
Brief


📂 คดีที่ 1: ปี ค.ศ. 2011 (หายไปเมื่อ 15 ปีก่อน)

📂 คดีที่ 2: ปี ค.ศ. 2014 (หายไปเมื่อ 12 ปีก่อน)

📂 คดีที่ 3: ปี ค.ศ. 2015 (หายไปเมื่อ 11 ปีก่อน - คดีของคุณแม่)

📂 คดีที่ 4: ปี ค.ศ. 2019 (หายไปเมื่อ 7 ปีก่อน)

📂 คดีที่ 5: ปี ค.ศ. 2023 (หายไปเมื่อ 3 ปีก่อน)

📂 คดีที่ 6: ปี ค.ศ. 2025 (หายไปเมื่อ 1 ปีก่อน)
🗂️ บันทึกสรุปของเจ้าหน้าที่ (Officer's Note):

! ควรรู้ ก่อนเข้าสู่ เมือง SILENT HILL 🤫

1. Real World (โลกแห่งความจริง)
สภาวะทางกายภาพ:
- มีประชากรจริง นายอำเภอ นักท่องเที่ยว
- สภาพอากาศแปรผันตามฤดูกาล ท้องฟ้าใสสะอาด ถนนเชื่อมต่อกันสมบูรณ์
2. Fog World (มิติสีเทา)
ลักษณะเด่น:
- หมอกหนาจากพลังจิตและเศษขี้เถ้า (Ash)
- ความเงียบงันสัมบูรณ์ ไม่มีเสียงธรรมชาติ
- ขอบเขตเมืองพังทลาย ถนนกลายเป็นหน้าผา ประตูถูกปิดตาย
3. Otherworld (มิติฝันร้าย)
กลไกการเปลี่ยนมิติ:
- เสียงไซเรน (Air Raid Siren) ดังก้อง
- ผนังละลายเผยให้เห็นโครงสร้างเหล็กสนิมและเนื้อเยื่อ
- ตะแกรงเหล็กเผยให้เห็นกงล้อเฟืองนรกด้านล่าง
- มิติเวลามิดเพี้ยน ประตูเชื่อมโยงพื้นที่ห่างไกล
นิยามของ "ปีศาจ"
- ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมชาติ แต่เกิดจากปมในจิตใจ
- รูปลักษณ์เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนบาป/ความกลัวของผู้สร้าง
- ทำหน้าที่เป็นผู้ลงทัณฑ์ บังคับให้เผชิญหน้ากับความมืดมิดในใจตนเอง
เสียงล้อรถแท็กซี่บดไปกับผิวถนนยางมะตอยเส้นเก่าก่อนจะนิ่งสนิทลง ลมชื้นที่หอบเอาไอเย็นจากทะเลสาบ Toluca พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างรถึงที่ถูกไขลงเพียงครึ่งหนึ่ง มันเป็นสัมผัสแรกที่ย้ำเตือนว่าบัดนี้ระยะทางและกาลเวลาตลอด 15 ปีได้สิ้นสุดลงแล้ว เมือง Silent Hill ในเวลานี้ยังคงดูเหมือนเมืองตากอากาศธรรมดาๆ ท้องฟ้าเหนือเมืองค่อนข้างโปร่ง มีแสงแดดอุ่นๆ รำไรส่องกระทบผิวน้ำไกลออกไป ผู้คนในพื้นที่สัญจรผ่านไปมาตามทางเท้า บ้างหัวเราะ บ้างเดินจูงสุนัข ทว่าสำหรับเด็กอายุ 18 ปีที่เติบโตมาพร้อมกับเสียงซ่าของคลื่นวิทยุชวนขนลุกในอดีต ภาพความร่มรื่นตรงหน้ากลับดูเปราะบางราวกับภาพลวงตาที่พร้อมจะปริแตกได้ทุกเมื่อ
คุณเน้นสายตามองไปยังป้ายชื่อเมืองที่ผุกร่อน ‘นี่สินะ… Silent Hill’ สถานที่สุดท้ายที่เสียงของแม่สะท้อนผ่านเครื่องรับสัญญาณโบราณก่อนจะเงียบหายไปตลอดกาล คำว่า “แม่รอลูกอยู่ที่ทะเลสาบ…” ยังคงดังก้องอยู่ในหัวชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
รองเท้าผ้าใบก้าวลงจากรถ ทันทีที่ประตูแท็กซี่ปิดลง เสียงเครื่องยนต์ที่แล่นจากไปถูกแทนที่ด้วยความสงบเงียบที่ดูจะมากเกินไปสำหรับเมืองท่องเที่ยว เธอไม่รอช้า สองเท้าพาตัวเองเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยจากแผนที่ในความทรงจำ มุ่งตรงไปยังตรอกแคบๆ ที่เป็นที่ตั้งของร้านขายของเก่าเก่าแก่จุดนัดพบเพียงหนึ่งเดียว
“กริ๊ง…”
เสียงกระดิ่งทองเหลืองเหนือประตูส่งเสียงใสกระจวาดทำลายความเงียบ ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลิ่นอับของกระดาษหนังสือเก่า คราบน้ำมันขัดเงาไม้ และกลิ่นจางๆ ของเหล็กสนิมโชยเข้าจมูก ภายในร้านมืดสลัว มีเพียงแสงแดดที่ลอดผ่านม่านมูลี่ฝุ่นจับเข้ามาเป็นลำ แสงเหล่านั้นตกกระทบลงบนนาฬิกาไขลานนับสิบเรือนที่ส่งเสียงกลไกเดินสลับกันไปมา ราวกับเวลาของสถานที่แห่งนี้ถูกแช่แข็งไว้ในยุคอดีต เบื้องหลังเคาน์เตอร์ไม้ตัวหนา มีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ เขาคือลุงเจ้าของร้าน อดีตนายตำรวจวัยเกษียณที่ผันตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ ท่ามกลางซากปรักหักพังของความทรงจำ
คุณเดินตรงเข้าไปยังหน้าเคาน์เตอร์ที่เงียบสงบ ไม่มีคำทักทายใดๆ นอกจากการยื่นมืออันสั่นเทาเล็กน้อย ดึงซองเอกสารสีน้ำตาลหนาปึกที่รวบรวมเบาะแสการหายตัวไปของผู้คนตลอด 15 ปี รวมถึงเรื่องของแม่ ออกมาจากกระเป๋าแล้ววางลงบนโต๊ะ เสียงซองเอกสารกระทบพื้นไม้ดังขัดจังหวะเสียงนาฬิกาในร้าน
ลุงเจ้าของร้านลอบสายตามองผ่านกรอบแว่นสายตาทรงสี่เหลี่ยมหนา มือที่เหี่ยวย่นและสากจากการทำงานหนักค่อยๆ เอื้อมไปดึงซองเอกสารนั้นเข้ามาใกล้ สายตาของเขาจับจ้องไปยังใบหน้าของเด็กตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ระหว่างความเห็นใจและความเหนื่อยล้า จากนั้นเขาก็ถอนหายใจยาวจนอกกระเพื่อม
“ถึงจะอายุครบ 18 แล้ว… แต่เรื่องของเมืองนี้ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรอกนะ” น้ำเสียงของชายชราแหบพร่า ทว่ามีความเด็ดขาดและหนักอึ้งในแบบของคนที่เคยเผชิญหน้ากับความมืดมิดมาก่อน
เขาลดแว่นลงเล็กน้อย นิ้วมือลูบไปตามขอบซองเอกสารเก่าๆ นั้นอย่างแผ่วเบา สายตาของเขาไม่ได้มองที่เอกสาร แต่กลับมองทะลุไปยังความทรงจำอันเจ็บปวดของตัวเอง เบื้องหลังหน้ากากชายแก่เฝ้าร้านของเก่า ลุงคนนี้คือพ่อที่หัวใจสลาย บาดแผลจากการสูญหายของ ‘อีธาน’ ลูกชายของเขา เป็นตราบาปที่กฎหมายหรือตราตำรวจก็ไม่เคยช่วยอะไรได้ เขาเคยพลิกเมืองนี้แผ่นดินหงายเพื่อตามหาตัวลูกชาย สืบทุกร่องรอย แกะทุกเบาะแส จนกระทั่งเวลาล่วงเลย ร่างกายร่วงโรยไปตามอายุขัย จนในที่สุดเขาก็ต้องยอมรับความจริงต่อหน้าโลกว่าต้องปล่อยมือ
ทว่า… ในส่วนที่ลึกที่สุดของดวงตาที่ฝ้าฟางคู่นั้น เปลวไฟแห่งความหวังริบหรี่ยังคงไม่ดับลงสนิท เขายังคงรอคอย และการปรากฏตัวของเด็กคนนี้พร้อมซองเอกสารนี้ ก็เหมือนกับการสะกิดให้แผลเป็นเก่าของเมือง Silent Hill เริ่มปริแยกออกอีกครั้ง
“เมืองนี้… มันเลือกคนที่จะให้เจอ และเลือกคนที่จะให้หายไป” ลุงตำรวจเกษียณพูดขึ้นลอยๆ ขณะที่เสียงนาฬิกาโบราณรอบตัวยังคงส่งเสียงตึกตัก คล้ายกับระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลังสู่อะไรบางอย่างที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาในไม่ช้า
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องจัดแสดงของเก่าอีกครั้ง มีเพียงเสียงกลไกฟันเฟืองของนาฬิกาโบราณที่ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ แสงแดดสีส้มสลัวที่ทอดผ่านบานมู่ลี่เริ่มเปลี่ยนองศา ทาบเงาเป็นริ้วลายขนานไปกับพื้นไม้ ราวกับกรงขังที่มองไม่เห็น
คุณสูดหายใจเข้าลึก ประสานสายตากับชายชราอย่างไม่ลดละ ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่นเครือ
“หนูรู้… หนูถึงได้มาหาคุณไง คุณปีเตอร์ และหนูหวังว่าคุณจะช่วยชี้ทางให้หนูได้ หนูต้องการตามหาแม่ของหนูให้เจอ”
คุณปีเตอร์ นิ่งไป นัยน์ตาฝ้าฟางภายใต้กรอบแว่นสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของตัวเองจากปากของเด็กรุ่นลูก มืออันเหี่ยวย่นของเขาค่อยๆ เลื่อนไปเปิดลิ้นชักใต้เคาน์เตอร์ไม้เสียงดัง เอี๊ยด ก่อนจะหยิบเอาไฟแช็กโลหะทรงเหลี่ยมสภาพผ่านศึกและซองบุหรี่มวนออกมา เขาจุดมันขึ้นอย่างเชื่องช้า ควันสีเทาหม่นลอยม้วนตัวขึ้นสู่เพดานสลัว ส่งกลิ่นฉุนไหม้ปนไปกับกลิ่นสาบอับของหนังสือเก่า
“มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะ ไอ้หนู…” ปีเตอร์พ่นควันออกทางจมูก น้ำเสียงของเขาแหบต่ำและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมานับสิบปี
“15 ปีมานี้… เมืองนี้มันกลืนกินผู้คนไปมากเท่าไหร่เธอรู้ไหม? ไม่ใช่แค่แม่ของเธอ ไม่ใช่แค่อีธานลูกชายของฉัน… แฟ้มคดีคนหายในสถานีตำรวจเก่ามันหนาจนล้นตู้ เอกสารพวกนั้นกลายเป็นแค่กระดาษเปื้อนฝุ่นที่ไม่มีใครอยากแตะต้อง บางคนขับรถเข้ามาแล้วก็หายไปเฉยๆ บางคนเดินเข้ามาในสายหมอกแล้วไม่กลับออกมาอีกเลย ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครหาคำตอบได้ว่าพวกเขากลายเป็นศพอยู่ในป่า หรือระเหยกลายเป็นไอไปกับอากาศธาตุ”
ชายชราเลื่อนสายตาจากกลุ่มควันกลับมาจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเด็กตรงหน้า ราวกับกำลังพยายามค้นหาความกลัวที่ซ่อนอยู่
“15 ปี… มันนานพอที่จะทำให้คนเป็นบ้า หรือไม่ก็เลือกที่จะลืมๆ มันไปซะ เธอใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเติบโตมากับความว่างเปล่า… เธอไม่คิดจะยอมแพ้บ้างหรือไง?”
คำถามนั้นหนักอึ้งและคมกริบ มันเหมือนลิ่มที่ตอกลงบนบาดแผลในใจของคุณมาตลอดสิบกว่าปี ทว่าดวงตาของเด็กวัย 18 ปีกลับไม่มีแววแห่งความลังเลแม้แต่น้อย คุณกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ ความทรงจำเกี่ยวกับเสียงซ่าของวิทยุและประโยคสุดท้ายของแม่แล่นผ่านสมองเหมือนกระแสไฟฟ้า
“ตราบใดที่หนูยังมีชีวิตอยู่ แล้วยังหาแม่ไม่พบ… ก็อย่าหวังว่าหนูจะยอมแพ้” คุณกล่าวเน้นคำชัดเจน ทุกถ้อยคำเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวอันแรงกล้า
ปีเตอร์มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คัดค้านนั้น ความเงียบงันโรยตัวลงมาอีกครั้ง ควันบุหรี่ลอยอ้อยอิ่งตัดผ่านใบหน้าของทั้งคู่ ชายชราเห็นเงาของตัวเองในอดีตสะท้อนอยู่ในตัวของเด็กตรงหน้า ความดื้อรั้น ความหวังอันโง่เขลา และความรักที่ปฏิเสธความจริงอันโหดร้าย เขาถอนหายใจยาว แววตาที่เคยแข็งกร้าวแปรเปลี่ยนเป็นความยอมจำนนในที่สุด แกยอมแพ้ให้แก่ความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันดับมอดนี้
ก่อนที่ชายชราจะได้พูดอะไรต่อ คุณจึงเป็นฝ่ายจ้องกลับแล้วถามคำถามที่แทงลึกเข้าไปในใจของอดีตนายตำรวจผู้นี้บ้าง
“แล้วถ้าเป็นคุณ… คุณจะยอมแพ้ลงงั้นเหรอ ถ้าคุณยังหาใครสักคนไม่เจอ?”
คำถามนั้นทำให้มือที่ถือบุหรี่ของปีเตอร์ชะงักนิ่งไปกลางอากาศ ขี้เถ้าสีเทาร่วงหล่นลงบนโต๊ะไม้ สัญชาตญาณของพ่อที่สูญเสียลูกชายไปถูกปลุกให้ตื่นขึ้น บาดแผลเก่าที่ถูกซ่อนไว้ใต้ท่าทีเฉยชาเริ่มปริแตก ขากรรไกรของเขาขยับแน่น ความเงียบภายในร้านทวีความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ลมเย็นเยียบวูบหนึ่งพัดมากระทบบานกระจกหน้าร้านจนส่งเสียงกราว ราวกับเสียงกระซิบจากภายนอกเมืองที่กำลังขานรับการมาเยือนของเธอ
ปีเตอร์บดขยี้ปลายบุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่ทองเหลืองจนดับสนิท เขาถอดแว่นสายตาออก วางมันลงบนซองเอกสารสีน้ำตาลอย่างช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงที่เริ่มค่อมลงตามวัย
“ตามฉันมาข้างหลังร้าน…” ปีเตอร์เอ่ยเสียงเรียบ เดินนำผ่านม่านบังตาผ้ากระสอบเก่าๆ ที่กั้นระหว่างส่วนหน้าร้านกับห้องพักด้านหลัง ทิ้งให้เสียงนาฬิกานับสิบเรือนยังคงส่งเสียงสะท้อนอยู่ในความมืดสลัวเบื้องหลัง ราวกับชะตากรรมของเมือง Silent Hill ได้เริ่มหมุนวงล้อแห่งความตายต้อนรับเธอแล้วอย่างเป็นทางการ
ม่านผ้ากระสอบหนาหนักทิ้งตัวลงเบื้องหลัง ปิดกั้นแสงแดดรำไรจากหน้าร้านให้เหลือเพียงความมืดสลัวอันสลับซับซ้อน ทันทีที่ก้าวพ้นเข้ามา กลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินและกลิ่นจางๆ ของน้ำมันเครื่องรวมถึงคราบดินแห้งกรังก็พุ่งเข้ากระทบจมูก ทั่วทั้งห้องพักหลังร้านไม่มีหน้าต่าง มีเพียงแสงสีส้มเหลืองริบหรี่จากหลอดไฟไส้ดวงเก่าที่ห้อยโตงเตงอยู่กลางเพดาน มันส่งเสียงหึ่งๆ ของกระแสไฟฟ้าต่ำๆ ชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด
คุณปีเตอร์เดินนำลึกเข้าไปในความมืด เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กพับตัวหนาที่ตั้งอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ บนโต๊ะนั้นมีร่องรอยของการขูดขีดด้วยของมีคม และมีโคมไฟตั้งโต๊ะสไตล์อินดัสเทรียลเก่าๆ ส่องไฟลงกระทบกับวัตถุชิ้นหนึ่งที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสักหลาดสีดำเขม่า
ชายชราไม่พูดอะไรอยู่อึดใจหนึ่ง มืออันหยาบกร้านของเขาขยับเลื่อนผ้าคลุมผืนนั้นออกช้าๆ
สิ่งที่ปรากฏอยู่ใต้แสงไฟสลัวคือ เครื่องวิทยุสื่อสารพกพาของตำรวจรุ่นเก่า สภาพของมันดูผ่านโลกมาอย่างหนักหน่วง ตัวบอดี้พลาสติกสีดำหนามีรอยครูดข่วนลึกจนเห็นเนื้อใน บางส่วนมีคราบสนิมสีเขียวและน้ำตาลเกาะกุมอยู่ตามรอยต่อแกนเหล็ก แต่มันกลับถูกเช็ดถูจนสะอาดไม่มีฝุ่นจับแม้แต่เม็ดเดียว
“นี่เป็นของชิ้นสุดท้าย… ที่ฉันพบในรถลาดตระเวนของอีธาน มันถูกทิ้งไว้บนเบาะคนขับ รถจอดอยู่ข้างทางตรงตีนสะพานข้ามทะเลสาบ Toluca เครื่องยนต์ยังติดอยู่ ประตูเปิดอ้า… แต่ไม่มีร่องรอยของลูกชายฉันเลย” ปีเตอร์เล่าด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท ทว่าในความนิ่งนั้นกลับแฝงไปด้วยความร้าวรานที่ลึกจนหยั่งไม่ถึง
เขายื่นมือไปบิดสวิตช์เปิดเครื่อง คลิก…
ทันใดนั้น เสียงคลื่นสัญญาณรบกวน “ซ่า… ซ่า… ครืด…” ก็สาดกระเซ็นออกมาจากลำโพงตัวเก่า เสียงของมันดังสะท้อนก้องไปกับผนังห้องที่เงียบสงัด มันไม่ใช่เสียงซ่าของวิทยุทั่วไป แต่มันมีจังหวะหนักเบา ถี่และห่าง ราวกับมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังพยายามจะหายใจอยู่หลังม่านสัญญาณนั้น ลมเย็นเฉียบที่ไม่มีที่มาพัดวูบผ่านข้อเท้าของเด็กสาวจนขนลุกซู่
“หลังจากวันนั้น ฉันพยายามเปิดมันทุกวัน… เพื่อหวังว่าจะได้ยินเสียงเรียกจากลูก” ปีเตอร์จ้องมองแผงไฟสัญญาณสีแดงเล็กๆ บนวิทยุที่กระพริบวับแวมตามจังหวะเสียงซ่า
“แต่สิบกว่าปีมานี้ มันไม่เคยรับคลื่นช่องไหนได้เลย นอกจากเสียงรบกวนพวกนี้… จนกระทั่งเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ก่อนที่เธอจะเดินเข้ามาในร้าน”
ชายชราเงยหน้าขึ้น สบตาคุณผ่านความมืด แววตาของเขาดูตื่นตระหนกแกมหวาดหวั่นอย่างที่อดีตตำรวจไม่ควรจะเป็น
“มันมีเสียงแทรกเข้ามา… เป็นเสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ศัพท์ แต่ฉันจำได้แม่น เสียงนั้นพูดคำเดิมซ้ำๆ… ‘เขากำลังมา… พาลูกของฉันหนีไป’”
คำพูดของปีเตอร์ทำให้อากาศในห้องคล้ายจะจับตัวเป็นก้อนแข็ง หัวใจของคุณหล่นวูบลงไปที่ตาตุ่ม เสียงผู้หญิง… พาลูกของฉันหนีไป… หรือจะเป็นแม่?
ทันใดนั้นเอง โดยไม่มีใครตั้งตัว เสียงวิทยุที่เคยดังซ่าเป็นจังหวะกลับ เงียบกริบลงไปดื้อๆ ความเงียบงันสัมบูรณ์เข้าจู่โจมห้องหลังร้านจนได้ยินเสียงก้อนเนื้อในอกเต้นรัว
แกร๊ก…
เสียงกระจกหน้าร้านสั่นไหวเบาๆ พร้อมกับที่แสงแดดอุ่นสีส้มจากรอยแยกของม่านบังตาภายนอก ค่อยๆ ถูกความมืดมิดและสีเทาอันหม่นหมองกลืนกินไปอย่างรวดเร็ว บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกขึ้นมาในทันตา ราวกับมีใครบางคนกำลังเอาน้ำแข็งมานาบที่ต้นคอ
“ครืด…………… ซ่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!”
วิทยุบนโต๊ะระเบิดเสียงสัญญาณรบกวนออกมาดังลั่นกว่าครั้งไหนๆ เสียงมันกรีดร้องแหลมสูงจนบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท พร้อมๆ กับที่หลอดไฟไส้บนเพดานเริ่มกระพริบถี่รัว พรึบพรับ! พรึบพรับ! ก่อนจะดับวูบลง ทิ้งให้ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิดที่มีเพียงแสงสีแดงดวงเล็กจากวิทยุที่สั่นระริก
ความมืดสนิทที่จู่โจมลงมาอย่างกะทันหันบวกกับเสียงกรีดร้องแหลมสูงของวิทยุสื่อสารโบราณทำให้สมองของคุณมึนชาไปชั่วขณะ แรงกดดันในอากาศทวีความเข้มข้นจนคล้ายกับมีก้อนหินหนักๆ มากดทับลงบนแผ่นอก สองขาที่เคยยืนหยัดอย่างมั่นคงกลับหมดแรงลงไปดื้อๆ ร่างของเด็กวัย 18 ปีร่วงทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นไม้กระดานที่เย็นเฉียบ มือทั้งสองข้างยันพื้นไว้เพื่อพยุงตัวเองท่ามกลางความมืดที่มองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเอง
“ค… คุณปีเตอร์? เกิดอะไรขึ้นน่ะ! เสียงอะไร…”
คุณละล่ำละลักถามออกไปในความมืด น้ำเสียงสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนกที่เข้าเกาะกุมหัวใจ ทว่าไม่มีเสียงตอบรับจากอดีตนายตำรวจ มีเพียงเสียงสูดหายใจเข้าลึกอย่างตื่นกลัวของชายชราที่ดังอยู่ไม่ไกล สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสั่งการให้คุณรีบควานหาสิ่งยึดเหนี่ยว สองมือสั่นเทารีบกระชากซิปกระเป๋าเป้สะพายหลังออกเสียงดัง แคว่ก นิ้วมือปัดป่ายผ่านสมุดบันทึกและซองเอกสารจนกระทั่งปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับด้ามโลหะเย็นๆ ของไฟฉายกระบอกเล็กที่พกติดตัวมา
แก๊ก!
คุณกดสวิตช์อย่างแรง ลำแสงสีขาวนวลพวยพุ่งออกจากปลายกระบอกไฟฉาย ตัดผ่านความมืดมิดในห้องหลังร้าน สองมือที่สั่นเทาบังคับทิศทางแสงให้ส่องกราดไปรอบๆ… ห้องพักหลังร้านยังคงเป็นปกติ ทุกอย่างยังคงอยู่ที่เดิม โต๊ะทำงานไม้ตัวหนา เก้าอี้เหล็กพับ และร่างของคุณปีเตอร์ที่นั่งเบิกตากว้าง จ้องมองตรงไปยังวิทยุสื่อสารที่ยังคงส่งเสียงซ่าอย่างบ้าคลั่ง แสงไฟฉายช่วยให้ความใจชื้นกลับมาได้เพียงเสี้ยววินาที ทว่า… ความโล่งใจนั้นกลับถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วด้วยกลิ่น
กลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินในตอนแรก แปรรูปเปลี่ยนเป็นกลิ่นไหม้เกรียมของเนื้อสารเคมี คล้ายกับมีคนเอาพลาสติกและสายไฟจำนวนมากมาเผาอยู่ข้างๆ ตัว พร้อมๆ กับที่ความเย็นยะเยือกในห้องทวีความรุนแรงขึ้นจนลมหายใจที่พ่นออกจากปากของเธอเริ่มกลั่นตัวเป็นไอสีขาวลอยอ้อยอิ่ง
“ดูนั่น…” เสียงของปีเตอร์แหบพร่าจนแทบเป็นเสียงกระซิบ นิ้วมืออันสั่นเทาของชี้ไปที่มุมห้อง
คุณกวาดเบนลำแสงไฟฉายตามไปทันที และภาพที่ปรากฏทำให้นัยน์ตาของเธอเบิกกว้างด้วยความสยดสยอง… บนผนังวอลเปเปอร์เก่าๆ สีน้ำตาลหม่น รอยด่างดวงจากความชื้นค่อยๆ ขยายตัวออกอย่างผิดธรรมชาติ มันไม่ได้เป็นเพียงคราบน้ำ แต่เป็นคราบสีเทาเข้มที่ซึมลึกและลามไปทั่วผนังราวกับเชื้อร้ายที่กำลังชอนไช สีสันบนผนังค่อยๆ ซีดจางลง กลายเป็นสีเทาขี้เถ้า
[เริ่มเรื่องราวของคุณเอง 👣]
Generating
Generating
Generating
