
Brief
เกมสวมบทบาทปราบผีเอาชีวิตรอด”
ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ชีวิตเปลี่ยนไป หลังจากทั่วโลกเริ่มเกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ วิญญาณ ปีศาจ และสิ่งลี้ลับปรากฏตัวในเมืองต่าง ๆ จนผู้คนจำนวนมากหายตัวหรือเสียชีวิต โลกที่เคยสงบกลายเป็นสถานที่อันตรายที่ไม่มีใครรู้ว่า “ผี” จะโผล่มาจากที่ไหน
ระหว่างการเดินทาง ผู้เล่นจะต้องออกตามหาเพื่อนและผู้รอดชีวิต เดินทางผ่านโรงเรียน เมืองร้าง โรงพยาบาล หมู่บ้านปิดตาย ไปจนถึงสถานที่ลึกลับทั่วโลก พร้อมเผชิญหน้ากับวิญญาณและเหตุการณ์สยองในแต่ละพื้นที่
ผู้เล่นสามารถเลือกวิธีเอาตัวรอดได้ทั้งการต่อสู้ ใช้ไสยเวท เก็บอุปกรณ์ ปลดล็อกพลังพิเศษ การตัดสินใจของผู้เล่นจะส่งผลต่อเนื้อเรื่อง ความสัมพันธ์ และจุดจบของโลกใบนี้ ว่าสุดท้ายแล้วคุณและเพื่อนจะสามารถหยุดมรชีวิตรอดจากครั้งนี้ได้หรือไม่
บทที่ 1 : มักเกิลกับหมอผี
กลิ่นธูปเก่า ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ
ฉันยืนกอดอกอยู่หน้าสำนักของซินแสข้างบ้านพลางถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
"หายไปไหนของเขาอีกนะ..."
วันนี้ฉันตั้งใจจะมาหาซินแสเพื่อถามเรื่องแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นในละแวกนี้ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่อยู่
ลานหน้าสำนักเงียบสนิท
เงียบเกินไป...
ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านจนขนแขนลุก
ฉันขมวดคิ้ว
ก่อนจะได้คิดอะไรต่อ เสียงครืดคราดดังมาจากหลังศาลเจ้าไม้เก่า
"ใครน่ะ?"
ไม่มีคำตอบ
มีเพียงเงาดำขนาดใหญ่ค่อย ๆ คลานออกมาจากความมืด
ดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งจ้องมาที่ฉัน
หัวใจฉันกระตุกวูบ
ผี...
มันเป็นผีจริง ๆ
ร่างนั้นพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วราวกับสัตว์นักล่า
ทันใดนั้น...
เสียงของใครบางคนดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง
"เจอแล้ว"
เสียงนั้นเย็นชาและแฝงความพอใจอย่างประหลาด
ฉันหันซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว
แต่ไม่เห็นเจ้าของเสียง
ผีกรีดร้องลั่นก่อนพุ่งใส่ฉันอีกครั้ง
"เฮ้ย!"
ฉันถอยหลังจนสะดุดเก้าอี้ไม้ล้มดังโครม
ในจังหวะที่คิดว่าตัวเองคงโดนเล่นงานแน่ ๆ
ฟุ่บ!
กระดาษยันต์สีเหลืองพุ่งผ่านหน้าฉันไป
แสงสีทองระเบิดออกมา
ผีตนนั้นถูกซัดกระเด็นชนกำแพง
เสียงกรีดร้องดังลั่นก่อนร่างของมันสลายกลายเป็นควันดำ
ฉันอ้าปากค้าง
"มาช้าไปหน่อยนะ"
เสียงคุ้นเคยดังขึ้น
ซินแสเดินเข้ามาจากประตูด้านหน้า
แต่คนที่เดินตามมาข้างหลังต่างหากที่ดึงดูดสายตาฉัน
ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่ง
ใบหน้าคมคายแบบคนเชื้อสายจีน
ผมสีดำสนิท
ดวงตาเรียวยาวที่ดูเหมือนจะมองโลกด้วยความรำคาญตลอดเวลา
เขาสวมเสื้อคลุมสีเข้มและกำลังมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า
ราวกับกำลังประเมินอะไรบางอย่าง
แล้วมุมปากก็ยกขึ้น
"...นี่เหรอ"
น้ำเสียงนั้นฟังดูน่าหมั่นไส้ทันที
"อะไร?" ฉันสวนกลับ
เขาหัวเราะเบา ๆ
"คนธรรมดาที่เกือบโดนผีจับกินเมื่อกี้"
ฉันชักสีหน้า
"ฉันไม่ได้—"
"แกมันมักเกิล"
เขาพูดแทรกหน้าตาเฉย
"ไม่เห็นวิญญาณ ไม่ใช้คาถา ไม่มียันต์ติดตัว"
"แล้วไง?"
"แล้วแกคิดว่าจะสู้พวกหมอผีได้ยังไง"
เขากอดอก
สายตาเต็มไปด้วยความดูถูก
"หรือคิดว่าจะสู้พวกเราได้"
ฉันกำหมัดแน่น
ความหมั่นไส้พุ่งขึ้นมาจนแทบทะลุเพดาน
หมอนี่เป็นใครกันแน่?
หล่อก็จริง
แต่ปากเสียชะมัด
"งั้นเหรอ"
ฉันยิ้มเย็น
"ถ้าฉันปราบผีได้ล่ะ?"
เขาเลิกคิ้ว
เหมือนได้ยินเรื่องตลกที่สุดในชีวิต
"แกน่ะนะ?"
"ใช่ ฉันนี่แหละ"
ฉันชี้หน้าเขา
"แข่งกันไหม"
ซินแสที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับสำลักน้ำชา
"เดี๋ยวก่อนนะ—"
"แข่งอะไร"
ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้าสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
ฉันยิ้มกว้าง
"ใครปราบผีได้สิบตัวก่อนชนะ"
บรรยากาศเงียบลงทันที
ดวงตาสีเข้มของเขาจ้องฉันนิ่ง
ก่อนรอยยิ้มท้าทายจะปรากฏขึ้น
"ตกลง"
เขายื่นมือออกมา
"ฉันชื่อหลินเซวียน"
"แล้วเตรียมแพ้ได้เลย"
ฉันจับมือเขาแน่น
"ฝันไปเถอะ"
ไม่รู้เลยว่า...
การแข่งปราบผีสิบตัวในครั้งนี้
กำลังจะพาเราเข้าไปพัวพันกับบางสิ่งที่อันตรายกว่าวิญญาณธรรมดาหลายเท่า
และเสียงลึกลับที่พูดว่า
'เจอแล้ว'
เมื่อครู่นั้น
ก็กำลังเฝ้ามองพวกเราอยู่เช่นกัน...
บทที่ 2 : การฝึกของมักเกิล
"เดี๋ยว ๆ พวกเธอสองคนจะจับมือกันอีกนานไหม"
เสียงซินแสดังขึ้นแทรกกลางบรรยากาศมาคุ
ฉันกับผู้ชายหน้าจีนคนนั้นสะบัดมือออกจากกันแทบจะพร้อมกัน
ซินแสถอนหายใจยาว
"นิสัยเหมือนกันจริง ๆ"
"ไม่เหมือน"
"เหมือน"
พวกเราพูดสวนกันทันที
ซินแสยกมือกุมขมับ
ก่อนจะหันมาทางฉัน
"เขาชื่อ เจ่อหลง เปาเปา"
ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย
"คนส่วนใหญ่เรียกผมว่าหลงเปา"
"หลานชายของฉันเอง"
ฉันมองเขาอีกครั้ง
ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนปากเสียแบบนี้จะเป็นญาติซินแส
"เขาอายุยี่สิบสาม เพิ่งมาจากจีน มาเยี่ยมฉันสักพัก"
หลงเปายักไหล่
"แล้วก็ช่วยงานปราบผีนิดหน่อย"
คำว่า "นิดหน่อย" ของเขาทำเอาฉันอยากกลอกตา
คนที่จัดการผีเมื่อกี้ในพริบตาเรียกว่านิดหน่อยงั้นเหรอ
"ส่วนเรื่องเดิมพัน"
ซินแสหันมามองฉัน
"เธอแน่ใจนะ"
"แน่ใจ"
ฉันตอบทันที
หลงเปาหัวเราะเบา ๆ
"อีกสามวันก็ยอมแพ้แล้ว"
"ไม่มีทาง"
"งั้นขอให้โชคดีนะ มักเกิล"
ฉันแทบจะปรี่เข้าไปต่อยหน้าเขา
แต่ซินแสรีบเข้ามาขวางก่อน
"พอเลยทั้งคู่"
หลังจากนั้นฉันก็ขอตัวกลับบ้าน
แต่ระหว่างทางกลับ
คำพูดของหลงเปายังคงวนอยู่ในหัว
'แกมันมักเกิล'
'จะสู้พวกหมอผีได้ยังไง'
ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด
พอกลับถึงบ้าน
ฉันวิ่งไปหายายของฉันที่เป็น ร่างทรงผีฟ้า ถามว่า
"ยายรู้จักใครบ้างอะที่เป็นคนปราบผีเอาทุกศาสตร์เลยนะ"
"ถ้าจะปราบผี..."
"ก็ต้องเรียนจากหมอผีสินะ"
ก่อนยายมะลิยื่นนามบัตรแต่ละคนให้
เพราะถ้าอยากชนะหลงเปา
ฉันไม่มีเวลามากนัก
โดยที่ไม่รู้เลยว่า...
นอกหน้าต่างห้องนอน
เงาดำปริศนากำลังยืนมองอยู่เงียบ ๆ
และดวงตาสีแดงคู่นั้น
กำลังจ้องมาที่ฉันไม่กะพริบ
*อาคมที่สามารถเรียกเรียนได้ *
1. คุณยายของคุณร่างทรงผีฟ้า
"ยายมะลิ" ชราร่างผอมแห้ง อายุราวเจ็ดสิบกว่า ผิวเหี่ยวย่นจนเห็นเส้นเลือดสีคล้ำใต้ผิวหนัง ดวงตาของแกขุ่นมัวเหมือนคนแก่ทั่วไป แต่เวลาทรงเจ้า ดวงตาคู่นั้นจะเปลี่ยนเป็นนิ่งว่างราวกับไม่ใช่มนุษย์
ผมสีขาวยาวถึงกลางหลัง ถูกมัดรวบลวกๆ ด้วยผ้าฝ้ายสีซีด ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยสักจางๆ แบบโบราณที่เลือนแทบมองไม่เห็น แกชอบใส่เสื้อหม้อฮ่อมเก่าๆ กับผ้าถุงสีหม่น มีกำไลด้ายสายสิญจน์พันเต็มข้อมือจนแทบปิดผิวหนัง
กลิ่นสมุนไพร ควันธูป และน้ำมันงาลอยติดตัวแกตลอดเวลา
เวลาพูด แกพูดช้า เสียงแหบต่ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายคืน แต่บางครั้งระหว่างคุย เสียงของแกจะเปลี่ยนเป็นเสียงคนอื่นโดยไม่มีสัญญาณเตือน ทั้งเสียงเด็ก ผู้หญิง หรือชายแก่
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่หน้าตา
แต่คือเวลาที่ยาย “ยิ้ม”
เพราะรอยยิ้มของแกเหมือนคนที่กำลังฟังเสียงบางอย่างที่ไม่มีใครได้ยิน
2. เพื่อนญี่ปุ่นที่เป็นมิโกะ
เด็กสาวญี่ปุ่นอายุประมาณยี่สิบต้นๆ ชื่อ “ฮานะ” นักเรียนแลกเปลี่ยนที่ดูเงียบและสุภาพเกินไปสำหรับคนวัยเดียวกัน
เธอมีผมสีดำยาวตรงถึงเอว หน้าม้าตัดเรียบ ดวงตาสีดำเข้มที่มักมองนิ่งเหมือนไม่มีอารมณ์ ผิวขาวซีดจนดูเหมือนไม่เคยโดนแดด
ฮานะชอบใส่ชุดมิโกะแบบดัดแปลง เสื้อสีขาวแขนยาวกับฮากามะแดง แต่เพิ่มเครื่องประดับแปลกๆ เข้าไป เช่น กระดิ่งเงิน เชือกชิเมนาวะเส้นเล็ก ยันต์กระดาษ และหน้ากากจิ้งจอกที่ห้อยไว้ข้างเอว
เวลาเดินแทบไม่มีเสียงฝีเท้า
และไม่ว่าจะอากาศร้อนแค่ไหน มือของเธอจะเย็นจัดเหมือนน้ำแข็งเสมอ
เธอพูดภาษาไทยได้ชัดเกินไปจนน่าขนลุก และมักเรียกวิญญาณว่า “พวกนั้น” ราวกับรู้จักกันดี
เวลาทำพิธี ฮานะจะปล่อยผมลง ใช้กิ่งซากากิและกระดาษโกเฮโบกไปมา พร้อมสวดภาษาญี่ปุ่นโบราณด้วยน้ำเสียงเรียบไร้อารมณ์
แต่สิ่งที่คนกลัวที่สุดคือ…
บางครั้งเงาของเธอจะขยับช้ากว่าตัวจริง
3. ซินแสข้างบ้าน
"ลุงเหลี่ยง" ชายจีนวัยหกสิบปลายๆ รูปร่างผอมสูง หลังค่อมเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยและจุดด่างอายุ ดวงตาเรียวเล็กใต้แว่นหนากรอบทองทำให้เขาดูเหมือนลุงแก่ธรรมดา
เขาชอบใส่เสื้อกล้ามขาวกับกางเกงผ้าเก่าๆ เวลาอยู่บ้าน แต่ถ้าต้องทำพิธี จะเปลี่ยนเป็นชุดจีนสีดำปักด้ายทอง มีอักษรจีนโบราณเต็มแขนเสื้อ
นิ้วมือของเขาเหลืองจากการจับธูปและกระดาษยันต์มานานหลายสิบปี เล็บยาวเล็กน้อยเหมือนคนไม่ค่อยสนใจตัวเอง
ร้านขายน้ำเต้าหู้ของเขามีกลิ่นหอมหวานในตอนกลางวัน
แต่ตอนกลางคืน กลิ่นจะเปลี่ยนเป็นกลิ่นธูปจีนเก่าๆ กับกระดาษไหม้แทน
เวลาซินแสมองใคร เขาเหมือนมองทะลุเข้าไปข้างใน เหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่เห็น
เขาแทบไม่ยิ้ม
และชอบพูดประโยคประหลาดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เช่น
“ดวงมึงแตกแล้ว” หรือ “คืนนี้อย่าเงยหน้ามองระเบียง”
เหมือนเขารู้อนาคตของทุกคนอยู่แล้ว
4. บาทหลวงเถื่อน
"ฟราเธอบาบีโลนเน" ชายต่างชาติร่างสูงใหญ่ อายุประมาณสี่สิบปลายๆ มีเคราครึ้มและรอยแผลยาวตรงคาง ใบหน้าดูโทรมเหมือนคนอดนอนมาหลายปี
เขาใส่ชุดบาทหลวงสีดำเก่าๆ ที่ยับตลอดเวลา บางวันก็คลุมโค้ตหนังทับอีกชั้น มีไม้กางเขนเหล็กห้อยคอที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนเหมือนเคยผ่านอะไรหนักหนามาเยอะ
มือของเขาหยาบและเต็มไปด้วยรอยไหม้จากเทียนกับพิธีกรรม
กลิ่นบุหรี่ เหล้า และกำยานติดตัวตลอดเวลา
เขาเป็นคนพูดหยาบ ไม่เหมือนบาทหลวงทั่วไป ชอบสบถ ดื่มหนัก และต่อยคนได้โดยไม่ลังเล แต่เวลาทำพิธีไล่ผี สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนไปทันที
ดวงตาสีเทาคู่นั้นจะนิ่งและเย็นเยียบจนน่ากลัว
ทุกครั้งที่เขาอ่านบทสวด เสียงของเขาจะก้องผิดธรรมชาติ เหมือนมีหลายเสียงซ้อนกันอยู่ในลำคอ
และมีข่าวลือว่า
ไม่มีใครเคยเห็นเขาสะท้อนในกระจกของโบสถ์
5. เด็กปริศนาหน้าบ้านตุ๊กตา
"มายด์" เด็กตัวเล็กอายุราวสิบสองถึงสิบสี่ปี ไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายแน่ เพราะใบหน้าหวานเหมือนตุ๊กตา แต่แววตากลับว่างเปล่าจนน่าขนลุก
ผิวซีดจนเกือบขาว ดวงตากลมโตสีแดงคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายวัน ใต้ตาเต็มไปด้วยรอยคล้ำ
เด็กคนนั้นแต่งตัวสไตล์ Gurokawaii — น่ารักปนสยอง
ใส่เสื้อเชิร์คสีขาวแขนตุ๊กตาลูกกับกางเกงบอลลูนลสยลูกกระตา มีตุ๊กตาหมีเย็บปะเต็มตัวห้อยอยู่รอบเอว ถุงน่องขาดๆ และรองเท้าหนังสีดำสนิท
บนหัวมีกิ๊บรูปลูกตา
เด็กคนนั้นมักนั่งอยู่หน้าบ้านตุ๊กตาเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยตุ๊กตาแตกหัก ไม่มีใครเคยเห็นมันกินข้าว หรือขยับออกจากตรงนั้น
แต่ทุกครั้งที่คุณเดินผ่าน
มันจะหันมายิ้มเสมอ
รอยยิ้มกว้างเกินมนุษย์
พร้อมพูดด้วยเสียงใสๆ ว่า
“มาโฮะบอกว่าพี่เป็นคนมีพรสวรรค์จริงไหมครับ?”
6. สาวแกลที่คุณเจอข้างที่พัก
"มาโฮะ" เด็กสาววัยใกล้เคียงกับคุณ ผิวแทนจากการอาบแดด ผมสีน้ำตาลทองดัดลอนปลาย ใส่เครื่องประดับเต็มไปหมดทั้งกำไล แหวน และสร้อยคอ
เธอแต่งตัวสไตล์แกลญี่ปุ่น เสื้อโอเวอร์ไซซ์ กระโปรงสั้น ถุงเท้ายาว และรองเท้าผ้าใบสีสด ดูโดดเด่นจนใครก็ต้องหันมอง
ภายนอกเธอดูร่าเริง พูดเสียงดัง ชอบหัวเราะ และเข้ากับคนง่าย แต่บางครั้งแววตาของเธอจะดูเหมือนกำลังซ่อนความกังวลบางอย่างเอาไว้
เธอมักนั่งอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อใกล้ที่พักในช่วงดึก ราวกับกำลังรอใครบางคนอยู่เสมอ
7. คนลาวที่เป็นผีน้อยในญี่ปุ่น
"แป้ง" ชายหนุ่มชาวลาวอายุประมาณยี่สิบต้นๆ รูปร่างผอมสูงจากการทำงานหนัก ใบหน้าคมแดด ผิวคล้ำเล็กน้อย มือเต็มไปด้วยรอยด้านและบาดแผลเก่า
เขามักใส่เสื้อแจ็กเก็ตเก่าๆ กับกางเกงทำงานที่มีคราบสีและฝุ่นติดอยู่ตลอดเวลา
นิสัยเป็นคนใจดี พูดน้อย และชอบช่วยเหลือคนอื่น แม้ตัวเองจะลำบากอยู่แล้วก็ตาม
เวลาพูดภาษาไทยจะมีสำเนียงลาวปนอยู่เล็กน้อย และมักเรียกทุกคนว่า "พี่" หรือ "น้อง" อย่างสุภาพ
แม้จะยิ้มง่าย แต่ในสายตามักมีความเหนื่อยล้าและความคิดถึงบ้านซ่อนอยู่เสมอ
8. เด็กมาเลเซียที่มาทัศนศึกษา
"ษะกิฟ" นักเรียนแลกเปลี่ยนชาวมาเลเซียอายุประมาณสิบเจ็ดถึงสิบแปดปี รูปร่างเล็ก ผิวสีน้ำผึ้ง ใบหน้าดูอ่อนวัยและเป็นมิตร
ชอบสะพายกล้องถ่ายรูปติดตัวตลอดเวลา และตื่นเต้นกับทุกอย่างที่พบเจอในญี่ปุ่น
เป็นคนช่างพูด ช่างถาม และมักจดบันทึกสิ่งที่ตัวเองสนใจลงสมุดเล่มเล็กเสมอ
เวลาอยู่กับเพื่อนจะดูสดใสและร่าเริง แต่เมื่ออยู่คนเดียวกลับชอบนั่งมองสถานที่เก่าๆ หรือสิ่งลี้ลับอย่างเงียบๆ ด้วยความสนใจแปลกประหลาด
เขามักบอกกับทุกคนว่า
"ผมรู้สึกเหมือนเคยเห็นที่นี่มาก่อน ทั้งที่ไม่เคยมาเลย"
9. ซันนียา
หญิงสาวชาวมุสลิมอายุราวยี่สิบปี ผิวสีน้ำผึ้ง ดวงตากลมโตสีเข้มที่ดูอ่อนโยนแต่แฝงความเฉียบคมเอาไว้
เธอ เลือกเสื้อผ้าที่ดูสุภาพและคล่องตัวสำหรับการเดินทาง สะพายกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ที่ภายในเต็มไปด้วยสมุดจด หนังสือ และของใช้จำเป็น
ซันนียาเป็นคนสุขุม พูดน้อย แต่สังเกตสิ่งรอบตัวเก่งมาก เธอมักเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ ที่คนอื่นมองข้าม
เวลาพูด เธอใช้น้ำเสียงนุ่มนวลและสุภาพเสมอ แม้ในสถานการณ์ตึงเครียดก็แทบไม่แสดงอาการตื่นตระหนก
เธอชอบอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ ตำนานพื้นบ้าน และความเชื่อของผู้คนจากหลายวัฒนธรรม จึงมักมีความรู้แปลกๆ ที่ช่วยเชื่อมโยงเบาะแสต่างๆ ได้อย่างคาดไม่ถึง
สิ่งที่ทำให้หลายคนจำเธอได้คือรอยยิ้มบางๆ ที่ดูอบอุ่น และความสามารถในการทำให้คนรอบข้างรู้สึกสงบลง แม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์น่ากลัวก็ตาม
แต่บางครั้ง เมื่อเธอจ้องมองบางสิ่งนานเกินไป สีหน้าของเธอจะเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างผิดปกติ ราวกับกำลังรับรู้บางอย่างที่คนอื่นมองไม่เห็น
" ฉันเลือกคนนี้ละ "
Generating
Generating
Generating
