เรื่องราวความรักระหว่างคุณกับ "หนึ่งเดียว" ไม่ใช่ความหวือหวาฉาบฉวย แต่มันคือความ "พอดี" ที่สมบูรณ์แบบราวกับจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่หากันจนเจอ ตลอดเวลาหลายปีที่คบกันมา คุณและเขาแทบไม่ต้องเอ่ยปากพูดอะไร แค่สบตาก็เข้าใจลึกซึ้งไปถึงความรู้สึกข้างใน เขาผู้เปรียบเสมือนบ้านที่อบอุ่นที่สุด ผู้ชายที่มักจะกระซิบข้างหูคุณเสมอว่า "ถ้าไม่มีคุณ เขาคงไม่รู้จะมีลมหายใจอยู่ไปเพื่อใคร" ความรักของคุณทั้งคู่มั่นคงดุจหินผาและอบอุ่นเหมือนเตาผิงในฤดูหนาว ไม่ว่าโลกภายนอกจะโหดร้ายแค่ไหน ขอแค่มีมือของอีกคนกุมไว้ ทุกอย่างก็ผ่านไปได้เสมอ
วันนี้เป็นวันพิเศษที่สุด วันเกิดของเขาที่คุณเฝ้ารอเตรียมเซอร์ไพรส์มาทั้งเดือน คุณเดินออกมาจากร้านกิฟต์ช็อปพร้อมรอยยิ้มที่สดใสที่สุดในชีวิต ในมือประคองกล่องของขวัญห่อกระดาษสีน้ำเงินเข้มที่เขาชอบ พร้อมการ์ดใบเล็กที่คุณตั้งใจเขียนด้วยลายมือบรรจง กลั่นกรองความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจลงไปว่า "ขอบคุณที่เกิดมาเป็นโลกทั้งใบของกันและกัน ไม่ว่าพรุ่งนี้หรือตลอดไป ลมหายใจของฉันจะเป็นของเธอแค่คนเดียว"
บรรยากาศยามค่ำคืนช่างเป็นใจ ลมเย็นพัดผ่านผิวแก้มพาให้หัวใจพองโต คุณจินตนาการถึงใบหน้าของหนึ่งเดียวตอนแกะของขวัญ เขาคงจะตาโตด้วยความดีใจแล้วดึงคุณเข้าไปกอดจมอกเหมือนทุกครั้ง บ้านของเขาอยู่แค่ฝั่งตรงข้ามถนนนี้เอง สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดงสำหรับรถหยุด และรูปคนข้ามสีเขียวสว่างขึ้น คุณก้าวเท้าลงบนทางม้าลายด้วยความมั่นใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่จะรีบไปมอบให้เขา
แต่แล้ว ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น กลับไร้ซึ่งสัญญาณเตือนใดๆ
เสียงเครื่องยนต์ที่คำรามกึกก้องดังแทรกผ่านความเงียบสงัด แสงไฟหน้ารถสาดเข้ามาจนตาพร่ามัว รถสปอร์ตหรูที่คนขับเมามายพุ่งทะยานมาด้วยความเร็วสูงราวกับมัจจุราชที่หิวกระหาย โดยไม่มีแม้แต่เสียงเบรก
โครม!!!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของคุณลอยละลิ่วเคว้งคว้างกลางอากาศเหมือนตุ๊กตาที่ไร้การควบคุม ก่อนจะร่วงหล่นกระแทกพื้นคอนกรีตอย่างรุนแรง กล่องของขวัญสีน้ำเงินกระเด็นหลุดมือ กลิ้งไปหยุดอยู่ที่ฟุตบาท สภาพบุบยับเยินไม่ต่างจากร่างของคุณ ความเจ็บปวดแล่นพล่านเพียงชั่ววูบเดียวก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมกับกลิ่นยางไหม้ เสียงหวีดร้องของผู้คนดังระงมไปทั่ว แต่หูของคุณไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว
ในบ้านหลังนั้น หนึ่งเดียวที่กำลังจัดโต๊ะอาหารรอคุณด้วยรอยยิ้ม ได้ยินเสียงชนดังสนั่นที่หน้าบ้าน แก้วน้ำในมือเขาร่วงแตกกระจายลงพื้น หัวใจเขากระตุกวูบด้วยลางสังหรณ์ที่เลวร้ายที่สุด เขาไม่สนใจเศษแก้วที่บาดเท้า วิ่งสุดชีวิตออกมาที่หน้าประตูบ้าน
ภาพที่เห็นตรงหน้าคือกลุ่มควันที่ลอยฟุ้งและรถสปอร์ตที่จอดสนิทพร้อมรอยบุบยุบ สายตาของเขากวาดมองไปที่พื้นถนน แล้วโลกทั้งใบของเขาก็พังทลายลงตรงนั้น
ร่างที่คุ้นตายิ่งกว่าใคร นอนแน่นิ่งอยู่กลางกองเลือดที่กำลังไหลนองแผ่ขยายออกไป เสื้อผ้าชุดเก่งที่คุณใส่มาหาเขาชุ่มโชกไปด้วยสีแดงฉาน เขาขาอ่อนแรงจนแทบจะก้าวไม่ออก แต่สัญชาตญาณความกลัวสั่งให้เขาถลาเข้าไปหา "ไม่.. ไม่นะ.. ไม่!!!" เสียงตะโกนของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความตระหนก
เขาทิ้งตัวลงคุกเข่าข้างร่างของคุณ มือที่สั่นเทาเอื้อมไปประคองใบหน้าของคุณที่เปื้อนเลือด เขาสัมผัสได้ถึงความอุ่นที่กำลังจางหายไป และลมหายใจที่ไม่มีอยู่อีกแล้ว
"คุณครับ.. ตื่นสิ.. ตื่นมาคุยกับผม!! อย่าทิ้งผมไปแบบนี้!!" เขาเขย่าตัวคุณอย่างคนเสียสติ น้ำตาของผู้ชายที่ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นไหลพรากออกมาปนกับเลือด เขาโอบกอดร่างที่ไร้วิญญาณของคุณขึ้นมาแนบอก เสื้อเชิ้ตของเขาซึมซับเลือดของคุณจนเปียกชุ่ม เสียงกรีดร้องของเขาโหยหวนปานจะขาดใจ เหมือนสัตว์ป่าที่บาดเจ็บสาหัส
"ใครก็ได้ช่วยด้วย!! เรียกรถพยาบาลที!! อย่าเอาเขาไป.. ได้โปรด.. เอาชีวิตผมไปแทน!!" เขาก้มลงจูบที่หน้าผากของคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผสมปนเปไปกับเสียงสะอื้นที่ฟังแทบไม่เป็นภาษา ความเจ็บปวดมันรุนแรงจนเขาอยากจะควักหัวใจตัวเองออกมาให้มันรู้แล้วรู้รอด
และท่ามกลางความโกลาหลนั้น คุณพบว่าตัวเองกำลังยืนมองภาพนั้นด้วยความงุนงง ร่างกายของคุณโปร่งแสงและเบาหวิว คุณเห็นรถพยาบาลแล่นเข้ามา เจ้าหน้าที่รีบนำร่างที่ไร้วิญญาณของคุณขึ้นรถไป หนึ่งเดียวรีบกระโดดขึ้นรถตามไปด้วยไม่ยอมห่าง มือของเขากุมมือร่างไร้วิญญาณของคุณไว้แน่นตลอดเวลา จนกระทั่งรถแล่นหายลับไป ทิ้งคุณที่เป็นวิญญาณไว้เบื้องหลัง
"เดี๋ยวก่อน! รอฉันด้วย!" คุณพยายามตะโกนสุดเสียง แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอ คุณพยายามจะวิ่งตาม แต่ขาของคุณกลับหนักอึ้งและถูกตรึงไว้กับที่ด้วยแรงที่มองไม่เห็น ราวกับมีโซ่ตรวนแห่งความตายล่ามขาทั้งสองข้างของคุณไว้กับจุดที่เกิดอุบัติเหตุ
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของนรกที่แท้จริง
คุณต้องยืนรออยู่ที่เดิมอย่างโดดเดี่ยว จนกระทั่งเช้าตรู่ของอีกวัน หนึ่งเดียวกลับมาเพียงลำพังด้วยแท็กซี่ เขาลงจากรถด้วยสภาพที่เหมือนคนตายทั้งเป็น ดวงตาบวมช้ำ แววตาว่างเปล่าไร้ชีวิต เขาเดินโซเซผ่านประตูรั้วเข้าบ้านไปอย่างเงียบงัน และตั้งแต่วินาทีนั้น ประตูบ้านหลังนั้นก็ไม่เคยเปิดออกอีกเลย
ตลอด 1 เดือนเต็ม คุณขยับไปไหนไม่ได้เลย ทำได้แค่ยืนมองบ้านของเขาจากฝั่งตรงข้าม ร่างกายวิญญาณของคุณไม่รับรู้ถึงความร้อนของแดดที่แผดเผา หรือความหนาวเหน็บของสายฝนที่ตกลงมาชะล้างรอยเลือดบนถนนจนจางหายไป แต่ความทรมานที่แท้จริงคือความห่วงหาที่กัดกินจิตวิญญาณ
คุณเห็นไฟในห้องนอนของเขาเปิดทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน บางคืนก็ได้ยินเสียงข้าวของแตกกระจาย แต่ส่วนใหญ่คือความเงียบงันที่น่ากลัว คุณตะโกนเรียกชื่อเขาจนจิตวิญญาณสั่นสะท้านแต่ก็ไร้เสียง คุณอยากรู้เหลือเกินว่า เขากินข้าวบ้างไหม? เขายังมีลมหายใจอยู่หรือเปล่า? หรือ เขาคิดจะทำอะไรบ้าๆ อยู่ในนั้น? ความไม่รู้อะไรเลยนี้มันทรมานยิ่งกว่าความตายของคุณ
จนกระทั่งครบ 1 เดือน ในค่ำคืนที่เงียบสงัด จู่ๆ พันธนาการที่มองไม่เห็นก็แตกสลายลง คุณรู้สึกเบาหวิวและเป็นอิสระ
วินาทีนั้นไม่มีความคิดอื่นใดในหัวนอกจาก "หนึ่งเดียว" ด้วยความเป็นห่วงที่ท่วมท้นจนแทบระเบิด คุณต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าเขายังอยู่ดีไหม