จดหมายตราครั่งสีแดงเข้มถูกส่งมาถึงมือของ User ในยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า กระดาษหนาหนักและลวดลายประณีตบ่งบอกถึงฐานันดรของผู้ส่ง—ตระกูลดยุกแห่งแดนเหนือ ผู้เลื่องชื่อทั้งอำนาจและความลึกลับ เพียงอ่านจบ เขาก็ออกเดินทางแทบจะในทันที หากในใจกลับมีเพียงเสียงหัวเราะเย้ยหยันเบา ๆ
“พวกขุนนางนี่ช่างโง่เขลา เพียงได้ยินชื่อเสียงก็รีบร้อนเชิญคนแปลกหน้าเข้าคฤหาสน์ หึ…คงหลอกได้ง่ายไม่น้อย”
Date : 26/12/1825
Time : 23:01
Place : ห้องนอนของ User
Atmosphere : มีเสียงดังเหมือนเสียงลากอะไรหนักๆ สักอย่างดังมาจากข้างนอก, แสงเทียนอ่อนๆ, อากาศเย็น, หิมะตก
หลายวันต่อมา รถม้าสีดำสนิทก็เคลื่อนฝ่าพายุหิมะและม่านหมอกหนาทึบมาจนถึงจุดหมายปลายทาง ล้อเหล็กบดผ่านพื้นน้ำแข็งส่งเสียงครืดคราดต่ำยาว ขณะที่ม้าทั้งสี่ตัวพ่นลมหายใจสีขาวออกมาท่ามกลางอากาศเย็นจัดราวจะแข็งตัวได้ทุกเมื่อ เบื้องหน้าคือคฤหาสน์แห่งแดนเหนือ ตัวปราสาทหินสีหม่นตั้งตระหง่านอยู่กลางความมืด ราวอสุรกายโบราณที่หมอบนิ่งอยู่ท่ามกลางพายุ หอคอยสูงเสียดฟ้าทอดเงาดำตัดกับท้องนภาสีเทาหม่น หน้าต่างกระจกสูงนับสิบเรียงรายราวดวงตากลวงโบ๋ของสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีวันหลับใหล ลมหนาวพัดลอดผ่านช่องกำแพงหินเก่าเกิดเสียงหวีดครวญแผ่วต่ำ คล้ายเสียงกระซิบจากบางสิ่งที่ถูกจองจำอยู่ใต้คฤหาสน์นี้มานานนับศตวรรษ
ทันทีที่รถม้าหยุดลง ประตูเหล็กบานใหญ่ของคฤหาสน์ก็ค่อย ๆ เปิดออกเองช้า ๆ แอ๊ดดด— เสียงบานประตูครางต่ำยาวจนน่าขนลุก บ่าวรับใช้ในชุดสีดำสนิทยืนเรียงกันอยู่สองฝั่งราวรูปปั้น ทุกคนก้มหน้าต่ำ ไร้เสียง ไร้สีหน้า ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เงยหน้ามาสบตา User บรรยากาศทั้งหมดหนักอึ้งเสียจนแม้แต่ลมหายใจก็ดูยากลำบากขึ้นอย่างประหลาด และตรงหน้าบันไดหินอ่อนนั้นเอง ชายผู้หนึ่งกำลังยืนรออยู่
ดยุกแห่งแดนเหนือ บุรุษร่างสูงในชุดคลุมสีเข้ม ใบหน้าเรียบนิ่งราวถูกสลักจากน้ำแข็ง ดวงตาสีดำลุ่มลึกเย็นเยียบจนยากหยั่งถึงอารมณ์ใด ๆ เขาเพียงปรายตามอง User ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เดินทางลำบากสินะ ท่านหมอ”
น้ำเสียงนั้นสุภาพ แต่กลับไร้ความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง User พยักหน้าเล็กน้อยพลางก้าวลงจากรถม้า ความเย็นจัดของแดนเหนือกัดผ่านเสื้อคลุมเข้าถึงผิวเนื้อทันที ราวกับอากาศที่นี่ไม่ใช่เพียงความหนาวธรรมดา หากเป็นความเย็นที่แทรกซึมลึกถึงกระดูก ดยุกหันหลังเดินนำโดยไม่พูดพร่ำเกินจำเป็น “ข้าหวังว่าท่านจะรักษาบุตรชายของข้าได้”
“อาการของเขาเป็นอย่างไร?”
คำถามนั้นทำให้ฝีเท้าของดยุกชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเขาจะตอบโดยไม่หันกลับมา “อารมณ์แปรปรวน…และค่อนข้างรุนแรง”
สั้น กระชับ และคลุมเครืออย่างน่าประหลาด เมื่อ User ถามต่อเกี่ยวกับรายละเอียดของอาการ อีกฝ่ายกลับเลือกจะเงียบ ราวกับไม่ต้องการพูดถึงมันมากกว่านี้ ดวงตาคมเย็นชานั้นเพียงเหลือบมองมาแวบหนึ่ง เป็นสายตาที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังถูกเตือนโดยไร้คำพูด ก่อนที่ดยุกจะหยุดตรงหน้าบันไดใหญ่ “คืนนี้ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเริ่มงาน พักผ่อนเสียก่อนเถิด”
พูดจบ เขาก็เดินหายไปกับความมืดของโถงทางเดิน ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ จางหายไปอย่างช้า ๆ บ่าวรับใช้คนหนึ่งจึงก้าวออกมาเงียบ ๆ เพื่อพา User ไปยังห้องพัก ทางเดินภายในคฤหาสน์ทอดยาวราวไร้จุดสิ้นสุด ผนังหินเย็นเฉียบประดับด้วยภาพวาดเก่าซีดจางของเหล่าขุนนางในตระกูล ทุกภาพต่างมีดวงตาที่ดูเหมือนกำลังจ้องมองผู้เดินผ่านอย่างเงียบงัน แสงเทียนบนเชิงผนังสั่นไหวตามแรงลมจนเงาทอดยาวบิดเบี้ยวคล้ายกำลังเคลื่อนไหวเอง กลิ่นไม้เก่า กลิ่นฝุ่นชื้น และกลิ่นบางอย่างคล้ายเหล็กขึ้นสนิมจาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ กลิ่นเลือด แม้จะจางเสียจนแทบจับไม่ได้ แต่กลับชัดเจนพอให้รู้สึกอึดอัดในอกอย่างไม่มีเหตุผล
ระหว่างเดินผ่านโถงหนึ่ง User เหลือบไปเห็นรอยบางอย่างบนพรมสีแดงเข้ม รอยลากยาว เหมือนบางสิ่งหนัก ๆ เคยถูกลากผ่านตรงนั้น แต่เมื่อเขาหยุดมอง บ่าวรับใช้กลับรีบเร่งฝีเท้าขึ้นทันทีราวไม่ต้องการให้สังเกตเห็น “มีอะไรงั้นหรือ?” หญิงรับใช้สะดุ้งเล็กน้อยก่อนรีบส่ายหน้า “มะ…ไม่มีเจ้าค่ะ” น้ำเสียงสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด จากนั้นนางก็รีบก้มหน้าต่ำ ไม่พูดอะไรอีกเลยตลอดทาง
ท้ายที่สุด User ก็ถูกพามาถึงห้องพักบริเวณปีกตะวันตกของคฤหาสน์ ห้องกว้างขวางและหรูหรา เตาผิงถูกจุดทิ้งไว้ให้ความอบอุ่น ผ้าม่านสีเข้มหนาทึบบดบังหน้าต่างทั้งหมดเอาไว้จนแทบไม่เหลือแสงจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามา “หากต้องการสิ่งใด สามารถสั่นกระดิ่งเรียกได้เจ้าค่ะ…” หญิงรับใช้กล่าวเบา ๆ แต่ก่อนจะจากไป นางกลับชะงักราวลังเลบางอย่าง “…และไม่ว่าท่านจะได้ยินเสียงอะไรในคืนนี้ อย่าออกจากห้อง” นางพูดแค่นั้น ก่อนรีบก้มหน้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ประตูห้องปิดลง เหลือเพียงความเงียบ User ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเดินไปนั่งลงที่โต๊ะไม้ข้างเตียง แฟ้มเอกสารเกี่ยวกับผู้ป่วยถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบราวเตรียมรอเขาอยู่ก่อนแล้ว เขาหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่าน หน้าแรกเป็นข้อมูลทั่วไปของบุตรชายดยุก อายุ ประวัติการศึกษา อาการป่วย แต่ยิ่งอ่าน สีหน้าของ User ก็ยิ่งเปลี่ยนไปทีละน้อย รายละเอียดภายในเต็มไปด้วยบันทึกคลุมเครือเกี่ยวกับพฤติกรรมรุนแรง การหวาดระแวง อารมณ์แปรปรวน และอาการคลุ้มคลั่งเป็นช่วง ๆ
“ผู้ป่วยมีแนวโน้มใช้ความรุนแรง”
“มีอาการหัวเราะและพูดคนเดียว”
“ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้”
“เกิดเหตุการณ์สูญหายของคนรับใช้หลังเข้าพบผู้ป่วย”
บางหน้าถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีดำราวกับมีใครจงใจปกปิดข้อความสำคัญ บางหน้ามีคราบสีน้ำตาลแห้งกรังติดอยู่ตามขอบกระดาษ คราบที่คล้ายเลือดเก่า และในหน้าสุดท้าย มีเพียงประโยคสั้น ๆ ที่ถูกเขียนด้วยลายมือสั่นเทา “อย่าปล่อยให้มันออกมา”
User เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ก็แค่คนเสียสติ…คงรับมือไม่ยาก”
เขาปิดแฟ้มลง ก่อนเดินไปชำระร่างกายและเตรียมพักผ่อน ทว่าเมื่อแสงเทียนในห้องถูกดับลงจนเหลือเพียงเปลวไฟริบหรี่จากเตาผิง ความเงียบของคฤหาสน์กลับยิ่งหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ เสียงไม้เก่าลั่นดังเป็นระยะ กึก…ก๊อก… ราวกับมีใครกำลังเดินอยู่ไกล ๆ บนทางเดิน ทั้งที่ดึกดื่นเช่นนี้ไม่ควรมีผู้ใดตื่นอยู่แล้ว User หลับตาลงบนเตียง พยายามข่มความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง แต่แล้ว—
ครืด…
เสียงหนึ่งดังขึ้น ช้า หนัก และยืดยาว ครืด…ครืด… เหมือนมีบางสิ่งกำลังถูกลากผ่านพื้นไม้เก่า เสียงนั้นดังมาจากหน้าห้องโดยตรง User ลืมตาทันที หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไร้สาเหตุ ครืด…ครืด… มันยังคงดังต่อเนื่องอย่างเชื่องช้า ราวกับจงใจให้ผู้ฟังรับรู้ถึงน้ำหนักของสิ่งที่กำลังถูกลาก ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าประตูพอดี ความเงียบเข้าปกคลุมทันที เงียบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเอง
User นั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแรงผลักจากความสงสัยจะเอาชนะเหตุผล เขาค่อย ๆ ลุกจากเตียงและเดินเข้าใกล้ประตูช้า ๆ ปลายนิ้วแตะลูกบิดอย่างระวัง เย็นเฉียบราวน้ำแข็ง จากนั้นจึงค่อย ๆ แง้มประตูออกเพียงน้อยนิด และทันทีที่ช่องแสงเปิดขึ้น—กลิ่นคาวเลือดฉุนจัดก็พุ่งเข้าปะทะทันทีจนแทบหายใจไม่ออก
ภาพเบื้องหน้าทำให้ทั่วร่างเย็นวาบ ร่างของสาวรับใช้ผู้พาเขามายังห้องพักกำลังถูกลากผ่านโถงทางเดินอย่างไร้ชีวิต ศีรษะของนางกระแทกพื้นไม้ดัง ตึก…ตึก… ตามแรงลากช้า ๆ เส้นผมสีอ่อนกระเซิงปิดบังใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกค้างราวยังจ้องมองบางสิ่งในวาระสุดท้าย เลือดสีแดงคล้ำลากเป็นทางยาวบนพื้นพรมสีเข้ม และผู้ที่กำลังลากศพนั้น คือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำ เสื้อเชิ้ตบนร่างเปรอะเปื้อนเลือดสดจนแทบกลืนไปกับเงามืด เส้นผมสีดำยุ่งเล็กน้อยตกคลอหน้าผาก มือข้างหนึ่งกำข้อเท้าของศพแน่น อีกข้างแดงฉานไปด้วยเลือด
แต่สิ่งที่น่าหวาดหวั่นที่สุดไม่ใช่เลือด ไม่ใช่ศพ หากเป็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา รอยยิ้มกว้าง งดงาม และบิดเบี้ยวผิดมนุษย์ เหมือนคนที่กำลังเพลิดเพลินกับความวิปลาสของตนเองอย่างแท้จริง จากนั้นเขาก็หยุดเดิน ช้า ๆ ศีรษะหันกลับมา ดวงตาคมสีมืดสบตรงมายังช่องประตูแคบ ๆ อย่างแม่นยำ ราวกับรู้อยู่ก่อนแล้วว่า User กำลังแอบมองอยู่
หัวใจของ User ร่วงวูบทันที เขารีบปิดประตูแทบจะในเสี้ยววินาที ก่อนถอยหลังกลับไปยังเตียง ล้มตัวลงและหลับตาแน่น บังคับลมหายใจให้สม่ำเสมอที่สุด แม้หัวใจจะเต้นรุนแรงเสียจนแทบทะลุอก ไม่กี่อึดใจต่อมา—
กึก…
เสียงลูกบิดดังขึ้นช้า ๆ
แกร๊ก…
ประตูถูกเปิดออก เสียงบานไม้ครางต่ำยาวคล้ายกำลังส่งเสียงเตือน ฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นภายในห้อง ตึก…ตึก… ช้าเสียจนทุกจังหวะราวถูกจงใจยืดให้ยาว เพื่อทรมานผู้ฟังที่กำลังแสร้งหลับ เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนหยุดลงตรงข้างเตียง ความเงียบเย็นเฉียบกดทับทั่วห้อง User รับรู้ได้ชัดเจนว่ากำลังถูกจ้องมองอยู่ สายตาคู่นั้นหนักหน่วง ราวสัตว์นักล่าที่กำลังสำรวจเหยื่อก่อนลงมือ
แล้วที่นอนข้างกายก็ยุบลงเล็กน้อย อีกฝ่ายนั่งลง กลิ่นเลือดสด กลิ่นเหล็ก และลมหายใจอุ่นจัดลอยเข้ามาใกล้จนแทบสัมผัสได้ ก่อนเสียงหัวเราะต่ำแผ่วจะดังขึ้นข้างหู
“แหม…หมอคนใหม่งั้นหรือ~”
น้ำเสียงนุ่มนวลราวคำหยอกเย้า แต่กลับทำให้สันหลังเย็นเฉียบ
“หน้าตาดูไม่เลวนี่นา…หลับอยู่จริงหรือเพียงแสร้งกันแน่”
ปลายนิ้วเย็นจัดไล้ผ่านข้างแก้มแผ่วเบา ช้า อ้อยอิ่ง และน่าขนลุก User ต้องใช้แรงทั้งหมดเพื่อไม่ให้ร่างกายสะดุ้งตอบสนอง อีกฝ่ายหัวเราะต่ำในลำคออีกครั้ง “หึ…กลิ่นความกลัวชัดเจนขนาดนี้ ยังจะเล่นละครอีกหรือ”
ลมหายใจอุ่นรินรดอยู่ใกล้ใบหู ใกล้เสียจนรู้สึกได้ถึงรอยยิ้มของอีกฝ่าย “แต่ไม่เป็นไร…ข้าชอบคนฉลาด อย่างน้อยก็รู้ว่าควรแกล้งตายเมื่อเจอนักล่า”
ปลายนิ้วนั้นเลื่อนช้า ๆ ลงมายังลำคอ ราวกำลังวัดตำแหน่งชีพจรที่เต้นรัว ก่อนจะหยุด เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเสียงหัวเราะแผ่วต่ำก็ดังขึ้นอีกครั้ง “…ดูเหมือนข้าจะได้ของเล่นใหม่เสียแล้วสิ”
จากนั้นน้ำหนักบนเตียงจึงหายไปช้า ๆ เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ถอยห่าง ตึก…ตึก… กระทั่งประตูปิดลงดัง ปัง… ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่คราวนี้ ความเงียบนั้นกลับหนักอึ้งกว่าเดิมหลายเท่า User ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ภายในห้องยังคงมืดสนิท ทว่าในมุมหนึ่งของห้อง—เงาดำสูงใหญ่กลับยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับ ไม่ส่งเสียง ราวกับไม่เคยจากไปไหนเลยตั้งแต่แรก…