🍀 วันที่: ศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน 20xx
⌚️เวลา: 16.45 น.
👉 หมายเหตุ: ช่วงแดดร่มลมตก แสงอาทิตย์อัสดงเริ่มคล้อยต่ำ สาดทอแสงสีส้มทองอร่ามเคลือบไปทั่วผืนแผ่นดิน
📍อยู่ที่: ทางดินลูกรังเส้นเล็กเลียบทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน ซอยทางเดินเท้าเข้าสู่บ้านพักของ User
👉 หมายเหตุ: สองข้างทางขนาบด้วยต้นข้าวสีเขียวขจีไล่เฉดสีเหลืองตองอ่อนที่พริ้วไหวตามแรงลมสุดสายตา
🌁 บรรยากาศ: อบอุ่น นุ่มนวล ท้องฟ้ากลายเป็นสีแสดละมุนตา ลมโกรกชายทุ่งเอื่อยเฉื่อยพัดพาเอาความสบายใจและความรู้สึกปลอดภัยโชยมาเป็นระยะ
🌡️ อากาศ: แดดร่มลมตก อากาศเริ่มคลายความอบอ้าวจากตอนกลางวัน มีสายลมเย็นโชยพัดผ่านผิวให้ความรู้สึกสดชื่น
📣 เสียงประกอบ: เสียงใบข้าวเสียดสีกันซ่าๆ ตามแรงลม, เสียงจิ้งหรีดเรไรเริ่มระงมร้องเบาๆ, เสียงนกกาบินกลับรังเป็นฝูง และเสียงกระดึงไม้ไผ่ (โปง) ที่ผูกคอควายดังกังวานโป๊กเป๊กเป็นจังหวะเนิบนาบ
🌾🐃
เสียงลมเบรกของรถเมล์ประจำทางสีส้มคันเก่าพ่นลมดัง “ฟู่...” ก่อนจะจอดเทียบป้ายริมถนนใหญ่ท้ายหมู่บ้านเพื่อให้คุณก้าวขาลงมาอย่างไม่รีบร้อน การเดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับมหาวิทยาลัยที่ตั้งเยื้องห่างไกลออกไปในตัวเมืองกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่แสนคุ้นชินของ User ไปเสียแล้ว แม้ระยะทางจะดูเหนื่อยสำหรับคนอื่น แต่ค่ารถเมล์สายนี้สลึงตังค์แค่ออกรอบละ 10 บาทเท่านั้น มันจึงไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงหรือสิ้นเปลืองอะไรเลยสักนิด ตอนเช้าก็แค่ต้องตื่นนอนสู้กับความมืดตอนตีห้ากว่าๆ รีบทำกิจธุระส่วนตัวและเตรียมตัวให้เสร็จสรรพไม่เกินหกโมงเช้าเพื่อมารอขึ้นรถรอบแรก เรียนเสร็จตกเย็นก็นั่งรถเมลสายเดิมกลับมาลงที่จุดจอดเดิมแห่งนี้ เพื่อเดินเท้าเข้าซอยบ้านตัวเองต่ออีกเยื้องหนึ่ง ซึ่งระยะทางยาวพอกล่อมให้เหงื่อซึมได้เบาๆ
คุณกระชับสายกระเป๋าเป้สะพายหลัง ก้าวเดินไปตามทางดินลูกรังสีส้มอมแดงที่ทอดยาวลึกเข้าไปในตัวหมู่บ้าน เสียงย่ำฝีเท้าลงบนเศษกรวดหินดังกรวบกรับเคล้าไปกับเสียงธรรมชาติยามสี่โมงเย็นกว่า แสงแดดสีทองแก่ๆ สาดส่องเฉียงลงมากระทบผิวกาย ท้องฟ้าทิศตะวันตกพาดผ่านด้วยริ้วเมฆสีส้มอมชมพูสวยราวกับภาพวาด กลิ่นดินแห้งๆ และกลิ่นไอต้นข้าวโชยเตะจมูกชวนให้ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเรียนมาทั้งวัน
เดินไปได้เรื่อยๆ จนเกือบจะถึงช่วงโค้งคันนาท้ายหมู่บ้าน สายตาของคุณก็เหลือบไปเห็นเงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งกำลังเดินเนิบนาบอยู่บนคันนาดินฝั่งตรงข้าม
เงาร่างสูงใหญ่ถึง 183 เซนติเมตรอันแสนคุ้นตาตัวนั้น ร่างกายกำยำล่ำสันและแผ่นหลังกว้างคร้านแดดจัดจากการตรากตรำงานหนักซับแสงตะวันจนกลายเป็นสีทองเข้ม เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดเก่าสีพื้นตราหมากรุก มีผ้าขาวม้าผืนเก่งคาดอยู่ที่เอวหนา มือหนาและหยาบกร้านที่มีรอยแผลเป็นเล็กๆ จากเคียวและค้อนบาดจับเชือกจูงควายเอาไว้หลวมๆ กำลังประคับประคองเดินนำ "เจ้าค้ำคูณ" ควายเพศผู้ตัวใหญ่ขนสีดำขลับที่เป็นสมบัติชิ้นสำคัญของบ้าน ให้เดินเล็มหญ้าอ่อนริมคันนาอย่างใจเย็น ท่าทางของเขาดูนอบน้อมและกลมกลืนไปกับความเงียบสงบของท้องทุ่งนาจนดูอบอุ่นอย่างประหลาด
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมาตามทางดิน เจ้าค้ำคูณสะบัดหัวจนกระดึงไม้ไผ่ที่คอดัง โป๊กเป๊ก และนั่นทำให้ชายหนุ่มร่างใหญ่หันมามองตาม
พอเขาเห็นว่าเป็นคุณที่กำลังเดินสะพายเป้กลับมาจากเรียน ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาแบบชายไทยแสนซื่อตัวนั้นก็หลุดยิ้มกว้างออกมาทันที นัยน์ตาภายใต้แว่นตากรอบสีดำแฝงไปด้วยความจริงใจและประกายความอบอุ่นที่พุ่งออกมาอย่างปิดไม่มิด ต้นน้ำรีบกระตุกเชือกเจ้าค้ำคูณเบาๆ ให้หยุดเดิน ก่อนที่เขาจะยกมือหนาขึ้นมาดึงแว่นตาเบาๆ ด้วยท่าทางประหม่าและเจียมเนื้อเจียมตัวอันเป็นเอกลักษณ์เวลาที่ได้อยู่ใกล้คุณ
"อ้าว... เพิ่งกลับมาจากเรียนในเมืองเหรอครับUser"
น้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล และฟังดูปลอดภัยเอ่ยทักทายขึ้นมาอย่างอ่อนหวาน เขามีหางเสียง "ครับ" ให้คุณอย่างสุภาพเสมอไม่เคยเปลี่ยน ชายหนุ่มก้าวเดินตัดจากคันนาข้ามมายังฝั่งทางเดินดินลูกรัง โดยมีเจ้าค้ำคูณเดินต้วมเตี้ยมตามหลังมาอย่างเชื่องๆ พอเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าคุณ ลมชายทุ่งพัดผ่านพาเอากลิ่นอายแดดอ่อนๆ และกลิ่นละอองฟางจากตัวเขาโชยมา บรรยากาศรอบตัวในตอนนั้นมันช่างดูนุ่มนวล เงาวาวด้วยแสงแดดสะท้อนยอดข้าว ราวกับโลกทั้งใบแช่แข็งอยู่ในความอบอุ่นสบายใจยามเย็นซะเหลือเกิน
รอยยิ้มบางๆ ของคุณที่ส่งกลับไปแทนคำทักทาย ทำเอาชายหนุ่มร่างใหญ่ถึงกับประหม่าจนต้องยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองเบาๆ บรรยากาศระหว่างคนสองคนที่ยืนอยู่บนทางเดินดินลูกรัง ท่ามกลางแสงทองของยามเย็นมันช่างเงียบสงบและละมุนละไม ราวกับมีเพียงแค่เสียงลมหายใจและเสียงกระดึงไม้ไผ่ของเจ้าค้ำคูณที่ดังกังวานเป็นจังหวะเท่านั้น
แต่ทว่า... ความเงียบสงบอันแสนหวานนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างกะทันหัน
"โอ๊ยยยย... นกเขาขันจุ๊กกรู๊ จุ๊กกรู๊... เบิ่งผู้อยู่ซ้อนท้าย ผู้สาวไผมาคืองามแท้หนอออ~"
เสียงร้องเพลงลูกทุ่งหมอลำที่ยานคางและเพี้ยนหลุดคีย์ ดังแทรกมากับสายลมพร้อมกับเสียงหัวเราะ "เอิ๊กอาก" อย่างอารมณ์ดี เมื่อคุณและต้นน้ำหันไปมองตามเสียง ก็เห็นร่างของชายสูงวัยสองคนกำลังเดินโอบคอกันโซเซประคองร่างมาตามทางโค้งของคันนา ทั้งคู่คือ 'ตาสา' และ 'ลุงนวย' ขาประจำวงเหล้าขาวแห่งหมู่บ้านเรานี่เอง
ตาสาในชุดเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตที่ปลดกระดุมโชว์พุงพลุ้ย ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยนั้นแดงก่ำลามไปถึงใบหูเพราะฤทธิ์ของเหล้าขาวผสมยาดองที่เพิ่งกรึ่มๆ มาจากท้ายซอย ในมือของแกยังคงถือขวดเครื่องดื่มสีอำพันแกว่งไปมา ส่วนลุงนวยที่เดินขากะเผลกนิดๆ ก็หัวเราะร่วนจนตาหยี เดินพยุงกันมาตรึกๆ ตรักๆ ตามประสาคนเมาได้ที่
พอสายตาฝ้าฟางของตาสาปะทะเข้ากับร่างของต้นน้ำและคุณที่ยืนอยู่ด้วยกัน แกก็หยุดชะงัก ชี้มือไม้สั่นๆ มาทางพวกคุณก่อนจะส่งเสียงแซวดังลั่นทุ่ง
"ฮ่วย! บักต้นน้ำ! มึงมาจูงบักค้ำคูณเล็มหญ้า หรือมึงมาสุ่มจูงใจไผอยู่แถวนี้ล่ะหว่า!" ตาสาตะโกนแซวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความหยอกล้อ
ลุงนวยที่ยืนโอนเอนอยู่ข้างๆ พอได้ยินเพื่อนซี้เปิดประเด็น ก็ตบเข่าฉาด หัวเราะร่วนจนเห็นฟันหลอ "เอ้อออ! แม่นความมึงตาสา! เบิ่งติล่ะ เบิ่งหน้าบักทึกมันติล่ะ แดงกวาเหล้ายาดองขวดมึงอีกเด้นั่น! ฮ่าๆๆๆ"
คำแซวซื่อๆ แบบตรงไปตรงมาตามประสาคนแก่ขี้เมา ทำเอาบรรยากาศที่เคยเงียบสงบเปลี่ยนเป็นความครื้นเครงแบบชาวบ้านขึ้นมาทันที ต้นน้ำที่ปกติเป็นคนขี้อายและเจียมตัวอยู่แล้ว ถึงกับทำตัวไม่ถูก ชายหนุ่มร่างใหญ่รีบก้าวเท้าเบี่ยงตัวมายืนบังข้างหน้าคุณไว้เล็กน้อย คล้ายกับสัญชาตญาณที่อยากจะปกป้องไม่ให้คุณถูกผู้เฒ่าแซวไปมากกว่านี้ แต่ท่าทางของเขาก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยความนอบน้อม
"ตาครับ ลุงนวยครับ... ย่างดีๆ ระวังลื่นคันนาเด้อครับ" ต้นน้ำรีบยกมือไหว้ผู้อาวุโสทั้งสองด้วยความสุภาพ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่พยายามกดให้เป็นปกติที่สุด "อย่าไปแซว User เพิ่นเลยครับ เพิ่นเพิ่งเลิกเรียนนั่งรถกลับมาเหนื่อยๆ... เดี๋ยวเพิ่นสิรำคาญเอาครับ"
แม้ปากจะบอกปัดไปแบบนั้น แต่ใบหน้าคร้านแดดและใบหูของอ้ายหนุ่มไทบ้านกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด จนไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงแดดยามเย็นที่สาดส่อง หรือเพราะความเขินอายที่ถูกจี้ใจดำกันแน่
ตาสาเห็นอาการลุกลี้ลุกลนของเด็กหนุ่มที่ตัวเองเอ็นดูมาแต่เล็กแต่น้อย ก็ยิ่งชอบใจ แกโบกมือหยอยๆ ยิ้มกว้างจนตาปิด "เอ้อๆๆ ข้าบ่กวนดอกๆ ฮู้หรอกว่าไผเป็นไผ ย่านแต่ผู้สาวเพิ่นสิรำคาญนั่นแหละ บักพ่อเสาหลักเอ๊ย! ไปเว้ยอ้ายนวย! เฮาไปกินต่อเฮือนผู้ใหญ่สมานพู่น ปล่อยให้หนุ่มสาวเพิ่นจูงควายเว้ากันไป!"
"เออๆ ไปๆ บักต้นน้ำ มึงกะดูแลผู้สาวเพิ่นดีๆ เด้อ ย่างกลับเฮือนดีๆ ล่ะ!" ลุงนวยสมทบก่อนจะหัวเราะเอิ๊กอากกันสองคนตาเถร เดินกอดคอโซเซร้องเพลงลูกทุ่งทิ้งห่างออกไปตามทางดิน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นละอองเหล้าขาวจางๆ ที่ลอยมากับสายลมแล้วจางหายไป
เมื่อเสียงหัวเราะของผู้เฒ่าทั้งสองไกลออกไปจนลับตา ท้องทุ่งนาก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงใบข้าวที่เสียดสีกันเบาๆ ต้นน้ำหันกลับมามองหน้าคุณ มือหนาที่จับเชือกจูงควายอยู่บีบเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความประหม่า เขาก้มหน้าลงนิดๆ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันก่อนจะระบายยิ้มบางๆ ที่ดูซื่อตรงและจริงใจ
"ขอโทษแทนตาสากับลุงนวยนำเด้อครับ... ผู้เฒ่าเพิ่นเมาแล้วกะมักเว้าหยอกเว้าแซวไปทั่วแบบนี้ล่ะครับ User อย่าถือสาเพิ่นเลยเด้อ"
เสียงทุ้มๆ ที่เอ่ยขอโทษพร้อมกับแววตาที่สบมองมา มันเต็มไปด้วยความเกรงใจและห่วงใยความรู้สึกของคุณอย่างสุดซึ้ง ท่ามกลางบรรยากาศแดดร่มลมตกและกลิ่นไอดิน ความอบอุ่นจากผู้ชายซื่อๆ คนนี้มันยิ่งชัดเจนและซึมลึกเข้าไปในหัวใจอย่างช้าๆ ราวกับความหวานละมุนที่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของวิถีชีวิตบ้านนาแห่งนี้