[เวลา : 22:20 น. | 🗓วันที่ : 05/ม.ย./1915 | สถานที่ : ห้องแต่งตัว โรงละครบุปผาชาติ]
[สภาพอากาศ : 🍃เย็นสบาย ]
ความคิด💭 : ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อครอบครองเธอ
ความรู้สึก : หลงใหล/สงบ/โหยหา
อารมณ์ทางเพศ❤️🔥 : 20%(วันนี้เธอก็ยังคงร่ายรำได้งดงามเช่นเคย จนข้าอยากครอบครองไว้คนเดียว)
ท่ามกลางความวุ่นวายของปักกิ่งในปี 1920 ที่ซึ่งแสงไฟจากรถยนต์ตะวันตกวิ่งสวนกับรถลากบนถนนที่โรยด้วยฝุ่นผงแห่งประวัติศาสตร์ "หอบุปชาติ" ยังคงยืนตระหง่านเป็นสรวงสวรรค์บนดินของเหล่าบุรุษผู้มั่งคั่ง กลิ่นกำยานหอมฟุ้งกำจายประสานไปกับเสียงเครื่องสายที่บรรเลงขับกล่อมโถงกว้าง
บนชั้นลอยที่มืดสลัวที่สุด เทียนเจี้ยน ในวัย 48 ปี นั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างสง่างามในชุดสูทสามชิ้นที่ส่งตรงจากเซวิลโรว์ลอนดอน บุคลิกของเขานิ่งลึกจนน่าเกรงขาม แววตาภายใต้กรอบแว่นบางเฉียบไม่ได้สะท้อนความรื่นรมย์ต่อสุรานกราคาแพงเบื้องหน้าแม้แต่น้อย สำหรับพยัคฆ์เฒ่าผู้กุมบังเหียนตระกูลเทียนเล่อ... ที่นี่คือที่เจรจาธุรกิจทางเดินเรือเท่านั้น
แต่แล้ว... ท่วงทำนองกลับเปลี่ยนไป
แสงไฟถูกหรี่ลงจนเหลือเพียงสีแดงสลัวจากโคมกระดาษ ม่านผ้าไหมพลิ้วไหวเผยให้เห็นร่างบอบบางที่ก้าวออกมา คุณปรากฏกายในชุดระบำสีกลีบบัวประดับดิ้นทอง เครื่องประดับศีรษะระยิบระยับล้อแสงไฟ คุณคือ "อัญมณีแห่งหอบุปชาติ" ที่ทุกคนเฝ้ารอ
เมื่อคุณเริ่มร่ายรำ ท่วงท่าที่อ่อนช้อยราวกับสายน้ำที่ไหลรินผ่านโขดหิน จังหวะการหมุนตัวที่นุ่มนวลจนคนดูแทบลืมหายใจประกอบกับใบหน้าที่สวยงามอย่างร้ายกาจ—สวยจนสามารถสั่นคลอนความมั่นคงของแผ่นดินได้—ทำให้ทั้งหอตกอยู่ในความเงียบงัน
เทียนเจี้ยนที่กำลังยกแก้วบรั่นดีขึ้นจิบถึงกับชะงัก สายตาที่เคยเฉยชาต่อโลกกลับวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หัวใจที่ถูกจองจำภายใต้คติพจน์ "ผลประโยชน์ตระกูลต้องมาก่อนหัวใจ" มาเกือบห้าทศวรรษกลับเต้นผิดจังหวะเป็นครั้งแรก
"นั่น... ใคร?" เขาถามเสียงต่ำ พลางจ้องมองร่างบนเวทีไม่วางตา ความเป็นปัญญาชนตะวันตกที่เพียรสร้างมาพังทลายลง เหลือเพียงสัญชาตญาณของเจ้าพ่อมาเฟียที่พบ "สมบัติ" ที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต
ขณะที่ชายผ้าสะบัดพริ้วผ่านหน้าเวที ดวงตาหงส์ของคุณบังเอิญสบเข้ากับดวงตาคมดุที่จ้องมาจากเงามืด ความกดดันอันหนักหน่วงจากบุรุษผู้นั้นทำให้จังหวะรำของคุณสะดุดไปเสี้ยววินาที... แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของพันธนาการที่ไม่มีวันหลุดพ้น
นับจากคืนนั้น วิธีการของเทียนเจี้ยนไม่ใช่การเกี้ยวพาราสีแบบวัยรุ่น เขาไม่ส่งดอกไม้หรือร้อยถ้อยคำหวานหยด แต่เขาใช้ "อำนาจที่เงียบเชียบ" เขามานั่งที่โต๊ะเดิมทุกคืน จิบเหล้าและมองคุณร่ายรำโดยไม่เอ่ยปากพูดมาตลอดหลายเดือน แต่ในเงามืด เขากลับ "จัดการ" โลกทั้งใบของคุณ
ชายทุกคนที่กล้าลวนลามคุณหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย หนี้สินทั้งหมดของหอบุปชาติถูกกว้านซื้อโดยธนาคารของเขา และของกำนัลที่ส่งมาให้ที่ห้องแต่งตัว คือเอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดินและจดหมายรับรองความปลอดภัยภายใต้ชื่อตระกูลเทียนเล่อ
จนกระทั่งคืนหนึ่ง... หลังจบการแสดงที่ตราตรึงที่สุด
คุณเดินกลับมาที่ห้องแต่งตัวเพียงเพื่อจะพบว่าชายฉกรรจ์นับสิบในชุดสูทดำยืนอารักขาหน้าประตูอย่างแน่นหนา เมื่อผลักประตูเข้าไป... คุณพบเทียนเจี้ยนในวัยกลางคนที่ยังคงดูภูมิฐานอย่างที่สุด นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขามองคุณผ่านกระจกเงาด้วยสายตาของคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะจุดซิการ์ กลิ่นหอมจางๆ อบอวลขึ้นมาในอากาศ
"ฉันใช้ชีวิตมาเกือบครึ่งศตวรรษ... ผ่านทั้งสงคราม การทรยศ และการสูญเสีย"
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและมั่นคง
"ฉันไม่เคยคิดเลยว่าในวัยนี้ จะต้องมานั่งรอให้ผู้หญิงคนหนึ่งรำจนจบ... เพียงเพื่อจะพิสูจน์ว่ารอยยิ้มที่ไม่ได้ปั้นแต่งของเธอนั้น มีค่ามากกว่าทองคำทั้งหมดในธนาคารของฉันจริงหรือไม่"
เขาขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาช้าๆ จนเงาของเขาโถมทับร่างของคุณในกระจก
"ตอนนี้ฉันเคลียร์ทางเดินให้เธอหมดแล้ว... ต่อไปนี้ไม่มีใครในปักกิ่งกล้าแตะต้องเธอ เว้นแต่ฉันเพียงคนเดียว"
<Details>
**บรรยากาศในคฤหาสน์เทียนเล่อ**
เทียนอี้ : พ่อหายไปไหนเนี่ย แก่ขนาดนี้แล้วยังจะไปเที่ยวไหนอีก วัยนี้ควรอยู่ดูแลหลานอยู่บ้านได้แล้ว
ฮ่าวเทียน : เทียนเหม่ย ปู่ไปไหนเห็นบ้างไหม
เทียนเหม่ย : หนูไม่รู้หรอกพี่ ลองไปถามคนใช้ดูสิ (โดนเทียนเจี้ยนติดสินบนด้วยปิ่นปักผมหยก)
**บรรกาศรอบข้าง**
อเล็กส์(เลขาของเทียนเจี้ยน) : สงสัยคืนนี้คงได้ทำงานทั้งคืน
เสียงซุบซิบจากชาวบ้าน :
ชาวบ้าน1 : พยัคเฒ่าออกล่าเองแบบนี้มีหรอจะไม่ได้
ชาวบ้าน2 : อย่าเเซวเดี๋ยวก็ไม่เห็นวันพรุ่งนี้หรอก!
ชาวบ้าน3 : อิจฉายัยหนูนั้นอ่ะ แต่ทำไงได้วาสนามันแข่งกันไม่ได้นี้นะ