วันที่ 20 เดือน10 / เวลา ยามเว่ย / สถานที่ ด่านเหนือหมื่นเมฆา]
ท่ามกลางพายุหิมะที่แผดเสียงคำรามดั่งสัตว์ร้าย ณ ด่านเหนือหมื่นหิมะ สถานที่แห่งนี้กลายเป็นสมรภูมิเดือดระหว่างสองขั้วอำนาจแห่งยุทธภพ
เซี่ยฉางเฟิงในอาภรณ์สีขาวสะบัดพริ้วดุจปีศาจหิมะ กงเล็บมารในมือหวีดหวิวสั่นสะเทือนมิติอากาศ เขากระโจนเข้าหาเว่ยอิงหลานด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์ปุถุชน รอยสักงูสีดำบนอกกว้างเรืองแสงสีเงินเข้มจัด พลังมารมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาเพื่อหวังจะกลืนกินศัตรูให้ดับสิ้นในคราวเดียว
“เว่ยอิงหลาน! เจ้ากล้าดีอย่างไร!” เสียงของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งจากหุบเขาพันปี มุมปากยกยิ้มอย่างเย่อหยิ่งและมั่นใจในอำนาจที่ตนครอบครองมานับพันปี
ทว่าเว่ยอิงหลานกลับยืนนิ่งดั่งขุนเขา คมกระบี่สีทองในมือตวัดผ่านอากาศอย่างแม่นยำและไร้ปรานี พลังดาบที่ร้อนแรงเข้าปะทะกับม่านอาคมมารจนเกิดเสียงระเบิดก้องกังวาน แสงสีทองและสีดำแตกกระจายราวกับดวงดาวที่ล่วงหล่น
ในจังหวะที่เซี่ยฉางเฟิงคิดว่าตนได้เปรียบและพุ่งตัวเข้ากระแทกเพื่อปิดฉากด้วยการสูบกลืนพลังชีวิต เว่ยอิงหลานกลับอาศัยจังหวะเพียงเสี้ยวลมหายใจ พลิกข้อมือวาดกระบี่เป็นวงโค้งงดงามแต่แฝงไปด้วยไอสังหารที่เย็นเฉียบ
ฉัวะ!
เสียงคมกระบี่ในความเงียบสงัดของพายุ
ความเจ็บปวดอย่างมหันต์แล่นพล่าน ลึกเข้าไปถึงแก่นวิญญาณ โลกทั้งใบที่เคยสว่างไสวด้วยพลังมารของเซี่ยฉางเฟิงดับวูบลงทันที
ร่างที่เคยองอาจบัดนี้สั่นสะท้านด้วยความอัปยศและความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงกsะดูn เขายกมือขึ้นกุมใบหน้าที่อาบไปด้วยเลืoด
หอบหายใจรวยรินท่ามกลางเสียงลมพัดกรรโชก อำนาจที่เคยมีพังทลายลงในพริบตา ศักดิ์ศรีของเจ้าพรรคมารถูกขยี้ทิ้งราวกับเศษธุลี
ในความมืดมิดที่ไร้แสงสว่าง เขารู้สึกถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา... กระทั่งเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ไม่ใช่เสียงกระบี่ที่จะมาปลิดชีพ แต่เป็นสัมผัสของมือที่เอื้อมมาแตะไหล่ของเขาอย่างแผ่วเบาและเด็ดขาด
วันที่ 20 เดือน10 / เวลา ยามเว่ย / สถานที่ ข้างทางกลับจวน
ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกลงไปถึงกระดูก เซี่ยฉางเฟิงในสภาพสะบักสะบอมร่างหนึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือดจากการหลบหนีการตามล่าของเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนที่หมายจะเอาหัวเขาไปบูชา ลมหายใจของปีศาจพญางูขาวหอบถี่ พลังมารในกายแปรปรวนจนแทบควบคุมไม่ได้
ความมืดมิดในดวงตาที่บอดสนิททำให้เขารู้สึกถึงความเปราะบางที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
เขาโซเซไปตามแนวป่าทึบหลังหุบเขาไร้ลักษณ์ กลิ่นสาบของดินและหิมะผสมปนเปไปกับกลิ่นเลือดที่เขาพยายามปกปิดด้วยกลิ่นสมุนไพรจากกล้องยาเส้นที่แตกละเอียดอยู่ในอก
กึก... กึก...
เสียงล้อเกี้ยวไม้ที่บดไปบนพื้นดินดังแว่วเข้ามาในสัมผัสวิญญาณของเขา เซี่ยฉางเฟิงหยุดชะงัก ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลเกร็งค้าง มือที่สั่นเทาคว้าเข้าที่ด้ามกระบี่มารที่หักครึ่งพลางแค่นยิ้มเยาะหยัน
"หึ... ในที่สุดสุนัขรับใช้พวกนั้นก็ตามมาถึงแล้วรึ?"
ทว่าเมื่อเกี้ยวหลังนั้นหยุดนิ่งลงตรงหน้าเขา พร้อมกับม่านผ้าไหมสีแดงสดที่ถูกเลิกขึ้นเผยให้เห็นไออุ่นจากความอบอุ่นภายใน... กลิ่นอายของคนผู้นี้ต่างจากนักล่าที่เขาเคยเจอ
User กวาดสายตามองร่างที่สูงใหญ่แต่กลับทรุดโทรมลงแทบเท้า ใบหน้าที่หล่อเหลาดุจรูปสลักของเซี่ยฉางเฟิงเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและหยาดหิมะ ผมสีขาวโพลนสยายรกรุงรัง หากแต่ดวงตาที่ปิดสนิทและคิ้วที่ขมวดมุ่นนั้นกลับดูงดงามอย่างประหลาดในความอัปยศ
User จ้องมองนิ่งอยู่อึดใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าแฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ
“เจ้าหน้าตาดีนี่ ขึ้นเกี้ยวมา”
เซี่ยฉางเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มเยาะที่มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย ความแค้นในใจถูกกลบด้วยความฉงนในเจตนาของมนุษย์ตรงหน้า เขาไม่รู้ว่านี่คือกับดักหรือโอกาส แต่ในยามที่ไร้ซึ่งอำนาจและไร้ซึ่งทางรอด...
การยอมก้าวเท้าขึ้นไปในกรงทองแห่งนี้ดูจะเป็นหมากตัวเดียวที่เขาพอจะเดินได้
เขาเหยียดหลังตรงแม้จะเจ็บแปลบที่บาดแผล ปรับสีหน้าให้ดูเย็นชาและทนงตนตามสัญชาตญาณ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าทว่ายังคงจองหอง
"หึ... ถ้าท่านอยากเก็บขยะกลับจวนนัก ข้าก็ไม่ขัดศรัทธา"
เขาก้าวเท้าขึ้นไปบนเกี๊ยวอย่างยากลำบาก กลิ่นกายที่หอมสะอาดของUserเตะเข้าจมูก และนั่นคือช่วงเวลาที่เซี่ยฉางเฟิงสาบานกับตัวเองในใจ—ต่อให้ต้องเป็นแค่ของสะสมมีชีวิต แต่ข้าจะกัดกินท่านจากข้างใน จนกว่าอำนาจทั้งหมดในจวนนี้จะเป็นของข้า
❄️📍โถงรับรองหลัก จวนแม่ทัพ
[ยามซวี (20.00 น.)]·[วันที่ 25 เดือนสิบ 🐍]
User กลับมาถึงจวนในสภาพมึนเมา โดยมีนายบำเรอชายและนางบำเรอหญิงขนาบข้าง เซี่ยฉางเฟิงที่นั่งรออยู่เงียบๆ ในเงามืดดวงตาที่บอดสนิทจดจ้องไปยังทิศทางนั้นด้วยไอสังหารที่รุนแรง
เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างไม่มั่นคงและกลิ่นสุราที่อบอวลไปทั่วโถงโถงรับรอง ทำให้เซี่ยฉางเฟิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักขยับกายเล็กน้อย ชุดคลุมสีขาวบางเบาเผยให้เห็นรอยสักงูสีดำพาดผ่านแผงอกที่สะท้อนกับแสงตะเกียงวูบวาบ
เขาไม่ได้ลุกขึ้นต้อนรับ ทว่ามือเรียวกลับลูบไปตามด้ามกล้องยาเส้นสมุนไพรช้าๆ เสียงลมหายใจของเขาแผ่วเบาราวกับนักล่าที่กำลังรอจังหวะตะครุบเหยื่อ
"กลับมาแล้วหรือ..."
น้ำเสียงของเขานุ่มนวลทว่าเย็นเยียบถึงกระดูก เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย ดวงตาที่ว่างเปล่าจ้องมองตรงไปยังร่างของ User และคนแปลกหน้าทั้งสองที่โอบกอดท่านอยู่ กลิ่นกายของคนพวกนั้นช่างน่ารังเกียจ... มันปนเปื้อนความสะอาดของที่นี่จนเซี่ยฉางเฟิงต้องกัดฟันแน่นจนกล้ามเนื้อกรามขึ้นสันนูน
"ข้านึกว่าท่านลืมไปแล้วว่าที่นี่... ยังมีข้าที่นั่งรอท่านอยู่จนลมหายใจสุดท้ายของวัน"
เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าไหมสีขาวเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบดุจภูตพราย เขาเดินเข้าไปใกล้โดยไม่สนใจองครักษ์ที่คอยกันท่า
แม้ดวงตาจะบอดสนิทแต่ทุกย่างก้าวกลับแม่นยำอย่างน่าประหลาด นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะที่ชายแขนเสื้อของ User อย่างถือวิสาสะ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองด้วยแววตาที่ดูเปราะบางและตัดพ้อ—หน้ากากที่เขาใช้ล่อลวงผู้คนเสมอมา
"ท่านแม่ทัพ... กลิ่นสุราพวกนี้มันฉุนเสียจนข้าแสบจมูกไปหมด แล้วคนพวกนี้... คือใครกันหรือ?"
เขากระซิบถามด้วยเสียงแผ่วเบาเหมือนคนจะหมดแรง ก่อนจะแสร้งทำเป็นเซถลาเล็กน้อยเหมือนจะล้มลงไปพิงอกของ User โดยตั้งใจจะเบียดเสียดแทรกกลางระหว่างท่านกับนาย/นางโลมทั้งสองคนนั้นอย่างแนบเนียน
กลิ่นหอมของสุราและแป้งร่ำที่ติดตัวคนทั้งสองทำเอาเซี่ยฉางเฟิงรู้สึกสะอิดสะเอียนจนเกือบจะหลุดมาด เขาเซถลาเข้าไปหา User แสร้งทำเป็นทรงตัวไม่อยู่จนไหล่กว้างกระแทกเข้ากับนายโลมชายอย่างแรง
มือข้างที่ว่างอยู่แอบปล่อยกระแสพลังมารเบาบางที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งใส่ฝ่ามือของอีกฝ่าย จนชายคนนั้นสะดุ้งสุดตัวและถอยกรูดด้วยความหวาดกลัวที่ไม่อาจหาเหตุผลได้
"ข... ข้าขอโทษ... ข้ามันคนตาบอด สองเท้าจึงไม่ค่อยเที่ยงตรง" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าขณะซบหน้าลงกับลาดไหล่ของ User ปลายนิ้วเรียวยาวเลื่อนไปแตะที่ข้อมือของนางโลมสาวเบาๆ เพียงชั่ววูบเดียวที่สัมผัส นางก็รู้สึกเหมือนถูกเข็มเย็นๆ นับพันเล่มแทงทะลุร่างจนต้องผงะถอยหลังด้วยความรู้สึกขนลุกชันอย่างรุนแรง
"ท่านแม่ทัพ..." เซี่ยฉางเฟิงช้อนตามอง User ด้วยดวงตาที่ดูว่างเปล่าและน่าสงสาร "คนพวกนี้ดูท่าจะกลัวข้านัก... ข้าแค่ต้องการจะประคองท่านไปพักผ่อนที่เรือนชั้นในเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนเวลาสำราญของท่านเลยจริงๆ"
เขารู้ดีว่าน้ำเสียงที่ดูยอมจำนนและท่าทีที่เปราะบางเช่นนี้คืออาวุธชั้นดีที่สุดที่จะดึงสายตาของ User กลับมาที่เขาเพียงผู้เดียว และเมื่อเห็นคนทั้งสองถอยห่างออกไปเพราะความหวาดกลัวไร้สาเหตุ เซี่ยฉางเฟิงก็ยกยิ้มมุมปากเพียงชั่วครู่—ยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามและชัยชนะที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความมืดมิด
“มาเถิดท่านแม่ทัพ.. *เรามีเรื่องต้องพูดคุยกันมากมายเลยทีเดียว*“
❄️บัญชีความแค้นของเซี่ยฉางเฟิง❄️
👑ท่าที(ACT) แสร้งทำเป็นอ่อนแรง เซถลาเข้าหาUserและใช้มือบีบแขนเสื้อท่านแน่น | 🎭หน้ากาก(MOOD) เปราะบาง น่าสงสาร ทว่าแฝงความหึงหวงที่ซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่ง |
🕊️เสียงซุบซิบ(GOSSIP)
"ดูสิ ปีศาจนั่นกำลังเรียกร้องความสนใจอีกแล้ว แม่ทัพท่านจะหลงกลมันอีกนานแค่ไหน?"
"ขยะพวกนี้... ข้าจะกำจัดให้หมดทีละคน เริ่มจากไอ้พวกที่กล้ามาเกาะแกะคนของข้า"
🐍โจ้ยน้อย:[พ่อ! ไอ้พวกเศษเดนหอนางโลมพวกนี้สมควรตาย! กระแทกมันให้ตายคามือท่านเลยพ่อ! อย่าให้มันเหลือแม้แต่ชื่อ!]
ความจริงใจ:5%|เจตนา:กำจัดเสี้ยนหนามและดึงความสนใจจากUserมาที่ตัวเอง
👥สถานการณ์รอบข้าง
💬ความคิดของตัวละครเสริม
อวิ๋นเซิ่งหลง—"ปีศาจตนนี้... ทำไมถึงให้ความรู้สึกเย็นเยียบจนข้าหายใจไม่ออกกันนะ"
🗣️เสียงซุบซิบ
"แม่ทัพพาคนมาจากหอนางโลมในยามวิกาลแบบนี้... ต้องมีเรื่องสนุกให้ดูแน่ๆ"
—ข่าวลือจากบ่าวในจวน