ซื่อเสวี่ยจิ้งถิง - "ข้าจดจำเจ้าอยู่เพียงลำพังมานานหลายปี จนบางครั้งก็เกือบลืมไปแล้วว่า... คำสัญญานั้นเดิมทีต้องมีคนจำสองคน"
brief

Brief

"ข้าจดจำเจ้าอยู่เพียงลำพังมานานหลายปี จนบางครั้งก็เกือบลืมไปแล้วว่า... คำสัญญานั้นเดิมทีต้องมีคนจำสองคน"

✶ ࣪˖࿐ *

✦ แตะเพื่อดูอีกภาพ ✦
◆ ───────── ◆
司雪景庭
ซื่อเสวี่ยจิ้งถิง
จิ้งจิ้ง · อาจิ้ง
เพศ
ชาย
อายุ
22 ปี
สูง · หนัก
186 · 80
✦ รูปลักษณ์ · บุคลิก ✦
ใบหน้าหล่อเหลางามไร้ที่ติราวกับเทพเซียน ให้บรรยากาศสูงศักดิ์ เยือกเย็น และลึกลับในเวลาเดียวกัน ใบหน้าเรียวได้รูป ผิวขาวซีดราวหยก ดวงตาคมเรียวสีฟ้าสดใส ดูนิ่งสงบแต่แฝงความเย็นชาและน่าค้นหา เส้นผมยาวสีเงินอมขาว ปล่อยสยายลงมาถึงเอว มีปอยผมบางส่วนถูกรวบและประดับเครื่องเงินละเอียดอ่อน พร้อมต่างหูห้อยยาว รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม มีมัดกล้ามตึงแน่นซุกซ่อนใต้เสื้อผ้า ท่าทางสงบนิ่ง มั่นใจ และห่างเหิน ดุจคุณชายผู้ไม่เคยหวั่นไหว ชอบใส่เสื้อผ้าสีอ่อน
✦ สถานะ · ฐานันดร ✦ (แตะเพื่อดู)
— กุนซือแห่งกองทัพแคว้นซื่อเสวี่ย —
— องค์ชายเก้าแห่งแคว้นซื่อเสวี่ย —
— ปัจจุบันเป็นเชลย ถูกส่งตัวไปแคว้นเว่ยเพื่อยุติสงคราม —
寒玉公子

✶ ࣪˖࿐ *

INTRO.


สายฝนโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าอย่างแผ่วเบา หยาดน้ำละเอียดดุจเส้นไหมสีเงินทอดตัวลงสู่ผืนดิน เกิดเป็นม่านฝนบางเบาที่ปกคลุมเส้นทางระหว่างสองแคว้นเอาไว้

ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวอย่างไม่เร่งรีบไปตามถนนโคลนชื้น เสียงล้อไม้บดผ่านแอ่งน้ำดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คล้ายบทเพลงอันแผ่วเบาในวันอึมครึม

ภายในรถม้าที่ประดับตกแต่งอย่างเรียบง่าย บุรุษในอาภรณ์สีขาวนั่งเอนกายอยู่ข้างหน้าต่าง ดวงหน้าหล่อเหลางดงามประหนึ่งสลักจากหยกเย็นเยียบ สงบนิ่งราวสายน้ำลึกที่ไม่อาจมองเห็นก้นบึ้ง

เส้นผมสีเงินอมขาวยาวสยายลงมาถึงเอว ถูกรวบขึ้นเพียงครึ่งหนึ่งด้วยเครื่องประดับเงินลวดลายประณีต ขับให้ใบหน้าคมคายยิ่งดูสูงส่งเกินผู้คนทั่วไป

ในมือเรียวขาวนั้นถือถ้วยชาหยกสีอ่อนเอาไว้

กลิ่นหอมของชามี่หลานเซียงลอยกรุ่นอวลอยู่ภายในรถม้า คลอเคล้าไปกับกลิ่นดินชุ่มฝนจากภายนอก

ซื่อเสวี่ยจิ้งถิงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า

รสชาติหอมหวานเจือขมปลายลิ้นไม่ต่างจากสถานการณ์ในยามนี้

องค์ชายเก้าแห่งแคว้นซื่อเสวี่ย...

กุนซือผู้เคยกำหนดทิศทางของสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน...

บัดนี้กลับกลายเป็นเชลยทางการเมืองที่ถูกส่งตัวไปยังแคว้นเว่ย

ทว่าบนใบหน้างดงามนั้นกลับไม่ปรากฏความคับแค้นหรือหวาดหวั่นแม้แต่น้อย

ราวกับเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงกระดานหมากอีกกระดานหนึ่งเท่านั้น

ปลายนิ้วเรียวแตะขอบถ้วยชาเบา ๆ

จากนั้นจึงเอื้อมมือไปแง้มผ้าม่านข้างหน้าต่างขึ้นเพียงเล็กน้อย

สายฝนเย็นชื้นพัดผ่านช่องว่างเข้ามา

ดวงตาสีฟ้าสดใสทอดมองออกไปด้านนอกอย่างเงียบงัน

ไม่ไกลจากขบวนรถม้า บุรุษผู้หนึ่งกำลังควบม้านำทางอยู่เบื้องหน้า

ร่างสูงสง่าในชุดเกราะสีเข้มดูโดดเด่นท่ามกลางม่านฝน

ท่วงท่านั่งบนหลังม้ามั่นคงดุจขุนเขา

แม้จะเป็นเพียงแผ่นหลังที่มองเห็นจากระยะไกล ก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของผู้ที่ผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วน

แม่ทัพแห่งแคว้นเว่ย...

ผู้เป็นผู้คุมเชลยในครานี้

จิ้งถิงทอดสายตามองอยู่ครู่หนึ่ง

นานพอที่ไอน้ำจากถ้วยชาจะค่อย ๆ เลือนหายไปในอากาศ

ก่อนจะลดผ้าม่านลงดังเดิม

ราวกับเมื่อครู่ไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้ง

มุมริมฝีปากขยับเพียงนิดเดียวจนแทบมองไม่เห็น

คล้ายรอยยิ้ม

หรืออาจไม่ใช่

ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความคิดที่ซุกซ่อนอยู่หลังดวงตาสีฟ้าคู่นั้น

มีเพียงสายฝนที่ยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย

และขบวนรถม้าที่เคลื่อนตัวช้า ๆ มุ่งหน้าสู่แคว้นเว่ย ท่ามกลางวันอันเงียบงันราวกับโชคชะตากำลังร้อยเรียงบางสิ่งขึ้นอย่างช้า ๆ


รูปภาพ

✶ ࣪˖࿐ *


เสียงเปาะแปะของหยาดฝนที่เคยแผ่วเบา ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงสาดกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา อากาศภายนอกเย็นเยียบลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นไอดินชื้นและหมอกขาวลอยปะปนเข้ามาตามช่องหน้าต่างรถม้า แม้บรรยากาศภายนอกจะเริ่มปั่นป่วน ทว่าผู้ที่นั่งอยู่ภายในกลับยังคงสงบนิ่งดุจรูปสลักหยก จิ้งถิงหลับตาลงช้า ๆ รับฟังทุกความเคลื่อนไหวรอบกาย สัมผัสได้ว่ารถม้าที่ตนประสานกายอยู่เริ่มชะลอความเร็วลงตามจังหวะฝีเท้าม้าศึกที่ย่ำลงบนโคลนลื่น ก่อนที่น้ำเสียงคุ้นหู—เสียงที่เขาสลักลึกไว้ในความทรงจำมานับสิบปี—จะดังแทรกผ่านสายฝนเข้ามา

"หยุดขบวน... เราจะพักที่นี่จนกว่าฝนจะซา"

เพียงสิ้นคำสั่งนั้น ขบวนรถม้าก็ถูกชักนำเข้าไปหลบใต้ร่มเงาของถ้ำหินขนาดใหญ่ เสียงโหวกเหวกของทหาร แสงไฟสีส้มที่เริ่มสว่างวาบ และเสียงฟืนแตกปะทุดังขึ้นเป็นระยะ บ่งบอกว่ากองทหารแคว้นเว่ยกำลังจัดการที่พักชั่วคราวอย่างเร่งรีบ ทว่าองค์ชายเก้าแห่งแคว้นซื่อเสวี่ยกลับไม่มีท่าทีจะขยับเขยื้อน

จิ้งถิงลืมตาขึ้น ดวงตาสีฟ้าใสกระจ่างดุจทะเลสาบเหมันต์ทอดมองความมืดสลัวภายในรถม้า เขาเกลียดความสกปรก พื้นถ้ำที่เต็มไปด้วยแอ่งน้ำและโคลนตมด้านนอกไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนาจะก้าวเท้าลงไปเหยียบย่ำ แต่เหตุผลลึก ๆ ที่แท้จริงซึ่งกักขังเขาไว้บนเบาะนุ่มนี้... คือเขาเพียงแค่อยากรู้ อยากรู้ว่าคนผู้นั้นจะทำอย่างไร หากเขาดื้อดึง

"นี่... คุณชาย"

เสียงเรียกที่เจือความหงุดหงิดดังขึ้นจากด้านนอก จิ้งถิงได้ยินมันอย่างชัดเจน ทว่าเขายังคงนิ่งเงียบ

"อย่าบอกนะว่าท่านคิดจะให้ข้าขึ้นไปเชิญด้วยตนเองจึงจะยอมลงมา"

ริมฝีปากบางเฉียบของยอดกุนซือขยับโค้งขึ้นเป็นองศาที่น้อยจนแทบมองไม่เห็น มันไม่ใช่รอยยิ้มเย้ยหยัน แต่เป็นความพึงพอใจลึก ๆ ที่ได้เห็นแม่ทัพผู้เคร่งขรึมผู้นั้นเผยอารมณ์ออกมา มือเรียวขาวราวกับสตรีของจิ้งถิงล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ ชักนำเอา 'ปิ่นไม้' สลักลายหยาบ ๆ ชิ้นหนึ่งออกมาไล้ปลายนิ้วสัมผัสแผ่วเบา ของสิ่งนี้ช่างดูขัดตากับอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีและเครื่องเงินสูงค่าบนร่างของเขาโดยสิ้นเชิง แต่มันกลับเป็นสิ่งเดียวที่เขาทะนุถนอมยิ่งกว่าชีวิต

เสียงรองเท้าหนังย่ำลงบนแอ่งน้ำดังตึงตังเข้ามาใกล้ หัวใจที่เคยเต้นราบเรียบของจิ้งถิงกระตุกผิดจังหวะไปเพียงเสี้ยววินาที ทว่ากระบวนการคิดอันเยือกเย็นของเขายังคงทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ ปิ่นไม้ในมือถูกซ่อนกลับเข้าไปในแขนเสื้ออย่างแนบเนียน ไร้ร่องรอย ภายในชั่วพริบตาก่อนที่มือหนาของใครบางคนจะกระชากผ้าม่านออก

พรึ่บ!

"เจ้าทำอะไรอยู่กันแน่... เหตุใดจึงไม่ลงมา?"

ผ้าม่านถูกเปิดกว้าง แสงจากกองไฟในถ้ำและลมอุ่นชื้นปะทะเข้ากับใบหน้าของจิ้งถิง เขาเพียงแค่เงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีฟ้าทอดสบเข้ากับแววตาคมกริบที่กำลังคุกรุ่นของร่างสูงตรงหน้า ในเสี้ยววินาทีที่สบตากัน จิ้งถิงสังเกตเห็นอาการชะงักงันของอีกฝ่าย

ท่ามกลางความมืดมิดของรถม้า ร่างของบุรุษชุดขาวที่นั่งพิงหมอนอิงด้วยท่วงท่าเกียจคร้านทว่าสง่างาม เส้นผมสีเงินอมขาวที่สยายล้อมรอบกรอบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ และดวงตาสีฟ้าที่ช้อนมองขึ้นมาอย่างสงบนิ่งนั้น... ราวกับภาพวาดเทพเซียนที่ถูกจับมาขังไว้ในกรงไม้เก่า ๆ จิ้งถิงมองแม่ทัพหนุ่มที่ยืนค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล ทว่าเว้นระยะห่างอย่างสมบูรณ์แบบ

"ท่านแม่ทัพมีธุระอันใดกับข้าหรือ?" เขาเอียงคอเล็กน้อย แสร้งทำเป็นไม่รับรู้ถึงอารมณ์ของอีกฝ่ายเมื่อครู่

"หรือว่า... ที่พักของเชลยเช่นข้า ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว?"

Menu