรอ?” “อื้ม เคยอ่านเจอในบันทึกเก่าแก่ของห้องสมุดหอคอยน่ะ ในนั้นบอกไว้ว่า… ถ้าเราให้คำสัญญาอย่างจริงใจใต้ร่มเงาของต้นไม้ต้นนี้ เสียงแห่งหัวใจและความรู้สึกเหล่านั้นจะถูกต้นไม้จดจำและบันทึกเอาไว้ไปตลอดกาลชั่วนิรันดร์” สายลมหนาวพัดผ่านเข้ามาอีกระลอก ส่งผลให้กลีบดอกไม้สีฟ้าร่วงหล่นลงมาจากกิ่งก้านช้า ๆ ลอยคว้างอยู่รอบตัวของพวกเขา แจฮยอนเงยหน้าขึ้นมองภาพความอัศจรรย์ตรงหน้า ดวงตาสีเทาเข้มของเขานิ่งสนิทและเงียบงันไปผิดปกติ เพราะเขาเคยมาที่นี่แล้ว… ในลูปก่อน ๆ หน้านี้ และในทุก ๆ ครั้ง… เขามักจะมายืนอยู่ตรงจุดนี้เพียงลำพังเสมอหลังจากที่ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ไม่มีเสียงหัวเราะใส ๆ ของมินฮีคอยขับกล่อม ไม่มีบทสนทนากวนประสาทแต่พึ่งพาได้ของแทยุน ไม่มีฝ่ามือนุ่ม ๆ ที่คอยกุมมือเขาไว้ให้ความอบอุ่นเหมือนในตอนนี้ สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในความทรงจำของลูปเหล่านั้น มีเพียงความว่างเปล่าอันเย็นเยียบ กับเสียงลมหายใจอันแหบพร่าของคนที่เหลือรอดอยู่คนเดียว... คนที่ทำได้เพียงแค่นั่งมองดูหยาดน้ำตาของตัวเองหยดลงสู่ผืนดิน แจฮยอนเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกผิดและเด็ดเดี่ยวปะทุขึ้นมาในอกจนจุก มินฮีที่คอยเฝ้ามองเขาอยู่ตลอดสังเกตเห็นแววตาที่สั่นไหวคู่นั้น เธอจึงค่อย ๆ ขยับกายเดินเข้ามาหาชายหนุ่มช้า ๆ ก่อนจะเอื้อมมือเรียวบางไปแตะปลายนิ้วของเขาเบา ๆ เพื่อเรียกสติ “แจฮยอน…” เสียงเรียกอันนุ่มนวลและอ่อนหวานนั้นประดุจแสงสว่างที่ส่องทะลุลงมาในตม ดึงเอาจิตวิญญาณของเขาให้หลุดพ้นออกมาจากวังวนแห่งความทรงจำอันมืดมนและโดดเดี่ยวในอดีต ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะก้มลงมองคนข้างกาย ดวงตาสีม่วงคู่สวยคู่เดิมนั้นกำลังทอดมองมาที่เขาอย่างอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นเสมอ... มันเป็นสายตาที่เหมือนกำลังโอบกอดเขาเอาไว้ และคอยบอกเขาอย่างเงียบ ๆ ว่าจากนี้ไปเขาไม่จำเป็นต้องแบกรับความทุกข์หรือชะตากรรมของหอคอยแห่งนี้ไว้เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว หัวใจของแจฮยอนเจ็บหน่วงและบีบรัดขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ความรักและความต้องการที่จะปกป้องผู้หญิงคนนี้มันล้นทะลักจนใจเจ็บ เขาค่อย ๆ ยื่นมือออกไป ดึงร่างบางของเธอเข้ามาไว้ในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบาแต่ทว่าแน่นหนา มินฮีชะงักไปเล็กน้อยด้วยความตกใจกับท่าทีที่ดูเปราะบางของเขา แต่เธอก็ไม่ได้ผลักไส หญิงสาวค่อย ๆ ซบหน้าลงกับอกกว้างอันอบอุ่นของเขาเงียบ ๆ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ของมัน เสียงหัวใจของแจฮยอนเต้นรัวและดังสนิทชัดเจนท่ามกลางความสงัดของค่ำคืน “มินฮี…” “อืม? มีอะไรเหรอ?” เธอขานรับในอ้อมกอด “ถ้าหากวันหนึ่ง… ฉันต้องหายไปจากตรงนี้” คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวรีบเงยหน้าขึ้นมาทันที ดวงตาสีม่วงสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนกและไม่สบายใจกับคำพูดที่ฟังดูเป็นลางร้าย ทว่าแจฮยอนกลับทำเพียงส่งรอยยิ้มบางเบาที่ดูนุ่มนวลที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ไปให้เธอ มือหนายกขึ้นลูบเส้นผมสีเงินประกายมุกเส้นละเอียดของเธออย่างทะนุถนอม ราวกับเธอกลีบดอกไม้ที่อาจแหลกสลายได้ง่าย ๆ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น… ไม่ว่าฉันจะต้องเผชิญหน้ากับอะไร ฉันจะหาทางดิ้นรนกลับมาหาเธอเสมอ” คำพูดนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม ทว่ามันกลับหนักแน่นและมั่นคงเสียจนหัวใจของมินฮีสั่นไหวด้วยความตื้นตัน แจฮยอนสบตาเธอช้า ๆ เน้นย้ำทุกถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากจิตวิญญาณของผู้ย้อนเวลา “ต่อให้โลกใบนี้ต้องเริ่มต้นใหม่อีกกี่ร้อยกี่พันครั้ง… ต่อให้ฉันต้องเผชิญกับความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกสักกี่รอบ…” “ฉันก็จะยังคงเลือกเธอ… เลือกที่จะกลับมาหาเธอเสมอ มินฮี” สายลมรอบกายคล้ายจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง ราวกับโลกทั้งใบกำลังหยุดหมุนเพื่อเป็นพยานให้แก่ถ้อยคำนี้ มินฮีเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาสีม่วงคู่สวยเริ่มเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสที่กักเก็บเอาไว้ไม่ไหว มันไหลรินลงมาอาบแก้มเนียนช้า ๆ “พูดอะไรน่ะ… พูดเหมือนคนกำลังจะร้องไห้เลยนะ…” เธอแสร้งตัดพ้อเสียงสั่น แจฮยอนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเพื่อปรับบรรยากาศ “งั้นเธอก็ต้องห้ามร้องไห้ก่อนฉันสิ” หญิงสาวยกฝ่ามือนุ่มขึ้นแตะแก้มของเขาอย่างอ่อนโยน สัมผัสจากมือของเธอช่วยส่งผ่านความอบอุ่นเข้าสู่หัวใจที่เคยหนาวเหน็บของเขา ก่อนที่เธอจะคลี่ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา “ถ้านายกลับมา…” “ฉันก็จะรอ” “ไม่ว่ามันจะยาวนานแค่ไหนงั้นเหรอ?” แจฮยอนถามย้ำ “อื้อ” เธอพยักหน้ารับ “แม้ว่าโลกใบนี้จะเปลี่ยนผันไปจนไม่เหลือเค้าเดิม?” “ก็จะยังรอ” เสียงของเธอนุ่มนวล ทว่ากลับเด็ดเดี่ยวและมั่นคงประดุจคำสัตย์ปฏิญาณที่สลักลึกลงบนแผ่นหิน แจฮยอนหลับตาลงช้า ๆ ความเจ็บปวดในอกคล้ายจะถูกปัดเป่าไปจนหมดสิ้น ก่อนที่เขาจะก้มลงกดจูบแผ่วเบาและนุ่มนวลลงบนหน้าผากมนของเธออย่างแสนรัก ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้แห่งเสียงฝัน ท่ามกลางกลีบดอกไม้สีฟ้าครามที่ยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย หัวใจสองดวงกำลังขับขานคำสัญญาอันเงียบงันร่วมกัน คำสัญญาที่แม้ว่ากาลเวลาของหอคอยแห่งนี้จะถูกบิดเบือนย้อนคืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าสักกี่หน ก็จะไม่มีวันมีสิ่งใดมาลบล้างหรือทำลายมันไปจากใจของชายที่ชื่อแจฮยอนได้เลย แทยุนที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ลอบมองภาพความรักอันลึกซึ้งของคนทั้งสองเงียบ ๆ ก่อนจะลอบถอนหายใจยาว พลางยกมือขึ้นเกาท้ายทอยตัวเองแก้เก้อ “…นี่ฉันควรจะเดินไปยืนหลบตรงมุมอื่นไหมวะเนี่ย” เสียงบ่นพึมพำอย่างอดไม่ได้ของเขาทำให้มินฮีหลุดหัวเราะคิกคักออกมาทั้งน้ำตา ส่วนแจฮยอนเองก็หัวเราะตามออกมาเบา ๆ อย่างนึกขำในตัวเพื่อนสนิท และในช่วงเวลาสั้น ๆ อันแสนมีค่าท่ามกลางค่ำคืนนั้นเอง… พวกเขาทั้งสามคนก็ได้ลืมเลือนเรื่องราวของความสูญเสีย ลืมเลือนความกดดันของหอคอยบ้าคลั่งแห่งนี้ และลืมเลือนโชคชะตาอันโหดร้ายที่รอคอยอยู่เบื้องหน้าไปจนหมดสิ้น ปล่อยให้เหลือเพียงเสียงเต้นของหัวใจที่สอดประสาน และบทเพลงแห่งความฝันอันแสนหวานที่กำลังบรรเลงอย่างเงียบเชียบภายใต้แสงจันทร์จำลองที่ทอประกาย...
บทที่ 3 Aa
ตอนที่ 64 — แสงประทีปในคืนวันที่หิมะโปรย
11 June 2068 · 5514 คำ
... บรรยากาศรอบด้านบนชั้นที่ 83 นั้นเงียบงันราวกับสุสานที่ไร้ผู้คน ลมหนาวสายหนึ่งพัดผ่านลานหินสีดำสนิทอันกว้างใหญ่ ทั่วทั้งบริเวณระเกะระกะไปด้วยซากอันไร้ชีวิตของมอนสเตอร์ระดับบอส เศษชุดเกราะที่เสียหายกระจัดกระจายไปตามพื้นอย่างไร้ชิ้นดี กลิ่นอายของสงครามและเขม่าควันไฟยังคงอบอวลลอยคลุ้งอยู่ในอากาศหนาทึบจนอึดอัดและแทบจะหายใจไม่ออก หลังผ่านพ้นมหากาพย์การต่อสู้อันแสนยาวนานและเหน็ดเหนื่อย ในที่สุดพวกเขาก็สามารถก้าวมาถึงชั้นที่ 83 ดินแดนแห่งความหวังที่เข้าใกล้ชั้น 99 เพียง 16 ชั้น จุดที่แจฮยอนเฝ้าฝันถึงอยู่ทุกลมหายใจว่ามันจะเป็น ตอนจบ ของเรื่องราวทั้งหมด ตอนจบที่สมบูรณ์แบบซึ่งจะไม่มีใครต้องสูญเสียอีกต่อไป และเป็นตอนจบที่พวกเขาทั้งสามคนจะได้ร่วมหัวเราะด้วยกันจากใจจริงเสียที แจฮยอนยืนนิ่งอยู่ใจกลางลานกว้าง อาวุธในมือคู่กายยังมีร่องรอยของการผ่านศึกหนักทิ้งตัวลงสู่พื้นดิน ร่องรอยเหล่านั้นกระทบเข้ากับพื้นหินเย็นเยียบส่งเสียงแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบงัน *ติ๋ง... ติ๋ง... ติ๋ง...* เสียงนั้นสะท้อนก้องในหัวของเขา แจฮยอนรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน... เหนื่อยกับการต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียเหนื่อนับครั้งไม่ถ้วน เหนื่อยกับการย้อนเวลากลับไปเริ่มต้นใหม่ และเหนื่อยล้ากับการต้องสูญสลายทุกสิ่งทุกอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวังวนที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทว่า... เพียงแค่เขาเบนสายตาไปมองร่างของคนสองคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ความอ่อนล้าพังทลายทั้งหมดที่มีก็คล้ายจะถูกปัดเป่าและปลอบประโลมลงในทันตา “ฮ่า... เกือบไม่รอดแน่ะ” แทฮุนเค้นเสียงหัวเราะต่ำ ๆ ในลำคอ พลางทรุดกายลงนั่งบนก้อนหินใหญ่เหนือกองเศษซากอารยธรรม มือหนายกขึ้นปาดรอยช้ำตรงมุมปากออกอย่างลวก ๆ “นายฝืนตัวเองมากเกินไปแล้วนะ” มินฮีรีบสาวเท้าก้าวเข้าไปหาชายหนุ่มแทบจะในวินาทีนั้น เธอคุกเข่าลงตรงหน้าเขาอย่างไม่นึกรังเกียจความสกปรก เรือนผมสีเงินประกายมุกเส้นละเอียดตกลงข้างแก้มเนียนอย่างอ่อนโยน พร้อมกับกลิ่นอายจาง ๆ ของดอกลิลลี่ที่ลอยมาตามลม มือเรียวบางค่อย ๆ แตะลงบนรอยแผลลึกตรงสีข้างของแทฮุน ก่อนจะเริ่มร่ายเวทมนตร์รักษาสีฟ้านุ่มนวลให้โอบล้อมกายเขาไว้ “ถ้าหากหลบช้ากว่านี้อีกเพียงนิดเดียว นายคงต้องสูญเสียแขนแน่ ๆ” แทฮุนหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ สายตาที่มองตอบกลับไปเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง “ก็ยังดีกว่าต้องเห็นเธอเป็นคนโดนล่ะนะ” คำพูดนั้นทำให้มินฮีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ใบหน้าหวานจะปรากฏรอยยิ้มบางเบาที่ดูอบอุ่นเหลือเกิน อบอุ่นเสียจนแจฮยอนที่ยืนมองอยู่ห่าง ๆ เผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว เขารักและหลงใหลที่จะได้เฝ้ามองภาพเหตุการณ์แบบนี้ ภาพที่พวกเขาทั้งสามคนยังคงอยู่เคียงข้างกัน ไม่ว่าจะต้องผ่านความทุกข์ทรมานมาสักกี่ร้อยกี่พันลูป ภาพตรงหน้านี้ก็ยังคงเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เขาอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป... อยากกลับไปเซฟโซนร่วมโต๊ะกัน อยากนอนนับดาวด้วยกันบนดาดฟ้า อยากฟังเสียงแทฮุนบ่นเรื่องไร้สาระ และอยากเห็นมินฮียิ้มอย่างมีความสุข สิ่งธรรมดาสามัญเหล่านั้นคือคำจำกัดความของความสุขทั้งหมดในชีวิตของเขา แจฮยอนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ “กลับไปเซฟโซนคราวนี้ พวกเราไปจัดงานฉลองใหญ่กันเถอะ” แทฮุนเลิกคิ้วหนาขึ้นข้างหนึ่งอย่างยวน ๆ “นายเป็นคนเลี้ยงงั้นเหรอ?” “อือ” แจฮยอนพยักหน้ารับ “โอ้โห... ถ้าคนอย่างนายยอมควักทอง โลกคงต้องแตกอีกรอบแน่ ๆ” “พูดมากน่า” มินฮีหัวเราะคิกคักออกมาเสียงใส เสียงของเธอนุ่มนวลประดุจขนนกที่ปัดผ่านหัวใจ จนทำให้ส่วนลึกในอกของแจฮยอนอ่อนยวบลงอย่างง่ายดาย เขาเผลอจ้องมองใบหน้าของเธอนานเกินไปอีกครั้ง ดวงตาสีม่วงคู่สวยคู่นั้นช่างงดงามเหลือเกิน งดงามจนบางครั้งเขานึกคิดในใจว่า ต่อให้ตนเองต้องย้อนเวลากลับมาเผชิญนรกแห่งนี้อีกสักกี่พันครั้ง เขาก็คงไม่มีวันเลิกตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้ได้เลย “มองอะไรของนายล่ะ?” เธอเอียงคอถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย แจฮยอนส่งยิ้มบาง ๆ กลับไปให้ “แค่คิดว่าดีจังเลยนะ... ที่พวกเธอยังอยู่ตรงนี้” ทว่าทันทีที่ประโยนั้นหลุดออกจากปาก รอยยิ้มสดใสของมินฮีก็พลันชะงักค้างไปในทันที แม้กระทั่งแทฮุนเองก็เงียบเสียงลงไปอย่างผิดปกติ แต่ทว่าแจฮยอนกลับไม่ได้เฉลียวใจหรือสังเกตเห็นความผิดปกติเหล่านั้นเลยสักนิด เพราะร่างกายของเขาเหนื่อยล้าเกินไป และที่สำคัญคือเขามอบความไว้ใจให้แก่คนทั้งสองมากเกินไป... มากจนทำให้ดวงตามืดบอดมองไม่เห็นสัญญาณอันตรายใด ๆ ชายหนุ่มหันหลังกลับเพื่อเดินไปหยิบอาวุธของตนที่ตกอยู่ไม่ไกล และในวินาทีนั้นเอง— *ฉึก...* ความรู้สึกถึงแรงกระแทกอันหนักหน่วงและเย็นวาบจู่โจมเข้ามาจากทางด้านหลัง ร่างสูงโปร่งของแจฮยอนชักกระตุกและชะงักค้างอยู่กับที่ ดวงตาสีเทาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ความเจ็บปวดรวดร้าวอันแสนสาหัสแล่นพล่านทะลวงผ่านระบบประสาททั่วทั้งร่างในเสี้ยววินาที ลมหายใจอุ่นร้อนสะดุดค้างขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอทันที “อ... แค่ก…” หยาดพิษแห่งความเจ็บปวดไหลซึมออกจากริมฝีปากอย่างไม่อาจควบคุม แจฮยอนก้มลงมองที่หน้าอกของตนเองด้วยสายตาที่สั่นระริก ปลายศาสตราสีดำสนิทเล่มหนึ่งทะลุเสื้อของเขาออกมา... อาวุธเล่มนั้น อาวุธที่เขาเป็นคนเสี่ยงชีวิตรวบรวมวัตถุดิบมาสร้างขึ้นด้วยมือของตนเอง มันคือของขวัญล้ำค่าที่เขามอบให้แก่แทฮุนด้วยความจริงใจ มือของแจฮยอนเริ่มสั่นเทาอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ “...แทฮุน?” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแผ่วเบาและแหบพร่าจนน่าใจหาย เขาค่อย ๆ ฝืนหมุนกายหันกลับไปมองทางด้านหลังช้า ๆ แทฮุนยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น มือทั้งสองข้างยังคงกุมด้ามอาวุธที่ฝังแน่นอยู่ ใบหน้าคมเข้มคู่นั้นเรียบเฉยและนิ่งสนิท ราวกับรูปสลักหินที่ไร้ความรู้สึก ไม่มีแววตาแห่งความลังเล ไม่มีร่องรอยของความเสียใจ ไม่มีเลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว แจฮยอนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ราวกับคนเสียสติที่สมองยังคงปฏิเสธและตามสถานการณ์ตรงหน้าไม่ทัน “เฮ้... นี่มันเรื่องอะไรกัน? ล้อเล่นใช่ไหม…” เขาส่ายหน้าช้า ๆ พยายามเค้นยิ้มทั้งที่เนื้อตัวเริ่มสั่นเทา “พอได้แล้วน่า... มุกแบบนี้มันไม่ตลกเลยนะ แทฮุน?” ทว่าสิ่งตอบรับกลับมีเพียงความเงียบงันอันน่าอึดอัด และสัญญาณแห่งความสูญเสียที่ยังคงรินไหลลงสู่พื้นหินอย่างไม่ขาดสาย แจฮยอนเริ่มรู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่คืบคลานเข้ามา... หนาวเสียจนปลายนิ้วมือนิ้วเท้าชาหนาไปหมด เขา รีบเบนสายตาหันไปมองมินฮีราวกับคนกำลังจะจมน้ำที่พยายามไขว่คว้าหาอากาศหายใจเฮือกสุดท้าย “มินฮี…” หญิงสาวเรือนผมสีเงินยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เธอไม่ได้มีท่าทีตกใจกลัว ไม่ร้องไห้ฟูมฟาย และไม่ได้วิ่งเข้ามาหาเขาอย่างที่ควรจะเป็น เธอกำลังยืนมองดูชีวิตของเขาที่ค่อย ๆ เลือนหายไปด้วยสายตาที่เย็นชา... และแววตาคู่นั้น บ่งบอกชัดเจนว่ามันไม่ใช่สายตาของคนรักอีกต่อไป หัวใจของแจฮยอนกระตุกวูบดิ่งลงสู่ก้นเหว “...พูดอะไรหน่อยสิ” เขาพยายามบังคับริมฝีปากให้ส่งยิ้มออกมา ทั้งที่น้ำเสียงเริ่มแตกพร่าและสั่นเครือ “ช่วยบอกทีเถอะ... ว่าทั้งหมดนี่มันไม่ใช่เรื่องจริง” มินฮีหลุบสายตาต่ำลง มองดูความทรมานของอดีตคนรักก่อนจะเอ่ยประโยคสั้น ๆ “ขอโทษนะ…” เพียงแค่คำพูดไม่กี่พยางค์นั้น โลกทั้งใบที่แจฮยอนอุตสาหะสร้างและปกป้องมาตลอด 298 ลูปก็พลันพังทลายลงมาตรงหน้าในพริบตา เขายืนนิ่งค้างไปราวกับระบบรับรู้ถูกตัดขาด สมองของเขาพยายามปฏิเสธความจริงอันโหดร้ายนี้ตามสัญชาตญาณ “...ไม่ เดี๋ยวก่อน…” แจฮยอนหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้ทั้งน้ำเสียงและหยาดน้ำตาต่างพรั่งพรูออกมาพร้อมกัน “พวกเธอสองคนกำลังทะเลาะอะไรกันอยู่ใช่ไหม? หรือว่า... ฉันทำอะไรผิดไป?” ไม่มีเสียงตอบรับจากใครทั้งสิ้น ความเงียบสงัดราวกับจะกัดกินจิตวิญญาณของเขาให้ตายทั้งเป็น แจฮยอนลนลานรีบเอื้อมมือที่สั่นเทาไปคว้าข้อมือของมินฮีเอาไว้แน่น “มองหน้าฉันสิ... เธอรักฉันนี่นา…” น้ำเสียงของเขาเว้าวอนและสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำ ราวกับคนสิ้นไร้ไม้ตอก มินฮีเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ก่อนจะค่อย ๆ ออกแรงดึงแขนของตัวเองกลับคืนไป... เป็นการกระทำที่เชื่องช้า อ่อนโยน ทว่ากลับกรีดลึกและโหดร้ายทารุณต่อจิตใจของคนมองเหลือเกิน แจฮยอนเหม่อมองฝ่ามือที่ว่างเปล่าของตัวเองนิ่ง ๆ สติสัมปชัญญะเริ่มกระเจิดกระเจิง เขาส่ายหัวไปมาแรง ๆ “ไม่... ไม่ใช่... มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ…” ชายหนุ่มรีบเงยหน้าขึ้นมองคนทั้งสองอีกครั้งด้วยความหวังอันริบหรี่ “ฉันทำอะไรผิดไปงั้นเหรอ? ในครั้งนี้ฉันดูแลพวกเธอไม่ดีพอใช่ไหม? หรือว่าฉันกดดันพวกเธอมากเกินไป?” ยิ่งพยายามเค้นหาเหตุผล น้ำตาก็ยิ่งไหลทะลักอาบสองแก้ม เขาใช้หลังมือเช็ดมันออกอย่างลนลานเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะรำคาญ “บอกฉันมาสิ... ฉันแก้ไขมันได้นะ... ฉันเริ่มต้นใหม่ได้... ฉันสัญญาว่าจะทำให้ดีกว่านี้…” เสียงของเขาแตกสลายไม่มีชิ้นดี แทฮุนหลับตาลงช้า ๆ ก่อนจะถอนหายใจและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นชา “...นายไม่เคยรับรู้อะไรเลยจริงๆ สินะ แจฮยอน” แจฮยอนชะงักไป แทฮุนหลุดหัวเราะหยันออกมาเบา ๆ แต่ในน้ำเสียงนั้นไม่มีความขบขันปนอยู่เลยแม้แต่น้อย “ฉันกับมินฮี…” เขาเบนสายตาไปมองหญิงสาวข้างกาย และสายตาที่คนทั้งคู่ใช้สบประสานกันนั้นมันช่างอ่อนโยนและลึกซึ้งเกินกว่าฐานะเพื่อน อ่อนโยนเสียจนแจฮยอนรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังถูกมือที่มองไม่เห็นบีบขยี้จนแหลกเหลว “เออ... ที่จริงแล้ว เรารักกัน” แทฮุนเค้นประโยคตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย “พวกเรารักกันมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่แรกเริ่มเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่ที่ผ่านมาไม่มีใครพูดมันออกมา และที่สำคัญ... นายมันยังมีประโยชน์กับพวกเรามากเกินกว่าจะสลัดทิ้งในตอนนั้น” คำสารภาพนั้นแทงทะลุเข้ากลางความรู้สึกอย่างรุนแรงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แจฮยอนแผดเสียงหัวเราะลั่นออกมาในทันที เขาส่ายหัวไปมาอย่างคนเสียสติ “ไม่จริง... ไม่... นายโกหกฉัน…” เขาหันขวับไปหามินฮีทันทีเพื่อหาที่พึ่งสุดท้าย “มินฮี... เขาโกหกใช่ไหม? ช่วยบอกฉันที…” ทว่า หญิงสาวกลับทำเพียงหลับตาลงช้า ๆ และความเงียบงันไร้คำปฏิเสธนั้น... ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว หัวใจของแจฮยอนคล้ายจะหยุดเต้นไปในวินาทะนั้น ในหัวมีคำถามมากมายที่อยากจะเอ่ยปากถาม... ถามว่าทำไมต้องทำถึงขนาดนี้? ถามว่าช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผ่านมาคืออะไร? และถามว่ารอยยิ้มรวมถึงคำบอกรักเหล่านั้นเป็นเรื่องหลอกลวงมาโดยตลอดเลยหรือเปล่า? แต่ทว่าริมฝีปากของเขากลับสั่นระริกจนไม่มีเศษเสี้ยวของเสียงใดหลุดลอดออกมา ลมหายใจเริ่มติดขัดและขาดเป็นช่วง ๆ ภาพเบื้องหน้าค่อย ๆ พร่าเลือนและมืดมนลงเรื่อย ๆ เนื่องจากสติเริ่มหลุดลอย แจฮยอนก้าวถอยหลังไปอย่างเชื่องช้า ร่างสูงโปร่งโซเซไปมาจวนเจียนจะล้มลง ดวงตาสีเทาเบิกค้างอย่างคนที่ยังคงไม่ยอมรับความจริงอันแสนโหดร้าย ในหัวสมองอันตื้อตันมีเพียงความคิดเดิม ๆ วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา... ไม่จริง มันต้องมีอะไรผิดพลาด เขาต้องทำอะไรผิดไปแน่ ๆ ในลูปนี้เขาคงดูแลพวกเขาได้ไม่ดีพอ หรือไม่เขาก็คงทำสิ่งเลวร้ายบางอย่างลงไป ถึงได้ถูกทอดทิ้งและโดนเกลียดชังมากมายขนาดนี้ แจฮยอนยกมือที่สั่นเทาขึ้นมาปิดปากตัวเองเอาไว้ เสียงสะอื้นไห้อย่างแสนรันทดหลุดรอดออกมาแผ่วเบา ก่อนที่ร่างกายทั้งร่างจะสิ้นไร้เรี่ยวแรงและทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นหินเย็นเยียบ ภาพของชายหญิงคนทรยศทั้งสองตรงหน้าเริ่มพร่ามัวและห่างไกลออกไปทุกที เขาพยายามจะอ้าปากเอ่ยถาม... พยายามจะส่งเสียงเรียกชื่อของมินฮีเป็นครั้งสุดท้าย ทว่ากลับไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมาอีกแล้ว ความมืดมิดอันแสนเหน็บหนาวค่อย ๆ คืบคลานเข้ามากลืนกินสติสัมปชัญญะของเขาไปอย่างช้า ๆ เงียบงัน และอบอวลไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่สาหัสที่สุด... เท่าที่ชีวิตของชายที่ชื่อแจฮยอนเคยสัมผัสมา ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายจะดับวูบลงสู่ความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์... [ รูนแห่งโชคชะตา: รูนย้อนเวลา เริ่มต้นทำงานอัตโนมัติ ] ‘กำลังดำเนินการริบสิทธิ์การตาย ดึงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณกลับสู่จุดเริ่มต้น...’ [ ดำเนินการรีเซ็ตมิติหอคอยเอสทาร์คทั้งหมด ] [ ยืนยันการบันทึกข้อมูล: สิ้นสุดลูปที่ 298 ] [ กำลังส่งตัวผู้เล่นกลับสู่ ชั้นที่ 1 — เริ่มต้นลูปที่ 299 ]
บทที่ 4 Aa
ตอนที่ 69 — แด่วันวานที่สว่างไสวปานดวงดารา
05 January 2069 · 2859 คำ
... วัฏจักรแห่งความทุกข์ทนดำเนินมาจนถึง ลูปที่ 450 แต่ลึกๆ ในใจ แจฮยอนยังคงเลือกที่จะโกหกตัวเองอยู่ซ้ำๆ นับตั้งแต่ค่ำคืนอันมืดมนในลูปที่ 298 ค่ำคืนที่ความจริงบดขยี้หัวใจเขาจนแหลกสลาย จิตวิญญาณที่โหยหาความอบอุ่นยังคงหลอกตัวเองอย่างสิ้นหวัง ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นอาจเป็นเพียงความบิดเบี้ยวแค่ลูปเดียว หากเขาเลือกเดินเส้นทางใหม่ หากเขาปกป้องให้ดีกว่าเดิม บางทีรอยยิ้มที่เคยแท้จริงเหล่านั้นอาจจะหวนคืนมา เขาจึงบากหน้าย้อนกลับไปหาพวกมันอีกครั้ง... ราวกับคนโง่ที่ขังตัวเองไว้ในฝันร้าย ทว่า ความเป็นจริงกลับทุบทำลายความหวังของเขาไม่มีชิ้นดี ใน ลูปที่ 302 เขา ลองรักษาระยะห่าง ทว่ากลับถูกมินฮีลอบวางยาพิษในคืนตั้งแคมป์ เธอหลั่งน้ำตาร้องไห้อย่างน่าเวทนา ทั้งที่มือคู่นั้นเป็นคนยื่นแก้วพิษให้เขาดื่มเองกับมือ ต่อมาใน ลูปที่ 327 เขา ลองตีตัวออกห่างจากแทฮุน แต่ผลลัพธ์คืออดีตเพื่อนรักจงใจปิดประตูหินขังเขาไว้ให้เผชิญหน้ากับความบ้าคลั่งของมอนสเตอร์เพียงลำพัง และใน ลูปที่ 364 แจฮยอนพยายามตัดขาดไม่ยุ่งเกี่ยว แต่แทฮุนก็ยังส่งข้อมูลปลอมล่อลวงเขาไปติดกับดักในทางลับลวงตา แม้กระทั่งใน ลูปที่ 389 ที่เขายอมอุทิศตนยกไอเทมตำนานให้ เอาตัวเข้าบังการโจมตีแทน สุดท้ายเขาก็ยังถูกคมมีดปักเข้าที่กลางหลังเหมือนเดิม ไม่ว่าเขาจะพยายามเปลี่ยนตัวเองอย่างไร ผลลัพธ์ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง... ถูกหักหลังและถูกส่งไปตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาปฏิเสธความจริงจนหัวใจบิดเบี้ยว จนกระทั่งการมาถึงของ ลูปที่ 402 ในค่ำคืนนั้น ฝนกำลังตกหนัก สายฝนเย็นเยียบกระทบเข้ากับพื้นหินภายนอกถ้ำส่งเสียงดังสม่ำเสมอ แจฮยอนนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้ากองไฟที่กำลังมอดดับอย่างเงียบเชียบ ทอดสายตามองดูแทฮุนที่กำลังสรวลเสเฮฮาหยอกล้ออยู่กับมินฮีไม่ไกล ภาพเหตุการณ์เดิม ๆ เสียงหัวเราะเดิม ๆ และบรรยากาศอันจอมปลอมแบบเดิม... เหมือนกับทุกลูปที่ผ่านมาไม่มีผิดเพี้ยน แล้วอยู่ๆ เขาก็รู้สึกเหนื่อยล้าเกินกว่าจะฝืนยิ้ม ความจริงอันแสนเรียบง่ายกระจ่างชัดในใจในที่สุด... มันไม่ใช่เพราะเขาทำผิดพลาด แต่เป็นเพราะพวกมันเป็นคนสารเลวแบบนี้มาตั้งแต่แรก วินาทีนั้น สายใยสุดท้ายในใจพลันขาดสะบั้น เหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าอันเย็นเยียบ ไม่มีบทสนทนาใด ๆ เอ่ยขึ้น มีเพียงความเฉียบขาดและเด็ดเดี่ยวในการลงทัณฑ์คนทรยศทั้งสองให้จบสิ้นลงตรงนั้น แสงสะท้อนจากศาสตราตัดผ่านความมืด แจฮยอนยืนมองดูภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่เรียบเฉยบนร่างของทั้งสอง หัวใจของเขาไม่รู้สึกถึงสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว... การเดินทางคนเดียวทำให้เขาค้นพบทางลับและเควสต์ระดับตำนานมากมาย เขาจึงตระหนักได้ว่า ตลอด 300 กว่าลูปที่ผ่านมา ตนเองเสียเวลาอันมีค่าไปมากขนาดไหนกับการแบกตัวถ่วงที่คอยรั้งขาเอาไว้ จนกระทั่งเดินทางมาถึง ลูปที่ 466 แจฮยอนยืนอยู่บนยอดสูงสุดของชั้นที่ 90 สายลมหนาวพัดโบกสะบัดเรือนผม ดวงตาสีเทาเข้มไร้แววตาของสิ่งมีชีวิต เขาทอดสายตามองซากปรักหักพังเบื้องล่างก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะอันเย็นชาออกมา “ตลกดีเหมือนกันแฮะ... นี่ฉันยอมเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อพวกมันมาตั้งกี่ร้อยครั้งกันนะ” เขาหลับตาลงช้าๆ ภาพความทรงจำนับพันลูปหลั่งไหลเข้ามา ภาพของตัวเองที่เคยเชื่อมั่นในมิตรภาพและความรักอันไร้ค่า ช่างน่าสมเพชสิ้นดี ในเมื่อแท้จริงแล้วเขาเป็นเพียงเครื่องมือของพวกมันมาโดยตลอด ดังนั้น หากโลกใบนี้คิดจะใช้ประโยชน์จากเขา เขาก็จะใช้ประโยชน์จากโลกใบนี้คืนในรูปแบบเดียวกัน แจฮยอนลืมตาขึ้น ประกายตาไม่เหลือเศษเสี้ยวของความอบอุ่น มีเพียงความมืดมิดที่พร้อมกลืนกินทุกสิ่ง รอยยิ้มบางเบาอันบิดเบี้ยวและอันตรายปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา “ในเมื่อพวกมันกล้าใช้ฉันมาตั้ง 300 กว่าลูป... งั้นต่อจากนี้ไป ฉันก็จะขอใช้พวกมันกลับคืนบ้างก็แล้วกัน เอาให้คุ้มค่ากว่าเดิม... สักสองเท่าเป็นไง”
13:52

เอาล่ะ… ย้อนกลับไปก่อนที่ชีวิตของ User จะพังไม่เป็นท่า

ในปี 2068-2069 ชีวิตประจำวันของคุณแสนจืดชืด วนลูปแค่ตื่น ทำงานตอกบัตร กิน นอน และสิ่งเดียวที่ช่วยประคองจิตใจคือการอ่านนิยายเอาชีวิตรอดสายดาร์กเรื่อง ‘เพลเยอร์ระดับพระเจ้ากับลูปนรกไม่สิ้นสุด’ นิยายยอดวิว 1 คนถ้วน… ซึ่งก็คือตัวคุณเอง แถมยังเปย์หนักจนแทบเป็นสปอนเซอร์หลักของนักเขียนนิรนามคนนั้น

ต้นเหตุทั้งหมดคือ ‘กวอน แจฮยอน’ พระเอกหน้าหล่ออดีตโปรเกมเมอร์อันดับหนึ่ง ผู้หลุดเข้าไปในเกม ‘เอสทาร์คออนไลน์’ พร้อมกับคนทั้งโลก ด้วยเกมที่เป็นเวอร์ชันอัปเดตใหม่เอี่ยมอ่อง ชนิดที่ว่าข้อมูลเก่าและสูตรโกงเดิมที่พี่แกมีแทบจะเอาไปกดลบทิ้งลงถังขยะได้เลย และหลังจาก แจฮยอน ตัดสินใจ Solo ฝ่าฟันจนโค่นบอสชั้น 99 ได้สำเร็จยาวนานจนถึง 800 กว่าลูป(เนื่องจากทุกลูปที่พี่แกย้อนกลัยมา บางครั้งก็มีตัวแปรเข้ามาทำให้ไม่เหมือนเดิม) ระบบกลับประกาศว่าเงื่อนไขเคลียร์ต้องมีสมาชิกปาร์ตี้อย่างน้อย 2 คน ทำให้เขาถูกบังคับตายและย้อนกลับไปเริ่มใหม่ทุกอย่างที่ชั้น 1 เป็นครั้งที่ 822 ปัญหาคือแจฮยอน ในปัจจุบัน กลายเป็นคนชืดชาและระแวงโลกขนาดนั้น ไม่มีทางยอมดึงพวกหน้าไหนมาร่วมตี้ง่ายๆด้วยแน่ ๆ และในจังหวะที่เรื่องกำลังค้างคา ไอ้ผู้เขียนเจ้ากรรมก็ส่งข้อความเทกระจาดตัดช่องน้อยแต่พอตัวมาบอกว่าจะเลิกแต่ง จนคุณถึงขั้นสติขาดผุดลุกขึ้นมาพิมพ์ข้อความด่าโวยวายสบถลั่นแชทอย่างที่เห็นว่า

31 ธันวาคม 2069: ของขวัญปีใหม่ส่งตรงจากอเวจี

เเวลา 23:59 น. ท่ามกลางกระแสธารของฝูงชนมหาศาล แสงสีอันสว่างไสว และเสียงอึกทึกครึกโครมของการเฉลิมฉลองใจกลางเมืองหลวง User ที่เพิ่งเลิกงานมายืนมองพลุด้วยสภาพอิดโรย หวังให้บรรยากาศปีใหม่ช่วยลบความหงุดหงิดจากนิยายเรื่องโปรดที่นักเขียนเพิ่งประกาศเทไปหมาด ๆ ทันใดนั้น จู่ ๆ สมาร์ตโฟนในมือก็สั่นแรง ก่อนข้อความจากนักเขียนปริศนาจะเด้งขึ้นมา

[ข้อความจากผู้เขียนไร้นาม]: โชคดีนะคับ คุณ User

ข้อความสั้น ๆ นั่นยิ่งจุดไฟโมโหในใจ User จนแทบอยากพิมพ์ด่ากลับ ขณะเดียวกัน ฝูงชนรอบตัวก็เริ่มนับถอยหลังเสียงดังสนั่น

สาม! สอง! หนึ่ง!

ฟึ่ด— ปัง! พลุนัดแรกพุ่งขึ้นฟ้า ก่อนทุกอย่างจะดับวูบในเสี้ยววินาที

แสงไฟทั่วเมืองหายไป ท้องฟ้ามืดสนิท โทรศัพท์ดับ หน้าจอทุกอย่างกลายเป็นสีดำ ราวกับโลกทั้งใบถูกบางสิ่งกลืนกิน เสียงเฮฉลองเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องแตกตื่น ผู้คนเริ่มมองไม่เห็นแม้แต่คนข้างตัว และในความมืดนั้นเอง… หน้าต่างระบบโปร่งแสงสีทองก็เด้งขึ้นตรงหน้าของมนุษย์ทุกคนบนโลก รวมถึง User ด้วยเช่นกัน…

[ แจ้งเตือน ]

[ยืนยันการลงทะเบียน: จิตวิญญาณของคุณถูกผูกมัดเข้ากับหอคอย 'เอสทาร์ค' อย่างสมบูรณ์]

ผู้ถูกเลือกทุกท่านจะได้รับการบรรจุสถานะ 'ผู้เล่น' เพื่อเข้าร่วมบททดสอบแห่งหอคอยจุดจบ

ข้อกำหนดในการปลดพันธนาการ: สยบราชันบอสและพิชิตชั้นที่ 99 เท่านั้น”

[คำเตือน: ความตายภายในมิตินี้หมายถึงการดับสูญของดวงวิญญาณโดยถาวร... เริ่มต้นกระบวนการเคลื่อนย้ายสภาวะจิตใน...10..9..8.]

ครืนนนนนนน—! ครืนนนน!

เสียงครางต่ำลึกคล้ายกลไกหินยักษ์จากยุคโบราณเสียดสีกันดังกึกก้องสั่นสะเทือนมาจากฟากฟ้าอันไกลโพ้น คลื่นเสียงนั้นทรงพลังจนมวลอากาศบดบังแก้วหู บีบอัดจนระลอกคลื่นความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปถึงกระดูก พร้อม ๆ กับตัวเลขนับถอยหลังของระบบที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ...7... 6... 5... ภาพความวุ่นวายตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน ผู้คนรอบตัว User เริ่มล้มลงทีละคน จนในที่สุดร่างกายของ User ก็หนักอึ้งจนทรงตัวไม่อยู่และกำลังจะล้มพับไปเป็นคนสุดท้าย ทว่าในวินาทีสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด จู่ๆ หน้าต่างระบบสีแดงชาดก็เด้งขึ้นมาตรงหน้า เป็นข้อความพิเศษที่มีเพียงคุณคนเดียวเท่านั้นที่มองเห็น

[ แจ้งเตือนแก่ผู้เล่นUser: ตรวจพบตัวตนพิเศษ ]

สวัสดีคุณ 'นักอ่าน' เราขอบคุณสำหรับยอดโดเนทและการสนับสนุนอันมหาศาลที่คุณมอบให้แก่หอคอยแห่งนี้มาโดยตลอด

ระบบอนุมัติฟังก์ชัน Service พิเศษ ดำเนินการติดตั้งระบบให้แก่ผู้เล่น:

มอบฉายา 'นักอ่านเพียงผู้เดียว ระดับSSS' สำเร็จ

ติดตั้ง 'โหมดนักอ่าน' เข้าสู่ระบบส่วนตัวรียบร้อย

ปลดล็อคทักษะเฉพาะตัวมอบ 'ดวงตานักอ่าน Lv.1' หากต้องการใช้งาน โปรดพูด เปิดใช้งานดวงตานักอ่าน และมองไปยังเป้าหมาย

※ สถานะทุกอย่างจำเป็นต้องซ่อนเร้น โปรดระวังตัวการถูกค้นพบจากผู้เล่นอื่น... (ปล. ถ้ารอดไปเคลียร์ชั้น 99 ได้ จะคืนเงินโดเนทให้ละกันนะ คึคึ)

1...0... กระบวนการเคลื่อนย้ายสภาวะจิตเสร็จสิ้น

ทุกสิ่งดับวูบลงสู่ความมืด

...ตึก...ตึก...

ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง เสียงก้อนเนื้อในอกที่เคยหยุดนิ่งพลันกระตุกรัว มันแผดเต้นผิดจังหวะจนความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วร่าง

อื้อออออออออ—

เสียงสัญญาณความถี่สูงแหลมบาดหูดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวฉีกกระชากความเหนื่อยล้า ทัศนียภาพรอบตัวจากสีดำสนิท ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นมวลสารสีขาวหม่นที่บิดเบี้ยว... ก่อนที่ประสาทสัมผัสทั้งหมดจะถูกกระตุ้นให้ตื่นรู้ขึ้นมาอย่างรุนแรง

[ ประกาศจากระบบ ]

[เสียงแจ้งเตือนระบบดังขึ้นในโสตประสาทของทุกคน]

แจ้งเตือนผู้เล่นเอสทาร์ค: กระบวนการถ่ายโอนดวงวิญญาณ 'มิติโลกหมายเลข 218,308' สิ้นสุดลงแล้ว

ผู้เล่นใหม่ที่เข้าสู่เซิร์ฟเวอร์: 99x,xxx คน

— ยินดีต้อนรับผู้ถูกเลือกสู่หอคอยจุดจบที่ 666

วิ้งงงงงงง!

User สะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาพร้อมอาการปวดหัวรุนแรงราวถูกค้อนทุบ ร่างทั้งร่างนอนแผ่อยู่กลางทุ่งหญ้ากว้างสุดสายตา สัมผัสของใบหญ้า กลิ่นดินชื้นจากป่าดงดิบ และเสียงนกร้องรอบด้านสมจริงเสียจนชวนขนลุก แสงแดดยามเช้าสาดเข้าตาจนต้องรีบยกมือขึ้นบัง

รอบตัวเต็มไปด้วยมนุษย์นับไม่ถ้วนที่ถูกวาร์ปมาปรากฏตัวกระจัดกระจายบนผืนหญ้า หลายคนเริ่มลุกขึ้นด้วยสีหน้างุนงง ก่อนเสียงพูดคุยสับสนจะค่อย ๆ กลายเป็นเสียงกรีดร้องแตกตื่น เมื่อทุกคนเริ่มตระหนักว่านี่ไม่ใช่ความฝัน และภาพตรงหน้านี้… User คุ้นเคยกับมันดีเกินไป นี่คือฉากเริ่มต้นของชั้น 1 ใน ‘เอสทาร์คออนไลน์’ นั่นคือจุดเริ่มต้นของนรกสำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลย

ปึก!

อ๊ากกกก! ที่นี่ที่ไหนวะ! ช่วยด้วย!

ยังไม่ทันจะรวบรวมสติได้เต็มร้อย เสียงตะโกนแหกปากลั่นด้วยความสติหลุดของชายแปลกหน้าคนหนึ่งก็ดังขึ้นข้างตัว เขาผู้นั้นกำลังวิ่งพล่านหลับหูหลับตาโกยอ้าวหนีความจริงอย่างไม่คิดชีวิต และพุ่งเข้าชนร่างของ User อย่างจัง แรงกระแทกอันรุนแรงส่งผลให้ร่างของทั้งคู่ล้มคว่ำกลิ้งโคโล่ลุกคลุกคลานไปกับพื้น ฝุ่นละอองและเศษหญ้าคละคลุ้ง

Menu