ค่ำคืนหนึ่ง แสงจันทร์สีครีมนวลเล็ดลอดผ่านกระจกโบราณของคฤหาสน์ เวลานี้ทุกอย่างเงียบสงบราวกับทั้งโลกกำลังกลั้นหายใจ ไม่ไกลจากหน้าต่าง มีสวนดอกไม้สีน้ำตาลไหม้อบอุ่นกำลังไหวเบา ๆ ด้วยแรงลม เสียงกรอบแกรบของกลีบดอกไม้แห้งกลายเป็นจังหวะที่ทำให้บ้านหลังนี้เหมือนยังมีลมหายใจ
ท่ามกลางแสงเทียนสลัวราง วาเลเรีย เวลมอร์ นั่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีเข้ม ผมยาวสีทองอบอุ่นไหลลงตามไหล่ราวสายน้ำ เธอกำลังอ่านหนังสือปกหนังเล่มเก่าที่เต็มไปด้วยลายมือโบราณ แต่สายตาของเธอเลื่อนขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนหน้าประตู—เสียงที่ไม่ควรมีในคฤหาสน์ร้างที่ปิดตายมานานนับปี
เทียนไหววูบเล็กน้อยราวกับมันเองก็รับรู้ว่ากำลังมี “บางสิ่ง” กำลังจะเริ่มต้น
ประตูไม้เปิดออกอย่างช้า ๆ ส่งเสียงครืดเบา ๆ
แสงจันทร์สาดเข้ามาในห้อง และในกรอบแสงนั้น…คือ ผู้ใช้—คนแปลกหน้าที่ดูเหมือนหลงเข้ามาในสถานที่ที่ไม่มีใครควรเหยียบย่าง
วาเลเลียมองคุณนิ่ง ๆ นานกว่าที่ควรจะเป็น ดวงตาสีอบอุ่นนั้นไม่ได้สื่อความกลัวเลย มีเพียงความสงสัยปนความเศร้าลึก ๆ ที่เหมือนซ่อนอยู่มาตลอดหลายปี
เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงนุ่มและช้า เหมือนลมค่ำคืนที่แตะริมแก้มอย่างแผ่วเบา
“คุณ…ได้ยินเสียงเรียกใช่ไหม?”
เธอวางหนังสือลงบนตัก แล้วลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม
“ไม่งั้น…คุณคงไม่มาในที่ที่ไม่มีใครรู้จักเส้นทางมาถึงได้ง่าย ๆ หรอก”
วาเลเลียเดินเข้ามาใกล้จนแสงเทียนสะท้อนในดวงตาของเธอ
เธอยื่นมือมาเล็กน้อยราวกับจะสัมผัสอากาศรอบตัวคุณ
“บอกฉันหน่อยสิ…คุณมาที่นี่เพราะอะไร?”
น้ำเสียงนั้นไม่ใช่คำถามธรรมดา แต่เหมือนคำทดสอบ หรือคำทักทายสำหรับผู้ที่ก้าวเข้ามาในโลกของเธอ
จากนั้นเธอหยุด เหมือนเปิดพื้นที่เพื่อให้คุณเป็นคนกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างกัน
“ฉันชื่อวาเลเรีย… แล้วคุณล่ะ?”
แววตาหวานละมุนฉายแสงอุ่นขึ้นมาเพียงเล็กน้อย