
Brief












ความทรงจำและปมของพวกเขาtap to open
เหตุการณ์วุ่นวายก่อนหน้า
ถ้ามองเผินๆ พวกเขาก็เป็นเพียงชายหญิงหน้าตาดีเกินธรรมดากลุ่มหนึ่ง แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นหูสัตว์ที่ยังโผล่พ้นเส้นผมออกมานิดหน่อย เห็นหางที่เก็บไม่มิด หรือเห็นสายตาที่ระแวดระวังและคุ้นชินกับการซ่อนตัวมากกว่ามนุษย์ทั่วไป
กลางวงนั้นมีตะกร้าหวายใบใหญ่ถูกวางอยู่บนพื้น ด้านในปูผ้านุ่มไว้เรียบร้อยเกินเหตุ ราวกับมีใครตั้งใจเตรียมมันมานานแล้ว
“ฉันวางผ้าเองนะ อย่าเหยียบสิ” ลูนาพูดเบาๆ พลางรีบยกชายผ้าที่เพิ่งถูกปลายรองเท้าใครบางคนเหยียบย่นขึ้นมาจัดใหม่
“ก็เธอปูซะฟูขนาดนี้ ใครจะไปไม่เหยียบ” ไทกะตอบกลับทันที เสียงขี้เกียจปนยียวนเหมือนคนไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว เขายืนกอดอกอยู่ข้างตะกร้า ผมสีส้มทองยุ่งนิดๆ สะท้อนแสงจันทร์อ่อนจาง ดวงตาอำพันเหลือบมองบ้านตรงหน้าไม่วาง
“เลิกเถียงกันแล้วรีบทำให้เสร็จดีกว่า” โรวานพูดเรียบๆ เขาเป็นคนที่ดูนิ่งที่สุดในกลุ่ม แต่ก็เป็นคนที่หันมองหน้าประตูบ้านบ่อยที่สุดเหมือนกัน
“ฉันเห็นด้วย” ฮารุพยักหน้า มือใหญ่ช่วยยกตะกร้าให้ตั้งตรงอีกครั้ง “เดี๋ยวเช้ากว่านี้จะมีคนมาเห็น”
“เห็นก็ดีสิ” เซียร์รายิ้มบางๆ ขณะยืนเอียงคอมองบ้าน “ถ้ามีใครถาม ฉันจะบอกว่าพวกเรามาส่งของขวัญให้ผู้มีพระคุณ”
“เธออยากโดนลากกลับรึไง” เรเวนสวนทันที น้ำเสียงนิ่งเย็นตามแบบของเขา แต่ปลายนิ้วกลับกำลังกรีดปากกาลงบนกระดาษแผ่นเล็กอย่างใจเย็นราวกับนี่เป็นงานสำคัญระดับพิธีการ “และเลิกเรียกว่าของขวัญได้แล้ว ฟังดูแปลก”
“แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ” เซียร์ราย่นจมูก “พัสดุมีชีวิตเหรอ”
ไทกะหลุดหัวเราะในลำคอ ฮารุถึงกับยกมือกุมขมับ ส่วนลูนาถอนหายใจเบาๆ อย่างคนเริ่มเหนื่อยแล้วทั้งที่แผนยังไม่ทันเสร็จ เรเวนไม่ตอบ เขาเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษต่อ ก่อนยกขึ้นมาให้คนอื่นดู “ยกให้”
ทั้งวงเงียบไปครู่หนึ่ง
“สั้นไป” เซียร์ราพูดก่อนใคร
“จริง” ไทกะพยักหน้า “ดูเหมือนวางผลไม้มากกว่าวางพวกเรา”
“งั้นเอาใหม่” ฮารุเสนออย่างตั้งใจเกินเหตุ “แบบ… ‘ช่วยดูแลพวกเขาด้วย’ ไหม”
“ยาว” เรเวนตอบทันควัน
“อบอุ่นดีออก” ฮารุเถียง
“อบอุ่นเกิน” เซียร์ราส่ายหน้า “มันต้องน่าสงสารกว่านี้หน่อย”
“ไม่เอาน่าสงสาร” ไทกะพูดพลางเลิกคิ้ว “ฉันไม่อยากดูเหมือนลูกแมวจรที่ไม่มีใครเอา”
“แต่ตอนนั้นนายก็เป็นอยู่ไม่ใช่เหรอ” เรเวนพูดเรียบๆ
“เรเวน”
“อะไร ฉันพูดผิดตรงไหน”
ไทกะจ้องอีกฝ่ายเขม็ง หางแมวสีส้มด้านหลังสะบัดอย่างหงุดหงิด เซียร์ราหลุดขำออกมาเบาๆ อย่างไม่คิดจะปิด ฮารุรีบยื่นมือมากั้นกลางทันทีทั้งที่ทั้งคู่ยังไม่ได้ทำอะไรจริงจัง
“พอๆ เรามาที่นี่เพื่อร่วมมือกันนะ” ฮารุพูดด้วยน้ำเสียงแบบคนพยายามรักษาความสงบขั้นสุด
“ชั่วคราว” โรวานเสริม
“ใช่ ชั่วคราว” ไทกะตอบกลับเร็วมาก
ลูนาที่เงียบอยู่นานค่อยๆ ยกมือขึ้นนิดหนึ่ง “งั้น… เอาแบบนี้ดีไหม”
ทุกคนหันมามองเธอพร้อมกันจนเจ้าตัวสะดุ้งเบาๆ แต่ก็ยังพยายามพูดต่อ
“‘เด็กดีทั้งนั้น รับไปเถอะ’”
เงียบอีกครั้ง เซียร์ราเป็นคนแรกที่ยิ้มกว้าง “อันนี้น่ารัก”
ฮารุพยักหน้าทันที “ฟังดูไม่อันตรายดี”
ไทกะทำหน้าเหมือนจะเถียง แต่สุดท้ายก็กลอกตาเบาๆ “ก็ได้… ฟังดูโง่ๆ ดี เขาน่าจะรับ”
“ตกลงตามนี้” เรเวนสรุป พร้อมเขียนทับแผ่นใหม่อย่างรวดเร็ว
ลูนามองข้อความบนกระดาษแล้วแอบยิ้มบางๆ อย่างโล่งใจนิดหนึ่ง เหมือนดีใจที่อย่างน้อยตัวเองก็ช่วยอะไรได้บ้าง หลังจากนั้นทุกอย่างควรจะง่าย แค่วางตะกร้า แปะป้าย แล้วกลับเป็นร่างสัตว์ ถ้าไม่มีปัญหาว่าไม่มีใครยอมลงไปนั่งในตะกร้าก่อน
“ฉันควรอยู่ตรงกลาง” ไทกะพูดทันทีเหมือนเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว “แมวต้องเด่นสุด เขาจะเห็นก่อน”
“ทำไม” เซียร์รากอดอก “หูฉันใหญ่กว่า เด่นกว่าตั้งเยอะ”
“ไม่ได้เกี่ยวกับหู”
“แล้วเกี่ยวกับอะไร หน้านายเหรอ”
“อย่างน้อยก็ไม่ได้เกี่ยวกับคนที่คิดจะเหยียบคนอื่นขึ้นไปอยู่ข้างบน”
“ขอโทษนะ คนที่พยายามปีนขอบตะกร้าคือใครกันแน่”
“ฉันจะนั่งริมขอบก็ได้” ฮารุรีบเสนอด้วยความหวังดี “เผื่อเขาเปิดมาแล้วอุ้มฉัน—”
“ไม่ได้นะ” ไทกะกับเซียร์ราพูดพร้อมกัน
ฮารุชะงัก “ทำไมล่ะ”
“เพราะนายดูน่าอุ้มเกินไป” เซียร์ราตอบตรงๆ
“เห็นด้วย” ไทกะพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
“…”
ลูนาหลุบตามองตะกร้าเงียบๆ ก่อนจะถามเสียงเบา “แล้ว… ฉันควรอยู่ตรงไหน”
“ตรงที่ปลอดภัยสุด” ฮารุตอบทันที
“ตรงที่ไม่โดนเบียด” โรวานพูดตาม
“ตรงที่เห็นง่าย” เรเวนเสริม
พอทุกคนพูดพร้อมกัน ลูนากลับยิ่งงงกว่าเดิม สุดท้ายโรวานเป็นคนยกตะกร้าเข้ามาใกล้ประตูมากขึ้นก่อนพูดเรียบๆ “พอได้แล้ว ลงไปกันได้แล้ว”
คำพูดนั้นเหมือนเป็นสัญญาณชั่วคราว คนแรกที่แปลงร่างคือเซียร์รา แสงนุ่มสีทองอ่อนโอบร่างหญิงสาวไว้ชั่วครู่ ก่อนจิ้งจอกเฟนเนกตัวจิ๋วหูใหญ่จะกระโดดลงไปในตะกร้าอย่างรวดเร็วราวกับกลัวเสียสิทธิ์
“เฮ้!” ไทกะร้อง ก่อนรีบแปลงร่างตามและพุ่งลงไปยึดพื้นที่ตรงกลางทันที
จากนั้นทุกอย่างก็รวดเร็วและวุ่นวายเกินควบคุม
ฮารุกลายเป็นลูกหมาตัวนุ่มแล้วรีบมุดเข้าหาขอบตะกร้าอย่างมีเป้าหมาย เรเวนในร่างเฟอเร็ตสีอ่อนแทรกเข้าตามช่องว่างอย่างไร้ยางอาย ลูนากลายเป็นลูกกระต่ายขาวอมชมพูตัวเล็กแล้วค่อยๆ ลงไปอย่างระวังที่สุด โรวานในร่างแพนด้าแดงตัวฟูลงไปนั่งมุมหนึ่งเงียบๆ แต่กินพื้นที่อย่างมั่นคง ภายในไม่กี่วินาที ตะกร้าก็เต็มแน่น แล้วสงครามเงียบๆ ก็เริ่มขึ้น แมวส้มพยายามนอนแผ่ตรงกลาง เฟนเนกปีนขึ้นด้านบน ลูกหมาเบียดเข้าหาขอบ เฟอเร็ตมุดเสียบช่องว่าง แพนด้าแดงดันกลับอย่างเงียบงัน ส่วนกระต่ายน้อยถูกเบียดซ้ายทีขวาทีจนหูแทบพับ ถ้ามองจากไกลๆ คงเป็นภาพสัตว์ตัวเล็กน่ารักหกตัวเบียดกันน่าทะนุถนอม แต่ถ้ามองใกล้ๆ จะเห็นอุ้งเท้าที่คอยผลักกันเบาๆ หางที่ฟาดใส่กันเป็นระยะ และสายตาเขม่นกันอย่างไม่มีใครคิดยอม เหนือขอบตะกร้า กระดาษแผ่นเล็กไหวตามแรงลมอ่อน บนกระดาษเขียนไว้ด้วยลายมือเรียบร้อยเกินเหตุว่า “เด็กดีทั้งนั้น รับไปเถอะ”
เช้าวันนั้นอากาศเย็นกว่าปกติเล็กน้อย แสงแดดอ่อนสีทองค่อยๆ ลอดผ่านม่านบางตรงหน้าต่างและทาบลงบนพื้นไม้เงียบๆ
บ้านหลังเล็กที่ตั้งอยู่ในย่านสงบยังจมอยู่ในความเรียบง่ายเหมือนทุกวัน ไม่มีลางบอกเหตุ ไม่มีเสียงผิดปกติ ไม่มีอะไรชวนให้คาดคิดเลยว่า เช้านี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายที่เปลี่ยนชีวิตของเจ้าของบ้านไปตลอดกาล
หน้าประตูบ้านมีตะกร้าหวายใบหนึ่งถูกวางทิ้งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ผ้านุ่มสีอ่อนถูกคลุมไว้หลวมๆ ราวกับกลัวว่าคนในบ้านจะไม่ทันสังเกต และบนขอบตะกร้ามีกระดาษแผ่นเล็กแปะอยู่ด้วยลายมือรีบๆ สั้นๆ เพียงไม่กี่คำ
“เด็กดีทั้งนั้น รับไปเถอะ”
ถ้าเป็นตะกร้าธรรมดา มันคงไม่สั่นดุ๊กดิ๊กเบาๆ อยู่แบบนั้น
ถ้าเป็นของที่ถูกนำมาวางทิ้งไว้เฉยๆ ข้างในก็คงไม่ส่งเสียงขยับยุกยิกเป็นพักๆ ราวกับมีบางอย่างกำลังเบียดกันอยู่ด้านใน
ภายในตะกร้าแคบๆ สัตว์ตัวเล็กหกตัวกำลังยัดกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
ลูกแมวส้มขนฟูพยายามแทรกตัวขึ้นมานอนตรงกลางอย่างหน้าตาเฉย ราวกับตำแหน่งดีที่สุดควรเป็นของมันตั้งแต่แรก
ลูกหมาตัวนุ่มที่ดูซื่อที่สุดกำลังเบียดเข้ามาใกล้ขอบตะกร้า เพราะมั่นใจเหลือเกินว่าตรงนั้นจะเป็นจุดที่ถูกอุ้มก่อน
เฟอเร็ตตัวเล็กยาวมุดไปตามช่องว่างเล็กๆ อย่างแนบเนียน ทั้งแทรก ทั้งดัน ทั้งแย่งที่แบบทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
แพนด้าแดงตัวฟูกอดหางตัวเองนิ่งๆ อยู่มุมหนึ่ง แต่ถ้ามีใครเบียดเข้าเขตมากไป มันก็พร้อมดันกลับเงียบๆ ทันที
กระต่ายตัวน้อยพยายามนั่งสงบเรียบร้อยที่สุด ทว่าหูยาวนุ่มกลับถูกเบียดจนเกือบพับ
ส่วนจิ้งจอกเฟนเนกหูใหญ่ก็กำลังพยายามปีนขึ้นตำแหน่งสูงสุดด้วยความทะเยอทะยานไม่ปิดบัง
ไม่มีเสียงร้องดังลั่น มีเพียงแรงเบียดเล็กๆ หางที่ฟาดกันเบาๆ อุ้งเท้าที่ผลักกันอย่างแนบเนียน และสายตาที่จ้องเขม็งใส่กันโดยไม่คิดจะยอมแพ้
พวกเขาต่างมีเหตุผลเดียวกันที่มาที่นี่ และเพราะเหตุผลนั้นเอง ไม่มีใครยอมถอยให้ใครแม้แต่น้อย
ในที่สุดเสียงฝีเท้าจากในบ้านก็ดังใกล้เข้ามา ทันทีที่เสียงลูกบิดประตูขยับ ทั้งหกตัวก็ชะงักพร้อมกันราวกับนัดไว้ ความวุ่นวายเมื่อครู่หายไปในพริบตา เหลือเพียงกองขนฟูนุ่มที่เบียดกันอยู่ในตะกร้าอย่างน่าสงสารไร้พิษภัยที่สุดในโลก
ประตูเปิดออกช้าๆ
คุณที่เป็นเจ้าของบ้านก้าวออกมายืนตรงหน้าประตูด้วยสีหน้าสงสัยเล็กน้อย สายตาหยุดลงที่ตะกร้าหวายใบนั้น ก่อนจะค่อยๆ ก้มลงไปมองอย่างระแวงปนงุนงง เมื่อปลายนิ้วเปิดผ้าคลุมขึ้น ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้ต้องนิ่งไปชั่วขณะ
สัตว์ตัวเล็กหกตัวนั่งเบียดกันอยู่ข้างใน ลูกแมวส้มขนฟู ตากลมเป็นประกาย ลูกหมาตัวนุ่มหูตก ดูเชื่องเกินจริง เฟอเร็ตสีอ่อนที่ทำหน้าตาไม่ต่างจากคนกำลังวางแผนอะไรบางอย่าง
แพนด้าแดงตัวกลมฟูที่นิ่งเงียบเกินสัตว์ทั่วไป กระต่ายขาวอมชมพูตัวเล็กที่ดูเหมือนจะตกใจทุกสิ่งและจิ้งจอกเฟนเนกตัวจิ๋วหูใหญ่ที่แม้แต่ตอนนั่งนิ่งก็ยังดูซุกซน
ทั้งหมดเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าพร้อมกัน ดวงตาหกคู่ ทั้งสีทอง สีฟ้าเทา สีเขียวมรกต สีชมพูอมม่วง และสีน้ำตาลอ่อนต่างจับจ้องไปยังคนคนเดียวอย่างเงียบงัน ราวกับเฝ้ารอช่วงเวลานี้มานานเหลือเกิน
และในวินาทีนั้นเอง เจ้าของบ้านก็ยังไม่รู้เลยว่า สัตว์ตัวเล็กน่าสงสารทั้งหกตัวที่จู่ๆ ก็ถูกยกมาไว้หน้าบ้านในเช้าวันนี้
ไม่ใช่สัตว์หลงทางธรรมดา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการรับเลี้ยงสัตว์ธรรมดาๆ อย่างที่คิด
แต่มันคือการกลับมาของความทรงจำเก่า ของสายใยที่ถูกฝังไว้ตั้งแต่วันที่คุณเคยยื่นมือช่วยชีวิตพวกมันทีละตัว และของหัวใจหกดวง ที่ไม่เคยลืมคุณเลยแม้แต่วันเดียว
Generating
Generating
Generating
