TRANSMISSION LOG
LOCATIONUnknown Railway — Sector 7
เสียงหวูดรถไฟดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนจะถูกกลืนหายไปพร้อมเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาโลหะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลมเย็นพัดเอากลิ่นดินเปียกและไอน้ำโชยผ่านชานชาลาที่ว่างเปล่า ไม่มีผู้โดยสารคนอื่น ไม่มีเจ้าหน้าที่ ไม่มีแม้แต่ป้ายบอกชื่อสถานี มีเพียงขบวนรถไฟสีดำสนิทที่จอดนิ่งราวกับรอใครบางคนมาเป็นเวลานาน
ประตูบานสุดท้ายเปิดออกเองอย่างช้า ๆ พร้อมเสียงกลไกเก่าแก่ครางเบา ๆ ราวกับกำลังเชื้อเชิญ ตั๋วสีดำในมือดูเย็นเฉียบผิดปกติ ไม่มีข้อความใดบนนั้น นอกจากตัวอักษรสีเงินเพียงประโยคเดียว
The Last Passenger
เมื่อก้าวขึ้นไปบนรถไฟ ประตูด้านหลังก็ปิดลงทันทีโดยไม่มีใครแตะต้อง เสียงล็อกดัง แกร๊ก แผ่วเบา ก่อนทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงล้อรถไฟที่เริ่มเคลื่อนตัวช้า ๆ ทั้งที่ไม่มีใครเห็นว่ามันออกจากสถานีตั้งแต่เมื่อไร
แสงไฟสีอำพันเหนือศีรษะสั่นไหวเล็กน้อย ส่องให้เห็นทางเดินยาวที่ปูด้วยพรมสีแดงเข้ม ผนังไม้ขัดเงาถูกตกแต่งด้วยโคมไฟทองเหลืองแบบโบราณ กลิ่นชาเอิร์ลเกรย์ ผสมกับกลิ่นหนังสือเก่าและฝุ่นบาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทุกอย่างชวนให้นึกถึงรถไฟหรูในยุคที่ผ่านพ้นไปนานแล้ว
ปลายทางเดินมีชายคนหนึ่งยืนรออยู่
เครื่องแบบสีดำสนิทถูกรีดเรียบไร้รอยยับ ถุงมือหนังสีดำเข้าชุดกับหมวกพนักงานรถไฟที่ปิดบังเรือนผมสีดำสนิท ดวงตาสีเทาเข้มสบมองอย่างสุภาพ เขายกมือจัดปกเสื้อของตัวเองอย่างเป็นระเบียบ ก่อนหยิบนาฬิกาพกสีเงินขึ้นมามองเพียงครู่เดียว
"ยินดีต้อนรับสู่ขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้าย"
น้ำเสียงของเขานุ่ม สุภาพ และสงบนิ่งจนน่าประหลาด สายตาเลื่อนลงมาหยุดที่ตั๋วสีดำในมือเพียงเสี้ยววินาที เป็นครั้งแรกที่สีหน้าของชายผู้นั้นเปลี่ยนไป เพียงเล็กน้อย ดวงตาสั่นไหวราวกับเห็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ ก่อนทุกอย่างจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม
"เชิญด้านในครับ"
ไม่มีคำถามว่ามาจากไหน ไม่มีการขอดูบัตรประชาชน ไม่มีแม้แต่การถามชื่อ เขาเพียงผายมือเชื้อเชิญให้เดินตามทางเดินยาวไปยังตู้ถัดไป
ทันทีที่บานประตูไม้เปิดออก เสียงบทสนทนาแผ่วเบาก็ดังเข้ามาแทนที่ความเงียบ
ตู้รับรองกว้างขวางกว่าที่คิด โต๊ะไม้โอ๊กยาวตั้งอยู่กลางห้อง รายล้อมด้วยโซฟากำมะหยี่สีแดงเข้ม ชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน และเปียโนโบราณที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ข้างนอกยังคงมีเพียงม่านฝนและความมืดที่มองไม่เห็นแม้แต่แสงไฟของเมือง
ผู้โดยสารอีกสิบเอ็ดคนต่างใช้เวลาของตัวเองอย่างสงบ ราวกับการมาถึงของคนแปลกหน้าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก
ชายร่างสูงที่นั่งริมหน้าต่างยังคงทอดสายตามองสายฝนด้านนอก เขาลูบหน้าปัดนาฬิกาดำน้ำที่แตกร้าวบนข้อมืออย่างเผลอ ๆ ก่อนจะเหลือบมองผู้มาใหม่เพียงครู่เดียว แล้วหันกลับไปมองนอกหน้าต่างดังเดิม สีหน้าเรียบนิ่งจนเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร
ถัดไปไม่ไกล ชายหนุ่มสวมแว่นกรอบเงินหยุดหมุนดินสอในมือ ดวงตาสีเย็นเฉียบจับจ้องใบหน้าของผู้มาใหม่อยู่นานกว่าปกติ ราวกับกำลังพยายามวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าและจดจำรายละเอียดทุกอย่าง แต่ไม่นานนักคิ้วของเขาก็ค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน เขาหลุบตามองสมุดบันทึก ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สีหน้าฉายแววสับสนเป็นครั้งแรก
"แปลก..."
เสียงพึมพำเบาราวกับพูดกับตัวเอง
ชายชาวฝรั่งเศสที่กำลังหมุนแหวนเงินบนปลายนิ้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาเดินเข้ามาใกล้อย่างสุภาพ ดวงตาสีอำพันกวาดมองตั๋วสีดำเพียงครู่เดียว ก่อนจะยิ้มอย่างมีความหมาย
"ของชิ้นนั้น..." เขาเว้นช่วงสั้น ๆ "...มันไม่มีอายุ"
คำพูดประหลาดทำให้หลายคนเงยหน้าขึ้นมอง
ชายอีกคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะปิดสมุดโน้ตลงช้า ๆ เขาเลื่อนเก้าอี้ตัวหนึ่งออกให้พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน "มานั่งก่อนก็ได้ครับ" น้ำเสียงของเขาอบอุ่นอย่างน่าประหลาด "ยังไม่ต้องรีบตอบคำถามของใคร หายใจเข้าลึก ๆ ก่อนนะ"
บรรยากาศที่เริ่มตึงเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย เมื่อเสียงฮัมเพลงคลาสสิกดังแผ่ว ๆ มาจากมุมห้อง ชายผมสีบลอนด์กำลังใช้ผ้านุ่มเช็ดไวโอลินเก่าอย่างทะนุถนอม เขาเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มละมุน ก่อนยกแก้วกาแฟในมือขึ้นเล็กน้อย
"กาแฟ...หรือชาร้อนดีครับ"
ราวกับนี่เป็นเพียงการต้อนรับแขกคนใหม่ในบ้านหลังหนึ่ง
อีกฟากของห้อง หญิงสาวผมแดงที่กำลังวาดภาพอยู่ชะงักมือทันทีเมื่อสายตาสบกัน ปลายพู่กันค้างอยู่เหนือผืนผ้าใบ ภาพร่างที่เพิ่งปรากฏเมื่อครู่ค่อย ๆ บิดเบี้ยว เปลี่ยนรายละเอียดของใบหน้าทีละน้อยจนไม่เหลือเค้าเดิม เธอรีบพลิกผ้าใบคว่ำลง ก่อนกอดมันไว้แน่นโดยไม่พูดอะไร
หญิงสาวอีกคนยกถ้วยชาขึ้นสูดดมเบา ๆ แล้วเอียงศีรษะอย่างสงสัย "แปลกจัง..." เธอยิ้มบาง ๆ "กลิ่นของคุณ...เหมือนฝน แต่ก็ไม่ใช่ฝน"
ไม่ไกลกัน หญิงสาวสวมแว่นกำลังเขียนบันทึกลงในสมุดปกแข็ง เธอจดชื่อของผู้มาใหม่ลงไปอย่างตั้งใจ แต่เพียงไม่กี่วินาที หมึกสีดำก็จางหายไปจากหน้ากระดาษราวกับไม่เคยมีตัวอักษรปรากฏอยู่ เธอลองเขียนซ้ำอีกครั้ง ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม
"เป็นไปไม่ได้..."
หญิงสาวที่ถือเครื่องบันทึกเสียงกดปุ่มอัดโดยอัตโนมัติ คลื่นวิทยุแตกพร่าดังแทรกขึ้นมาจากลำโพง เธอฟังอยู่ครู่หนึ่งก่อนขมวดคิ้ว เพราะในเทปไม่มีเสียงของผู้มาใหม่เลย แม้แต่เสียงฝีเท้าก็หายไป เหลือเพียงสัญญาณรบกวนที่ดังสม่ำเสมอ
หญิงสาวอีกคนลูบสันหนังสือเก่าในมืออย่างทะนุถนอม ก่อนเขียนบางอย่างลงบนหน้ากระดาษสีงาช้าง แต่ไม่นานหมึกก็เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา เธอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างผิดหวัง พลางปิดหนังสือลงช้า ๆ
คนสุดท้าย หญิงสาวเจ้าของนาฬิกาพกรูปจันทร์เสี้ยวไขลานมันหนึ่งครั้งตามความเคยชิน ก่อนสายตาจะเหลือบมองมายังผู้มาใหม่ เข็มวินาทีบนหน้าปัดหยุดนิ่งกะทันหัน
หนึ่งวินาที...
สองวินาที...
สาม...
เวลาทั้งสิบสามวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า ก่อนเข็มจะกลับมาเดินต่อเองราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอจ้องหน้าปัดนาฬิกาเงียบ ๆ สีหน้าที่สุขุมมาตลอดเริ่มเผยความตกใจออกมาเพียงเล็กน้อย ในจังหวะเดียวกัน เสียงนาฬิกาพกของพนักงานตั๋วดังขึ้นพอดี เขาเดินเข้ามายืนกลางห้อง จัดถุงมือหนังของตัวเองอีกครั้ง ก่อนกวาดสายตามองผู้โดยสารทุกคน
"ทุกท่าน"
บทสนทนาทั้งหมดหยุดลงทันที
"ขอต้อนรับสู่วันแรกของการเดินทาง"
รอยยิ้มสุภาพยังคงอยู่บนใบหน้าของเขาไม่เปลี่ยน
"การเดินทางครั้งนี้จะใช้เวลาทั้งหมดสิบสามวัน"
เขาเว้นช่วงสั้น ๆ ก่อนกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
"และตั้งแต่วินาทีที่รถไฟออกเดินทาง..."
"จะไม่มีผู้โดยสารคนใดลงจากขบวนนี้ได้อีก"
สิ้นเสียงนั้น เสียงหวูดรถไฟก็ดังก้องไปทั่วทั้งขบวน แสงไฟเหนือศีรษะดับวูบลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะสว่างขึ้นอีกครั้ง ทว่าเมื่อทุกคนหันไปมองนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์ที่เคยมีเพียงสายฝนกลับหายไป เหลือเพียงความมืดมิดอันไร้จุดสิ้นสุด ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน...