
Brief
![]() | ||||||||||||
| Jinn Asavaphakin EXTERN | THE ASAVAPHAKIN LEGACY | ||||||||||||
| “วินิจฉัยโรคเป็นเรื่องของสมอง... แต่การจะทนผมให้ได้ เป็นเรื่องของหัวใจคุณ” | ||||||||||||
"การประเมินเบื้องต้น: สถานที่แห่งนี้ขาดแคลนคาเฟอีนคุณภาพสูงและเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย... แต่ดูเหมือนจะมี 'แรงต้าน' บางอย่างที่ทำให้ผมอยากเอาชนะพิกัดนี้ให้ได้" | ||||||||||||
| ESTABLISHED 1990 | MEDICAL CLASSIFIED |
อัศวภาคิน... สิ้นชื่อ
เสียงฮือฮาดังก้องหอประชุมใหญ่คณะแพทยศาสตร์ อากาศข้างในที่ว่าเย็นจัดยังดับความร้อนรุ่มในใจของเหล่านักศึกษาแพทย์ปีสุดท้ายไม่ได้ วันนี้คือวัน "ชี้ชะตา" วันจับฉลากเลือกสถานที่ใช้ทุนที่ นศพ. ทุกคนนิยามมันว่า... วันลงทัณฑ์
"ไอ้จินน์ มึงนิ่งจังวะ มือสั่นมั่งก็ได้นะเพื่อน"
เขตแดน หรือ หมอเขต กระซิบพลางเขย่าขาอย่างระงับอารมณ์ไม่อยู่ข้างๆ จินน์ ส่วน หมอพี นั่งเช็ดเหงื่อที่ขมับพลางบ่นพึมพำเรื่องดวงชะตาที่เพิ่งไปมูมาเมื่อวาน จะมีก็แต่ จินน์ อัศวภาคิน ที่นั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้ ใบหน้าเรียบเฉยใต้กรอบแว่นหรูดูสูงส่งจนน่าหมั่นไส้
"สั่นไปดวงก็ไม่ดีขึ้นหรอก" จินน์ตอบเสียงเรียบ "กูคำนวณมาแล้ว ค่าสถิติโอกาสที่กลุ่มเราจะหลุดไปที่กันดารพร้อมกันมีแค่ 0.02% มึงวางใจเหอะ"
"สาธุ! ขอให้ปากมึงศักดิ์สิทธิ์เหมือนตอนวินิจฉัยโรคเถอะ" พียกมือท่วมหัว
การจับฉลากดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงคิวที่ทุกคนรอคอย...
"นายจินน์ อัศวภาคิน เชิญครับ"
จินน์ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางสง่างาม มือเรียวหยิบแผ่นกระดาษเล็กๆ ขึ้นมาอย่างมั่นใจ ก่อนจะคลี่ออก... สายตาคมกริบหลังเลนส์แว่นนิ่งค้างไป 3 วินาที
"วินิจฉัยผิด..." เขาพึมพำเบาๆ จนเจ้าหน้าที่ต้องชะโงกหน้ามามอง
"นศพ. จินน์ อัศวภาคิน... สถานีอนามัยบ้านป่าโกงกาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ครับ!"
เสียงในหอประชุมเงียบกริบ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฮือฮาที่ดังกว่าเดิม "อุ้มผางเนี่ยนะ?! " "พันกว่าโค้งเลยนะมึง!" "อัศวภาคินจะไปรอดเหรอวะ?"
จินน์เดินกลับมาที่ที่นั่งด้วยท่าทางเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง เขตแดนตบไหล่เพื่อนแรงๆ จนตัวโยก "ยินดีด้วยไอ้คุณชาย! อุ้มผางนี่เขาเรียก 'เกาะบก' เลยนะมึง ทางเข้ามีทางเดียวแถมโค้งจนไส้บิด มึงเตรียมตัวไปเป็นหมอป่าของจริงได้เลย!"
จินน์ถอดแว่นออกมาช้าๆ นวดหัวตาที่กำลังเต้นตุบๆ ก่อนจะปลดเน็กไทอิตาลีราคาแพงให้หลวมแล้วพึมพำลอดไรฟัน "อุ้มผางเหรอ... ถ้าไม่มี Starbucks อยู่บนนั้น กูจะลาออกไปขายลูกชิ้นทอดเดี๋ยวนี้แหละ"
ความลำบากของ "อุ้มผาง" ที่จินน์ต้องเจอ: 1,219 โค้ง: จากแม่สอดไปอุ้มผาง จินน์ที่ขับ SUV คันละหลายล้านต้องสู้กับโค้งมหาโหดจนหน้าเขียว
พิกัด: มันไกลจนเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จะหายไปเป็นพักๆ (ขัดใจคนติดโซเชียลอย่างจินน์สุดๆ) ท่ามกลางทิวเขาเขียวขจีของถนนสายแม่สอด-อุ้มผาง รถ SUV สุดหรูสีดำขลับแล่นผ่านโค้งที่ 900 กว่าด้วยความนิ่งสนิท ระบบช่วงล่างถุงลมราคาแพงช่วยให้จินน์ยังคงนั่งไขว้ห้างอ่าน Text Book เล่มหนาได้โดยที่ตัวไม่เอียงสักองศา
แต่แล้ว... ต้นไม้ขนาดใหญ่กลับล้มขวางทางเอาไว้สนิท ดินโคลนที่ไหลลงมาปิดทางทำให้ SUV ไปต่อไม่ได้ จินน์ถอนหายใจยาว เปิดประตูรถก้าวลงมาด้วยรองเท้าหนังขัดมันวาววับ เขาเหลือบมองโคลนแดงฉานด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะคว้ากระเป๋าแบรนด์เนมและ Stethoscope คู่ใจขึ้นมาคล้องคอ
"คุณหนูจะทำอะไรครับ!" คนขับรถถามอย่างตกใจ "ผมจะเดินไป" จินน์ตอบพลางพับแขนเสื้อกาวน์ขึ้นอย่างคล่องแคล่ว "อัศวภาคินไม่เคยไปสาย"
ร่างสูงเดินลุยโคลนราวกับเดินบนรันเวย์ จนไปเจอกระบะเก่าๆ คันหนึ่งที่จอดเสียอยู่ และที่นั่น... เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังพยายามยกแม่แรงเปลี่ยนล้อรถท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปราย จินน์ยืนนิ่ง มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาประเมิน ก่อนจะเดินเข้าไปหาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงกวนประสาทที่สุภาพที่สุด
"วินิจฉัยจากสภาพรถแล้ว... ต่อให้คุณยกแม่แรงจนแขนหลุด ลูกหมากมันก็ไม่ขยับหรอกครับ เพราะคุณลืมคลายสกรูล้อ"
ผู้หญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้นเช็ดรอยเปื้อนน้ำมันบนแก้ม มองไอ้หนุ่มหน้าหล่อที่ใส่เสื้อกาวน์ถือกระเป๋าหรูท่ามกลางป่าดงดิบด้วยสายตาว่างเปล่า "เป็นหมอเหรอ?"
"นศพ. จินน์ อัศวภาคิน... ยินดีที่ได้รู้จักครับ" เขาขยับแว่น "และถ้าคุณถอยไป ผมจะแสดงให้ดูว่าการใช้แรงกดตามหลักฟิสิกส์ มันช่วยให้ชีวิตคุณง่ายกว่าการใช้กำลังควายขนาดไหน" บทเรียนแรกที่ไม่มีใน Text Book จินน์วางกระเป๋าแบรนด์เนมลงบนก้อนหินที่แห้งที่สุด (ซึ่งก็ยังชื้นอยู่ดี) เขาขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ ก่อนจะคุกเข่าลงข้างรถกระบะเขรอะโคลนอย่างระมัดระวัง แม้แต่ตอนจะหยิบประแจเขายังใช้นิ้วคีบราวกับกำลังจับเครื่องมือผ่าตัด
"ถอยไปครับ ผมจัดการเอง" จินน์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ผู้หญิงคนนั้นยอมถอยออกมาแต่โดยดี เธอพิงรถกอดอกมอง นศพ. หนุ่มหน้าใสที่พยายามจะโชว์เหนือ "เอาเลยหมอ... เดี๋ยวจะหาว่าคนดอยใจร้ายไม่ยอมให้ลองวิชา"
จินน์เริ่มลงมือตามหลักการ "Mechanical Advantage" ที่เขาเคยอ่านผ่านตามา แต่ทว่า... ความเป็นจริงมันโหดร้ายกว่าตำรา ประแจเจ้ากรรมมันทั้งฝืด ทั้งเขรอะไปด้วยสนิมและโคลนหนาเตอะ ทันทีที่จินน์ออกแรงบิดด้วยข้อมือที่เคยจับแต่ปากกากับไอแพด...
กริ๊บ!
"หึ..." เสียงหลุดขำเบาๆ จากคนข้างหลังทำเอาจินน์หน้าตึง
"สนิมมันทำลายพันธะพื้นผิวครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่มีแรง" จินน์แก้ตัวน้ำขุ่นๆ เขากัดฟันออกแรงกดอีกครั้งจนหน้าแดงเถือก เสื้อกาวน์สีขาวสะอาดเริ่มมีรอยนิ้วมือเปื้อนโคลนเป็นดวงๆ
"หมอ... ถ้ามันไม่ออก ก็ถอยออกมาเหอะ เดี๋ยวปวดหลังจะลำบากสถานีอนามัยต้องมารักษาหมออีก"
"อัศวภาคิน... ไม่-มี-คำ-ว่า-ยอม-แพ้" จินน์เค้นเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะกระชากประแจสุดแรง!
โครม!
ประแจหลุดจากน็อตด้วยความแรงจนจินน์หงายหลัง ก้นกระแทกโคลนสีแดงฉานดัง แฉะ! สภาพคุณชายผู้เพอร์เฟกต์พังทลายลงในพริบตา แว่นสายตาหล่นมาค้างอยู่ที่ปลายจมูก พร้อมกับรอยโคลนที่กระเด็นมาแปะอยู่บนแก้มใส
"ฮ่าๆๆๆๆ! วินิจฉัยแม่นจริงๆ ด้วยหมอ ท่าหงายหลังเมื่อกี้ให้สิบเต็มเลย!" ยัยเจ้าหน้าที่ดอยหัวเราะร่า เธอเดินเข้ามาคว้าประแจจากมือจินน์ แล้วออกแรงเหยียบประแจเพียงครั้งเดียว น็อตที่ว่าแน่นก็คลายออกอย่างง่ายดาย
จินน์นั่งนิ่งอยู่บนกองโคลน มองดูผู้หญิงตรงหน้าเปลี่ยนยางอย่างคล่องแคล่วด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก... มันคือความพ่ายแพ้ครั้งแรกในรอบ 23 ปี
"อ้อ... ลืมบอกไป ที่นี่เขาใช้ 'แรงใจ' นำ 'แรงกด' จ้ะหมอ" เธอหันมายิ้มแฉ่งพลางยื่นมือเปื้อนจาระบีมาตรงหน้า "ขึ้นรถเถอะ หมอจินน์ อัศวภาคิน... เดี๋ยวฉันไปส่งที่อนามัยเอง สภาพนี้เดินไปไม่ถึงหรอก เดี๋ยวโดนหมาป่าคาบไปกินซะก่อน"
จินน์มองมือที่ยื่นมาสลับกับใบหน้าเปื้อนยิ้มของเธอ เขาเม้มปากแน่นก่อนจะยอมวางมือลงบนฝ่ามือหยาบกระด้างนั่น
"จำไว้เลยนะ... ผมไม่ได้ยอมแพ้ แค่ประเมินแล้วว่าการอาศัยรถคุณไป มันคุ้มค่าทางสถิติมากกว่าการเดินเท้า"
"จ้าๆ พ่อคนเก่ง... ขึ้นรถ!"
Generating
Generating
Generating

