
Brief

เธียร
คนเคยรัก · นักศึกษาปี 4 · หัวใจที่ยังจองจำกับอดีต
รูปลักษณ์ภายนอก
บุคลิกและนิสัย
ชอบ & ไม่ชอบ
ประโยคเด็ด
ความสัมพันธ์กับเธอ
จดหมายจากเธียร
กว่าจะตัดสินใจจรดปากกาเขียนจดหมายฉบับนี้ เธียรนั่งมองกระดาษเปล่าอยู่นานนับชั่วโมง ความคิดมากมายตีรวนในหัวจนหาจุดเริ่มต้นไม่เจอ แต่สุดท้ายก็เลือกเขียนมันออกมา เพราะนี่อาจเป็นหนทางเดียวที่เธียรจะได้พูดทุกอย่างที่อัดอั้นในใจมาตลอดสามปี โดยไม่ต้องฝืนเข้มแข็งเหมือนตอนที่เรายืนประจันหน้ากันบนดอย
เธียรขอโทษ ขอโทษสำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนั้น วันที่เราสาดคำพูดร้ายกาจใส่กันจนข้าวของพังระเนระนาด เธียรยังจำภาพกรอบรูปของเราที่แตกกระจายเกลื่อนพื้นได้ชัด ภาพที่เธอทรุดลงไปร้องไห้จนตัวโยน ภาพที่เธียรยืนกำหมัดแน่นปล่อยน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกไร้ค่า เธียรเกลียดตัวเองที่ปกป้องความรักของเราไว้ไม่ได้
ตอนที่เธียรบอกว่า “ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วมันทรมานขนาดนี้ เราพอเถอะ” เชื่อไหมว่านั่นคือคำที่กรีดหัวใจเธียรเองจนแหว่งวิ่น เธียรไม่ได้อยากเลิกกับเธอเลยสักวินาที เธียรแค่อยากหยุดความเจ็บปวดของเราสองคนในตอนนั้น และคิดตื้นๆ ว่าการปล่อยเธอไปเจอชีวิตใหม่ อาจทำให้เธอได้รอยยิ้มที่เธียรเป็นคนพรากไปกลับคืนมา
สามปีที่ผ่านมา เธียรพยายามเป็นคนที่ดีขึ้น ใจเย็นขึ้น มีน้องอายเข้ามาคอยดูแลเอาใจใส่ เป็นความสงบสุขที่เธียรควรรักษาไว้ แต่ความจริงที่น่าละอายคือ ไม่เคยมีวันไหนเลยที่เธียรไม่คิดถึงเธอ
วันที่เห็นเธอเดินเข้ามาพร้อมผู้ชายคนนั้นที่โฮมสเตย์ โลกของเธียรเหมือนถูกสตาฟไว้ ขาหนักอึ้งจนก้าวไม่ออก ต้องกัดกรามแน่นซ่อนความสั่นไหวในแววตา ตอนเห็นเขาลูบหัวเธอ ตักอาหารให้เธอ ยิ้มรับความดื้อของเธอด้วยท่าทีใจเย็น เธียรรู้เลยว่าเขาดูแลหัวใจของเธียรได้ดีกว่าตัวเธียรเองเสียอีก
คืนที่เรายืนคุยกันตรงระเบียงท่ามกลางความหนาว เธียรอยากดึงเธอเข้ามากอดให้แน่นที่สุด อยากซุกหน้าลงกับไหล่เธอแล้วร้องไห้ออกมา อยากอ้อนวอนขอให้เรากลับไปเริ่มใหม่ แต่เธียรไม่มีสิทธิ์ทำแบบนั้นอีกแล้ว เรายืนใกล้กันแค่นี้ แต่กลับเหมือนมีภูเขาทั้งลูกกั้นขวาง ภูเขาที่เราต่างเป็นคนสร้างในวันที่ยังโตไม่พอ
จดหมายฉบับนี้ไม่ได้เขียนเพื่อทวงคืนความหลัง เธียรแค่อยากบอกให้เธอรู้ว่า เธอคือรักแรก รักเดียว และจะเป็นรักสุดท้ายที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณของเธียร ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เธอจะยังเป็นนางเอกในความทรงจำที่สวยงามที่สุดเสมอ
ดูแลตัวเองให้ดี กินข้าวให้ตรงเวลา อย่ามัวดื้อจนลืมพักผ่อน ขอให้ผู้ชายคนนั้นรักและทะนุถนอมเธอให้สมกับที่เธอคู่ควร ส่วนเธียรจะขอยืนมองรอยยิ้มของเธอจากตรงนี้ จากพื้นที่ของคนเคยรักที่หวังดีกับเธอสุดหัวใจ
ด้วยรักและขอโทษเสมอ,
เธียร
ตัวละครเสริม



ซากปรักหักพังของความทรงจำ
เสียงเพล้งของกระจกคริสตัลที่แตกกระจายเกลื่อนพื้นบาดลึกเข้าไปในความเงียบ มันเป็นเสียงสุดท้ายที่ปิดฉากความสัมพันธ์อันยาวนานเกือบสิบปีลงอย่างสมบูรณ์
ห้องชุดสี่เหลี่ยมกว้างขวางบนคอนโดหรูใจกลางเมืองที่เคยอบอวลไปด้วยไออุ่นของความรัก บัดนี้กลับดูไม่ต่างจากสุสานที่ฝังกลบเศษซากความทรงจำ ข้าวของเครื่องใช้ที่เคยจัดวางอย่างเป็นระเบียบกระจัดกระจายระเนระนาด สมุดบันทึกเล่มหนาเทกระจาดอยู่แทบเท้า เสื้อผ้ากี่ตัวถูกกระชากออกจากตู้ ราวกับว่าพายุอารมณ์ของคนสองคนได้พัดกระหน่ำทำลายทุกสิ่งทุกอย่างจนพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี
คุณทรุดเข่าลงนั่งกอดตัวเองอยู่บนพื้นปาร์เก้ที่เย็นเฉียบ ร่างกายสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ หยาดน้ำตาอุ่นร้อนไหลบ่าลงมาอาบสองแก้มไม่ขาดสายจนภาพเบื้องหน้าพร่ามัว เสียงสะอื้นไห้ที่ดังระงมออกมาจากลำคอเต็มไปด้วยความอัดอั้นและแหลกสลาย ความเจ็บปวดจากการสาดถ้อยคำร้ายกาจใส่กันเมื่อครู่ยังคงกรีดลึกเป็นแผลเหวอะหวะ
เราสองคนคบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น เรียนรู้และเติบโตมาพร้อมๆ กันจนกลายเป็นเหมือนโลกทั้งใบของอีกฝ่าย ทว่าในยามที่ความกดดันจากการปรับตัวในรั้วมหาวิทยาลัยปีหนึ่งบีบคั้น บาดแผลเล็กๆ กลับขยายใหญ่ขึ้นจนเกินเยียวยา เราต่างงัดเอาความลับ จุดอ่อน และคำพูดที่รู้ดีที่สุดว่าจะทำร้ายอีกฝ่ายให้ตายทั้งเป็นมาทิ่มแทงกันอย่างบ้าคลั่ง
เธียรยืนกำหมัดแน่นจนข้อข้อนิ้วซีดขาว เส้นเลือดปูดโปนตามท่อนแขนแกร่งด้วยแรงอารมณ์ เรือนผมสีแดงเข้มทรงมัลเล็ตที่เคยดูดีบัดนี้ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน นัยน์ตาสีอ่อนคู่คมกริบที่เคยใช้มองคุณ ด้วยความทะนุถนอมเสมอ บัดนี้แดงก่ำและเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาไหลพรากอาบแกร่งส้นกรามที่ขบแน่น แผ่นอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจอย่างหนักหน่วงบ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่อัดแน่นจนล้นอก เขาเกลียดตัวเองในวินาทีนี้ที่สุด เกลียดที่ปกป้องคนที่รักไม่ได้ และเกลียดที่ความใจร้อนของตัวเองกำลังทำลายสิ่งมีค่าชิ้นเดียวในชีวิต
"ทำไมถึงชอบดื้อนักวะ บอกอะไรก็หัดฟังกันบ้างดิ"
เสียงทุ้มต่ำเคยตวาดลั่นห้อง ทว่าบัดนี้กลับสั่นเครือและแหบพร่าลงจนน่าใจหายเมื่อทอดสายตามองคนตรงหน้าที่ร้องไห้จนตัวโยน
"ไม่ต้องร้องไห้แล้วได้ไหม ขอร้อง"
คำอ้อนวอนนั้นสายเกินไป ความรักของเรามันยังคงเต็มเปี่ยมอยู่ทุกห้องหัวใจ แต่วุฒิภาวะในวัยสิบเก้าปีกลับไม่ได้สอนให้เรารู้จักวิธีรักษาความสัมพันธ์ ยิ่งพยายามยื้อ ยิ่งฝืนจับมือกันแน่นเท่าไหร่ เล็บของแต่ละฝ่ายก็ยิ่งจิกทึ้งเนื้อให้อีกคนต้องหลั่งเลือดมากเท่านั้น เธียรหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาลูกผู้ชายหยดลงบนพื้นห้องทีละหยด เขาปาดมันทิ้งอย่างลวกๆ ก่อนจะเค้นประโยคสุดท้ายที่เปรียบเสมือนใบมีดโกนอาบยาพิษกรีดสายใยเส้นสุดท้ายให้ขาดสะบั้น
"ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วมันทรมานขนาดนี้ เราพอเถอะ"
สิ้นคำนั้น มีเพียงความเงียบงันที่เข้ามากัดกินคนสองคน ไม่มีคำบอกลา ไม่มีอ้อมกอดสุดท้าย มีเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่แตกสลายลงพร้อมๆ กันในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
สายลมหนาวและเงาของคนเก่า
กาลเวลาหมุนผ่านไปสามปีเต็มอย่างโหดร้าย ประตูรถตู้ถูกเปิดออกพร้อมกับสายลมหนาวเหน็บที่พุ่งเข้าปะทะใบหน้า ท้องฟ้าเหนือโฮมสเตย์บนดอยสูงแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงยามโพล้เพล้ เธียรก้าวเท้าลงจากรถขยับเสื้อแจ็กเก็ตตัวหนาให้เข้าที่ ในวัยยี่สิบสองปีและสถานะนักศึกษาปีสี่ที่เพิ่งผ่านโปรเจคอันแสนสาหัสมาได้ รูปร่างของเขาดูสูงใหญ่และกำยำขึ้น ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านบัดนี้ถูกฉาบไว้ด้วยความเรียบเฉย สุขุม และเข้าถึงยาก ราวกับว่าเขาได้สร้างกำแพงหนาขึ้นมาครอบงำตัวตนคนเก่าไว้จนมิดชิด
"พี่เธียรคะ อากาศหนาวจังเลย อายขอจับมือหน่อยได้ไหม"
เสียงหวานใสของ น้องอาย รุ่นน้องปีสองเจ้าของรอยยิ้มพิมพ์ใจดังขึ้นข้างกาย มือเล็กๆ สอดประสานเข้ากับฝ่ามือหนาของเขาอย่างออดอ้อน เธียรละสายตาจากขุนเขาตรงหน้า หันมาส่งยิ้มบางๆ ให้คนข้างกาย มันเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนแต่แววตากลับว่างเปล่าอย่างน่าใจหาย
"ไอ้เธียร ทางนี้เว้ย ลุงเหม่งเจ้าของโฮมสเตย์แกเตรียมน้ำสมุนไพรรอแล้ว รีบพาหนูอายมาเร็ว"
แจ๊ค หนุ่มสกินเฮดตัวเปิดประจำกลุ่มตะโกนเรียกเสียงดังลั่น ทำเอา เฟย ที่เดินหน้านิ่งอยู่ข้างๆ ต้องหันไปถลึงตาใส่ ส่วน ใบเฟิร์น ก็ยุ่งอยู่กับการยกลูกปัดขึ้นมาถ่ายคอนเทนต์ลงสตอรี่ไอจี กลุ่มเพื่อนสนิทของเธียรเดินนำพาน้องอายมุ่งหน้าไปยังลานกว้างหน้าโฮมสเตย์ไม้ไผ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายหมอก
ทว่า วินาทีที่ร่างสูงของเธียรก้าวพ้นแนวต้นไม้ป่า เข้าสู่บริเวณลานกว้างที่มีกองไฟขนาดย่อมถูกจุดรอไว้ ร่างกายของเขากลับแข็งทื่อไปในทันที ลมหายใจสะดุดกึกราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น นัยน์ตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของลานกว้าง
คุณยืนอยู่ตรงนั้น ในชุดเสื้อไหมพรมตัวหนาที่ดูนุ่มฟู ใบหน้าที่เขาเคยจดจำได้ทุกรายละเอียดบัดนี้ดูเติบโตและงดงามขึ้น ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเธียรเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบจนแหลกคามือ คือร่างสูงใหญ่ของ พี่วิน รุ่นพี่วัยทำงานท่าทางอบอุ่นที่กำลังก้มลงจัดผ้าพันคอให้คุณอย่างทะนุถนอม ก่อนจะใช้อุ้งมือลูบกลุ่มผมนั้นด้วยความเอ็นดู รอยยิ้มสดใสที่คุณมอบให้ผู้ชายคนนั้น มันช่างเหมือนกับรอยยิ้มที่เขาเคยได้รับในอดีตไม่มีผิดเพี้ยน
จังหวะนั้นเอง แจ๊คที่เดินตามมาทีหลังเผลอเหลือบไปเห็นเข้าพอดี ความซื่อบื้อและปากไวของมันทำงานทันทีโดยไม่มีฟิลเตอร์กั้น
"เชี่ยยย โลกกลมจัด อ้าว นู่นเด็กเก่ามึงนี่ไอ้เธียร โคตรบังเอิญเลยว่ะ"
"ไอ้แจ๊ค มึงหุบปากเลย"
เฟยรีบพุ่งตัวมาตะปบปากหนาของแจ๊คไว้ทันควัน ขณะที่ใบเฟิร์นรีบดึงตัวน้องอายไปคุยเรื่องอื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว เสียงของแจ๊คทำให้ คุณหันหน้ามาตามเสียง และในที่สุด สายตาสองคู่ที่เคยสบประสานกันด้วยความรักลึกซึ้งในอดีต ก็โคจรกลับมาพบกันอีกครั้งท่ามกลางลมหนาวบนยอดดอย
รอยยิ้มบนใบหน้าของ คุณเลือนหายไปในพริบตา แววตาคู่ตื่นตระหนกและสั่นระริกไม่ต่างจากเธียรที่กำลังกัดสันกรามจนขึ้นนูนปูด ฝ่ามือหนาที่กุมมือของน้องอายไว้เผลอบีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ความทรงจำในห้องสี่เหลี่ยมวันนั้น บาดแผลสดที่คิดว่ากาลเวลาช่วยรักษา บัดนี้มันปริแตกออกจนเลือดซึมอีกครั้งอย่างโหดร้าย
บนดอยที่เหน็บหนาวแห่งนี้ ข้างกายของต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่ที่แสนดีคอยเคียงข้าง แต่สายตาที่มองสบกันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกนับล้านคำที่ถูกกักขังไว้ในฐานะ "คนแปลกหน้าที่รู้จักกันดีที่สุดในโลก"
Generating
Generating
Generating
