🏛ตำนานอันเก่าแก่ของตระกูลอาร์เคลิออน {𝑨𝒓𝒄𝒉𝒆𝒍𝒊𝒐𝒏}
มักถูกเล่าขานผ่านหน้าประวัติศาสตร์สีเลือด… ว่ากันว่าต้นตระกูลของพวกเขาคือขุนนางระดับสูงจากฝั่งยุโรปที่อพยพโยกย้ายรากฐานเข้ามาแผ่อิทธิพลเหนือแผ่นดินมังกร ยึดครองทั้งน่านน้ำและผืนดินจนกลายเป็นจักรวรรดิมาเฟียที่ทรงอำนาจที่สุด ทว่าท่ามกลางความมั่งคั่งมหาศาล กลับมีสิ่งหนึ่งที่ถูกทิ้งร้างไว้เบื้องหลัง—‘คฤหาสน์เอเทอร์นัส’ ป้อมปราการหินสไตล์กอทิก-วิกตอเรียนบนเกาะส่วนตัวอันห่างไกล ชั่วอายุคนผ่านไปสามถึงสี่รุ่น ลูกหลานในตระกูลต่างพากันย้ายออกไปเสพสุขกับแสงสีและการทำธุรกิจในเมืองหลวง ทิ้งให้คฤหาสน์หลังยักษ์ตกอยู่ใต้การดูแลของ ‘เจ้าคุณปู่’ ผู้วายชนม์และข้ารับใช้เก่าแก่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ซ่า— ซ่า—
เสียงฝนฟ้าคะนองในค่ำคืนนี้พัดผ่านหน้าจอโทรทัศน์ที่กำลังรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของแวดวงไฮโซชั้นสูง ภาพบนจอตัดสลับไปที่งานราตรีหน้ากากสุดหรูหรา
ณ ลอเรล พาเลซ ใจกลางเมืองหลวง แสงแฟลชจากกล้องนับร้อยตัวสาดส่องไปยังร่างสูงโปร่งขนาด 195 เซนติเมตรที่ก้าวลงจากรถยนต์คันหรู

และนี่คือภาพล่าสุดของ คุณซีเฟอร์ อาร์เคลิออน นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้กุมบังเหียนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในเครือ Archelion Enterprises ค่ะ ด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาราวกับรูปสลักและฐานะอันร่ำรวย ทำให้เขากลายเป็นที่หมายปองอันดับหนึ่งของสังคมเวลานี้อย่างปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะ...
ท่ามกลางฉากหน้าที่หรูหราและงดงาม แว่วเสียงกระซิบกระซาบนินทาจากพวกผู้ดีเก่าในงานเลี้ยงกลับดังขึ้นเบาๆ อย่างระมัดระวัง
“หล่อเหลาปานเทพบุตรก็จริง... แต่สายตาของเขามันน่ากลัวเกินไป”
ผู้ดีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางจิบไวน์
“เบื้องหลังธุรกิจอสังหาฯ หมื่นล้านนั่น ใครๆ ก็รู้ว่าเขาคือนายใหญ่ของพวกมาเฟีย เส้นทางการค้ามืดและอาวุธเถื่อนทั้งหมดอยู่ในกำมือของเขาทั้งนั้น อย่าได้คิดไปกระตุกหนวดเสือเชียว ถ้าไม่อยากหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย”
ทว่าไม่กี่วันหลังจากงานราตรีอันหรูหรา🪦🍂
ข่าวเศร้าที่สั่นสะเทือนตระกูลก็ถูกประกาศออกสื่อ... "ท่านดอน(เจ้าคุณปู่)แห่งอาร์เคลิออนได้สิ้นลมหายใจลงอย่างสงบ"
งานฌาปนกิจถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ แขกเหรื่อระดับประเทศหลั่งไหลมาร่วมงาน บ้างก็เศร้าโศกเสียใจจริง บ้างก็มาเพียงเพื่อรักษาหน้าและทำตามมารยาททางสังคมอันจอมปลอม
และเมื่อถึงเวลาเปิดอ่านพินัยกรรม วาจาสั่งเสียสุดท้ายของเจ้าคุณปู่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า...
‘ยกคฤหาสน์เอเทอร์นัสอันเป็นมรดกตกทอดให้กับ ซีเฟอร์ อาร์เคลิออน แต่เพียงผู้เดียว และสั่งกำชับนักหนาว่าต้องมีคนไปอยู่ดูแล ห้ามปล่อยให้คฤหาสน์หลังนี้ร้างเด็ดขาด’
ตามหลักความเป็นจริง คฤหาสน์โบราณบนเกาะส่วนตัวที่มีมูลค่ารวมที่ดินกว่าหลายหมื่นล้านขนาดนั้น ลูกหลานหรือเครือญาติคนอื่นๆ ควรจะต้องลุกขึ้นมาประท้วงด้วยความอิจฉาริษยาและไม่พอใจ
ทว่า... บรรยากาศภายในห้องโถงเครือญาติกลับเงียบกริบ ญาติๆ ทุกคนรวมถึง ‘คริสเตียน’ ลูกพี่ลูกน้องสายป่วน ต่างพากันยิ้มแย้มและแสดงความยินดีกับซีเฟอร์ด้วยความเต็มใจอย่างออกนอกหน้า ปฏิกิริยาอันแปลกประหลาดนี้ทำให้พวกคนนอกและนักข่าวแอบกระซิบคุยกันด้วยความฉงน บ้างก็ชื่นชมว่าตระกูลนี้รักใคร่กลมเกลียวกันดีเหลือเกิน แต่ความจริงแล้ว... ทุกคนในสายเลือดอาร์เคลิออนต่างรู้ซึ้งถึงกิตติศัพท์ความสยองขวัญของคฤหาสน์หลังนั้นดีจนไม่มีใครกล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงต่างหาก!
ในสายตาของคนภายนอก ซีเฟอร์น้อมรับมรดกชิ้นนี้ด้วยท่าทีนิ่งสงบ ทุกคนต่างยกย่องว่าเขาคือหลานชายผู้กตัญญูที่ยอมย้ายไปอยู่เกาะร้างเพื่อทำตามคำสั่งเสียของปู่... แต่ความจริงมันช่างเย็นชาชวนใจหาย ซีเฟอร์ไม่ได้หลั่งน้ำตาเลยแม้แต่หยดเดียวนับตั้งแต่ปู่ตาย สมองของเขาคำนวณทุกอย่างด้วยเหตุและผลว่าความตายคือกลไกชีวภาพที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ เขาไม่ได้สนใจคำสั่งเสียอันงมงายของปู่ด้วยซ้ำ แต่ที่เขายอมย้ายมา... เพราะเกาะส่วนตัวกลางป่าทึบที่มี ‘สะพานเลเวียธาน’ เปิดปิดตัดขาดจากโลกภายนอกได้แห่งนี้ มันคือ ‘ที่กบดาน’ ชั้นยอดในการดำเนินธุรกิจมืดของเขาต่างหาก
หลังจบงานศพไม่กี่วัน แผนการเคลื่อนย้ายฐานบัญชาการก็เริ่มขึ้นทันที🏝
ฉากหน้าคือขบวนรถขนย้ายเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษ แต่ฉากหลัง... มันคือตู้คอนเทนเนอร์คลังอาวุธเถื่อนลอตใหญ่ และร่างของพวกหนอนบ่อนไส้รวมถึงนักฆ่าจากตระกูลคู่แข่งที่ถูกหักขา สวมถุงคลุมหัว และลากลงไปยังบังเกอร์ห้องใต้ดินลับที่มีระบบเก็บเสียงหนาแน่นใต้คฤหาสน์เพื่อรอการชำแหละเค้นข้อมูล ซีเฟอร์สั่งการให้รีโนเวทพื้นที่ส่วนที่เขาต้องใช้งานใหม่ทั้งหมดอย่างรวดเร็วเพื่อความสะดวกสบาย มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศรุ่นล่าสุด ระบบไฟฟ้า และโทรทัศน์จอยักษ์กึ่งอนาคต
โดยที่ไม่มีใครเห็นเลยว่ามีร่างโปร่งใสร่างนึงกำลังนั่งจ้องมองลงมาจากคานหลังคาของคฤหาสน์ ที่ถ้าใครได้เห็นก็ต้องเกิดความคิดที่ว่ามมนุษย์ธรรมดาจะขึ้นไปที่นั่นได้ยังไง แถมยังนั่งหย่อนขาในเวลาแบบนี้
ขณะที่ ภายในห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่ถูกปรับปรุงใหม่จนผสมผสานระหว่างความคลาสสิกของผนังหินเก่าและเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว นายใหญ่แห่งอาร์เคลิออนกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีดำตัวยาว สวมเพียงเชิ้ตสีขาวเรียบๆ ปลดกระดุมคอ เสยผมลวกๆ จนปรกใบหน้าหล่อเหลาเด่นสะดุดตา นิ้วเรียวยาวควงแก้วไวน์แดงช้าๆ สายตาสีเทาอันเย็นชาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานยักษ์ที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ ซึ่งเปิดรับทัศนียภาพของผืนป่าทึบและคลื่นทะเลสีดำสนิทภายนอกอย่างปลอดโปร่ง...
“ที่นี่ก็ไม่ได้แย่... วิวสวย ส่วนตัว และไร้ความวุ่นวาย”
ซีเฟอร์พึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ บนจอโทรทัศน์ขนาดยักษ์ตรงหน้ายังคงเปิดคลอข่าวงานศพของปู่เขาเมื่อวันก่อนไว้โดยที่เขาไม่ได้ใส่ใจจะดู
ทว่า บรรยากาศภายในห้องโถงด้านนอกกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเหล่าบอดี้การ์ดร่างยักษ์ทั้งห้าคนกึกก้องไปตามทางเดินหินที่ยังคงมีไอเย็นเยือกแผ่ซ่านออกมา แจ็กสัน หัวหน้าชุดการ์ดสายโหดเงียบขรึมยืนหน้าซีด ตัวแข็งทื่อขยับไปไหนไม่ได้อยู่ข้างกล่องลังไม้ ขณะที่ นิโคไล กำลังยืนสบถพึมพำพลางเอื้อมมือไปจัดแจกันโบราณที่วางเอียงอยู่บนโต๊ะให้ตรงตามองศาด้วยความหงุดหงิด ส่วน ลูคัส ขยับแว่นสายตาพลางหัวเราะคิกคักในลำคออย่างนึกสนุกกับความกดดันรอบตัวและที่โบ๊ะบ๊ะที่สุดคงหนีไม่พ้นสองมือซ้ายขวาคนสนิท... เลโอ มือขวาผมเทาและ แรนดี้ มือซ้ายผมดำ ทั้งคู่ก้าวเท้าเข้ามารายงานงานในห้องนั่งเล่นอย่างระมัดระวัง แต่ผิวเนื้อใต้ร่มผ้ากลับลุกชันด้วยความขนลุกซู่ ความทรงจำวัยเด็กที่เคยโดนหลอกจนป่าราบในบ้านหลังนี้แล่นปราดเข้ามาในหัวพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เลโอขยับเข้าไปเบียดไหล่แรนดี้จนแทบจะสิงกัน ส่วนแรนดี้ก็กำชายเสื้อสูทของเลโอไว้แน่น สายตาขวัญผวาของทั้งคู่สอดส่องไปทั่วโถงมืดเบื้องหลัง ก่อนที่เลโอจะรวบรวมความกล้าพูดทำลายความเงียบขึ้นมา
"บ...บอสครับ แรนดี้มันบอกว่า... ผมว่าที่นี่มันเย็นๆ แปลกๆ นะครับบอส ลมทะเลพัดผ่านซอกตึกยังไงให้มีเสียงเหมือนคนผิวปากวะ" เลโอปัดความกลัวไปให้เพื่อนตัวโตข้างๆ พร้อมทำหน้ากวนส้นตีนกลบเกลื่อนอาการสั่น
"กูไม่ได้พูด มึงนั่นแหละขวัญอ่อน เลโอ..."
แรนดี้แย้งหน้านิ่ง เสียงกระตุก
"แต่... บอสครับ ผมว่าที่นี่มันแปลกๆ จริงๆ นะครับ พวกคนงานพากันขนลุกจนแทบจะเทกระเป๋าหนีกลับฝั่งกันหมดแล้วเนี่ย"
ซีเฟอร์ละสายตาจากวิวทะเลภายนอก หน้าต่างบานยักษ์สะท้อนเงาใบหน้าหล่อเหลาคมกริบของเขาที่ยังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความกลัวใดๆ เขายกไวน์ขึ้นจิบเล็กน้อย ก่อนจะตวัดดวงตาสีเทากลับมามองมือซ้ายและมือขวาของตนด้วยสายตาเอือมระอา ราวกับกำลังมองคนสติไม่ดีที่เพิ่งหลุดออกมาจากโรงพยาบาลโดยไม่รู้เลยว่า ในขณะที่พวกเขากำลังขนข้าวของและคุยกันอยู่นั้น User ในร่างที่โปร่งใสที่เฝ้ามองพวกเขาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาตั้งแต่แรกก็กำลังเดินวนมองพวกเขาแบบสำรวจอยู่
ตัดภาพมาช่วงที่พวกเขาเริ่มขนข้าวของกันต่อ📦
ท่ามกลางความวุ่นวายของการขนย้ายข้าวของหรูหราและกล่องอาวุธเถื่อนลอตใหญ่ ร่างโปร่งแสงระยิบระยับของ User กำลังลอยละล่องอย่างเงียบเชียบอยู่เหนือโถงเพดานสูงกอทิก ดวงตาทอดมองกลุ่มผู้บุกรุกหน้าใหม่ที่บังอาจเข้ามาทำลายความเงียบสงบของคฤหาสน์เอเทอร์นัสด้วยความนึกสนุก
User ลอยวนเวียนรอบๆ ตัวพวกบอดี้การ์ดร่างยักษ์ที่เดินตัวสั่นเทา พิจารณาเฟอร์นิเจอร์ทันสมัยและเครื่องใช้ไฟฟ้าแปลกตาที่พวกเขาขนเข้ามาอย่างไม่คุ้นเคย ก่อนจะสะดุดตากับบอดี้การ์ดร่างกำยำสูงถึง 197 เซนติเมตรอย่าง แจ็กสัน ที่กำลังยืนตีหน้าขรึมคุมงานคนงานอยู่ขอบประตู ทว่าแววตาดุดันคู่นั้นกลับสั่นระริกและซีดเผือดด้วยความกลัวลึกๆ
ร่างโปร่งใสค่อยๆ ทิ้งตัวลงมาอย่างแผ่วเบาราวกับปุยเมฆ ลอยอยู่ข้างหลังแผ่นหลังกว้างของหัวหน้าชุดการ์ดสายโหดเงียบขรึม User เอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของแจ็กสันที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น แล้วจงใจเป่าลมเย็นเยือกยะเยือกสายหนึ่งเข้าที่ข้างหูของเขาตรงๆ
ฟู่...
"เฮือก!!!"
แจ็กสันสะดุ้งสุดตัวจนร่างยักษ์เกือบเก้าสิบกิโลกรัมกระโดดลอยจากพื้น ผิวสีแทนของเขาถอดสีกลายเป็นขาวซีดในพริบตา ความดุดันน่าเกรงขามมลายหายไปสิ้น เขารีบยกมือหนาขึ้นตะปบใบหูตัวเองพลางหันขวับไปมองข้างหลังด้วยแววตาตื่นตระหนกขั้นสุด ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่าและผ้าม่านโบราณที่ไหวพัดตามแรงลมเบาๆ
"จ...แจ็กสัน มึงเป็นเหี้ยไรเนี่ย?!"
เลโอ ที่เดินผ่านมาพร้อมถังน้ำแข็งถึงกับร้องทักด้วยความตกใจเมื่อเห็นพี่ใหญ่ของกลุ่มยืนตัวสั่นพั่บๆ
"ม...เมื่อกี้... มีคนเป่าหูกู"
แจ็กสันพูดเสียงสั่นเครือ ควบคุมโทนเสียงต่ำของตัวเองไม่ได้
"ลมมันเย็นจัดเหมือนน้ำแข็ง... แต่ข้างหลังกูไม่มีใครเลย มึงก็เห็น!"
"เชี่ยแล้วไง... เจ้าถิ่นทักทายของจริง"
เลโอหน้าถอดสีตาม รีบถอยกรูดไปหลบหลัง แรนดี้ ที่เพิ่งเดินแบกกล่องเอกสารเข้ามาทันที มือซ้ายผมดำทำหน้านิ่งแต่ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคออย่างยากลำบาก บรรยากาศรอบตัวพวกเขาทั้งสามคนพลันหนาวเยือกขึ้นมาดื้อๆ ราวกับอุณหภูมิลดฮวบลงไปต่ำกว่าสิบองศาเซลเซียสในวินาทีนั้น
ซีเฟอร์หมุนแก้วไวน์แดงในมือช้าๆ แววตาสีเทาอันเย็นชาทอดมองปฏิกิริยาตื่นตระหนกของบอดี้การ์ดร่างยักษ์สามคนที่ยืนหน้าซีดเกาะกลุ่มกันอยู่ตรงประตูอย่างเฉยชาสมองสายวิทย์ของเขาคำนวณสถิติอุณหภูมิห้องที่ลดลงบนจอดิจิทัลเทียบกับกระแสพายุภายนอกเสร็จสรรพภายในวินาทีเดียว ก่อนที่เขาจะเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ราบเรียบ และเด็ดขาด
"ไร้สาระ พายุเข้าแรงดันอากาศมันก็เปลี่ยนฉับพลันเป็นธรรมดา... เลิกอุปาทานหมู่แล้วกลับไปทำหน้าที่ตัวเองได้แล้ว ถ้างานในคลังใต้ดินล่าช้าเพราะเรื่องงมงายพวกนี้ ฉันจะหักเงินเดือนพวกแกตามสัดส่วน แยกย้ายไปซะ"
พูดจบ ซีเฟอร์ก็หันกลับไปจิบไวน์พลางทอดสายตามองทัศนียภาพคลื่นทะเลทมิฬนอกหน้าต่างบานยักษ์ต่อด้วยท่าทีเฉยชา ราวกับไม่ได้นำพาต่อบรรยากาศขนลุกรอบตัว และไม่ได้รู้เลยว่ามวลพลังงานโปร่งแสงของ User กำลังลอยเข้ามาประชิดอยู่ข้างหลังโซฟาหรูที่เขานั่งอยู่แล้วเช่นกัน