"แพนเตอร์" หรือใครๆก็ต่างก็เรียกเขาว่า "เจ้าชายแห่งบทกวี" ตัวของแพนเตอร์ นอกจากจะเป็นนักแสดงนำแล้วยังเป็นนักเขียนนิยายดราม่าและโรแมนติด แต่ทว่าเรื่องรักๆใคร้ๆนั้นเขาไม่ใช่คนที่รู้ดีที่สุดเหมือนบทกลอนในเล่มนิยานที่เขาเขียนหรือแม้แต่เรื่องการแก้ไขทางความรู้สึกรักของตนเอง
แพนเตอร์ไม่สามารถสร้างความสุขจากความรักได้เพราะหัวใจของเขากำลังรั่วและแตกร้าวจนกลายเป็นแก้วใบใหญ่ที่ไม่มีอะไรสามารถมาอุดรอยรั่วเอาไว้ได้ แม้แต่การหลับนอนกับคนอื่นก็ไม่สามารถอุดรอยรั่วในหัวใจของเขาได้
ต่อหน้ากล้องแพนเตอร์อาจจะเป็นเจ้าชายในนิยายของใครซักคนแต่ทว่าลับหลังกล้องเขากลายเป็นแค่ไอ้คนบ้าที่ต้องพบแพทน์ทุกๆวันที่10และวันที่20ของทุกเดือน มันคือ "โรควิตกกังวลขั้นรุนแรง" ที่แพนเตอร์ไม่สามารถรักษาหายได้แม้กระทั่งแพทย์หรือแม้แต่คนรอบข้างที่รู้เรื่องนี้ก็ไม่สามารถดึงเขาขึ้นมาจากห้วงเหวลึกได้
"คุณแพนเตอร์คะ เรามาถึงงานเดินพรมแดงแล้วค่ะ จะออกไปตอนนี้เลยไหมคะ?"
เสียงของฟราวเวอร์ผู้ตัดการส่วนตัวของแพนเตอร์พูดขึ้น ใบหน้าที่เรียบเฉยเย็นชาสุขุมมองแพนเตอร์ด้วยสายตาที่เรียบนิ่งซึ่งตัวแพนเตอร์เองก็ไม่รู้ว่าในหัวของฟราวเดอร์กำลังคิดอะไรกันอยู่กันแน่
"อืม พร้อมแล้ว"
แพนเตอร์ตอบน้ำเสียงนิ่งก่อนจะหยิบกระปุกยาออกมาจากเบาะวางมือและดื่มน้ำตามจนลูกกีะเดือดขึ้นลงเป็นจังหวะการดื่ม
"ควรรออีก5นาทีไหมคะ ฉันบอกให้คุณแพนเตอร์กินตั้งนานแล้ว"
ฟราวเดอร์พูดเสียงเรียบเตือนก่อนจะหยิบแท็ปเล็ตขึ้นมาเช็คตารางงาน
"ทำไมจุ้นจ้านกับฉันจังฟราวเดอร์ อยากโดนไล่ออกรึไงเธอน่ะ อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนที่พ่อแม่ส่งมาดูแลฉันก่อนที่พวกท่านจะจากไปก็อย่ามาล้ำเส้นออกคำสั่งใส่ฉัน"
แพนเตอร์นวดขมับของตนเองด้วยใบหน้าที่เย็นชาและหัวติ้วก็ย่นกนักกว่าเดิมด้วยอากาาตึงเครียด หัวใจของเขาเต้นเร็วและหนักมาก ทำเอาแพนเตอร์ต้องยกมือขึ้นมากุมน่าอก เหงื่อกาฬไหลพราวลงมาจากขมับทั้งที่แอร์ในรถเย็นเยียบ
"ฉันไม่ได้อยู่เพราะคำสั่งของพ่อแม่คุณ...แต่ฉันอยู่เพราะคุณแพนเตอร์บอกให้ฉันอยู่ไม่ใช่เหรอคะ?"
"เหอะ...อย่างเธอจะไปรู้อะไร"
แพนเตอร์สบถตัดพ้อใส่ฟราวเดอร์ก่อนที่เธอจะดันดั้งแว่นขึ้นมาพอดีกับระกับสายตา
"หากฉันไม่รู้อะไรฉันคงไปนานแล้วล่ะค่ะ"
ฟราสเดอร์หยิบผ้าเช็ดหน้าของตนเองขึ้นมาซับเกงื่อที่ขมับของแพนเตอร์
"ไปกันเถอะค่ะ ฉันจะช่วยพยุงคุณเองถ้าคุณต้องการ" เธอพูดเสียงเรียบ
"หึ เธอคิดว่าคนอย่างฉันจะขอให้เธอช่วยพยุงรึไง?"
แพนเตอร์ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะเปิดประตูรถออกไป แสงขาวจากแฟรชสาดเข้าดวงตาสีม่วงอ่อนทำเอาแพนเตอร์ต้องหรี่ตาแต่เขาก็ยังสู้ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ
ท่ามกลางเสียงกรี๊ดแฟนคลับและประโยคสัมภาษณ์ของนักข่าว แพนเตอร์เดินเข้ามาในห้องโถงที่มีแต่นักแสดง นักเขียน และผู้กำกับ ยืนออกันเหมือนมดรอถ่ายรูปกับสื่อปละเหล่าดาราและคนที่มีชื่อเสียงมากมาย
"อะ อ้าวววว ก็นึกว่าใคร ที่แท้เจ้าชายบทกวีสุดหล่อนี่เอง~"
เสียงที่คุ้นหูพูดขึ้นไม่ไหลนัก ดวงตาสีม่วงอ่อนมองไปยังที่มาของเสียง เจ้าของเสียงคือ "เบเนดิกส์" เพื่อนสนิทในวงการของแพนเตอร์
"เจอกันก็ปากสว่างเลยนะ"
แพนเตอร์กัวเราะในลำคอและยกยิ้มมุมปากก่อนจะจับมทอกับเบเนดิกส์และกอดมันเหมือนไม่ได้เจอกันมานาน
"ไปถ่ายรูปป๊ะ ซุ้มตรงนั้นยังว่างนะ ฉันจะถ่ายนายลงอินสตราแกรมของฉัน ยอกผู้ติดตาทกับยอดไบค์คงพุ่งกระฉูดแน่ๆ!"
"ไม่เอาล่ะนายไปเถอะ"
แพนเตอร์ยืนคุยกับเบเนดิกส์อย่างออกรสก่อนที่ "มิราน" นักแสดงนำหญิงที่มักจะถ่ายทำคู่กับแพนเตอร์เสมอ
"พี่แพนเตอร์ค๊าาาา!"
เธอวิ่งมาพร้อมกับชุดเดรสเกาะอกสีแดงฉานและแต่งหน้าแบบตัวแม่จัดเต็มซึ่งเป็นสไตล์ที่แพนเตอร์ไม่ชอบนักแตาก็ยังมีมารยาทและยังยอมให้เธอมาอยู่ใกล้ก็เพื่อสื่อเท่านั้น
"มานานรึยังคะ ที่นี่วุ่นวายมากๆเลยค่ะ...มิรานเวียนหัวจัง"
มิรานเริ่มพูดจาออดอ้อนกอดแขนแพนเตอร์ทำหน้าทำตาออดอ้อนน่ารักเหมือนเด็กหกขวบ ฟราวเดอร์ที่เป็นผู้จัดการก็หัวเราะหึใสลำคอและมองออกกับการกระทำของมิรานเพราะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน
"เพิ่งมาเวียนหัวเอาตอนที่คุณแพนเตอร์มางั้นเหรอคะ พรุ่งนี้คุณมิรานควรไปตรวจสุขภาพบ้างนะคะ เผื่อเลือดลมกับสมองจะมีปัญหา ที่ฉันพูดเพราะเป็นห่วงนะคะ"
ฟราวเดอร์ดันดั้งแว่นของตัวเองก่อนจะยกยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ยิ้มตามมารยาทและรู้สึกรำคาญใจ
"ขอตัวก่อนนะครับคุณมิรานค่อยเจอกัน เดี๋ยวผมต้องเข้าไปนั่งข้างในแล้ว ตรงนี้มันค่อนข้างร้อน ผมไม่ชอบยืนนานด้วย"
"ค่าาา ไว้เจอกันนะคะ~♡"
มิรานพูดทิ้งคำหวานด้วยรอยยิ้มหวานล้ำแต่ดวงตาของเธอกัลบมองไปยังฟราวเดอร์ แต่สายตาที่เธอมองฟราวเดอร์ผู้จัดการของแพนเตอร์คือสายตาคนที่มองขวางเหมือนอยากเอาค้อนมาทุบหัวสุดๆ
เมื่อเข้ามาในงาน ดารา และคนมีชื้อเสียงคนอื่นๆก็ทยอยเดินเข้ามา และแน่นอนว่าเบเนดิกซ์เพื่อนสนิทของแพนเตอร์ก็มานั่งข้างๆแพนเตอร์ที่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาก็คือฟราวเดอร์ผู้จัดการของแฟนเตอร์ที่นั่งนิ่งราวกับรูปปั้น
"ได้ยินมาว่ามีผู้กำดับหน้าใหม่ส่งผลงานของตัวเองเข้าประกวดด้วย น่าสนใจมาก ฉันก็ดูหนังที่เขาสร้างนะ แต่ไม่รู้ว่าวันนี้เขาจะได้รางวัลไหมเพราะเป็รผู้กำกับหน้าใหม่ที่เจาวงการมาได้ไม่นานนี่แหละ!"
เบเนดิกส์พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเร้าใจสายตาของเบเนดิกส์สลับมองไปยังเวทีและแพนเตอร์ แต่แพนเตอร์ไม่ค่อยสนใจฟังเท่าไหร่เขาสนใจแสงสีบนเวที
ไม่นานนักงานรับรางวัลก็ได้เริ่มต้นขึ้น ดาราหลายคนปรบมือส่งเสียงเชียร์รายการและงานนี้ที่ออกฉายทั่วโลก แพนเตอร์นั่งปรบมือเหม่อมมองบนเวทีด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้ความตื่นเต้นจนกระทั่งเขาไเห็นคนที่นไปรับรางวัลคนสุดท้าย
ร่างที่คุ้นเคยปรากฎตรงหน้าเขาในระยะไกลบนเวที
"ไอ้เหี้ยนั่น...มันมาอยู่ที่นีาได้ยังไง มันกลับอังกฤษมาตั้งแต่เมื่อไหร่?"
แพนเตอร์พึมพำดวงตาสีม่วงอ่อนเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง หัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้นและหนักขึ้นเขารีบลุกจากงานออกไปเข้าห้องน้ำโดนไม่มีใครสังเกตุ เขาเข้าไปนั่งห้องน้ำจนงานจบลง
แพนเตอร์นั่งกุมน่าอกตัวเองอย่างทรมาณหน้ามืดเหมือนมกล้ตายจนกระทั่งเสียงเคาะดังขึ้นหน้าห้องน้ำ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
"ครับ!? แฮ่ก...รอซักครู่ครับ!"
แพนเตอร์พูดบอกคนที่เคาะประตูห้องน้ำของเขาก่อนตัวเองจะลุกขึ้นแล้วใช้ชิทชู่ซับเหงื่อบนหน้าผากก่อนจะเปิดประตูออกไปแต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ร่างตรงหน้าคือคนที่เขาเขาเกลียดเข้าไส้ แต่ก็อยากเจอมากที่สุด
"ไอ้User มึง..."