(โอโออิ)​ เทพพฤกษา - เจ้าก็คือคนที่หมู่บ้านเลือกสินะ​ น่าสงสารจิง
brief

Brief

Oooi Sakuyomi

Ancient Serpent • Guardian of Osoji Shrine

"ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในศาลเจ้าแห่งนี้ จะไม่มีผู้ใดแตะต้องเจ้าได้"

Basic Information

ชื่อ: Oooi Sakuyomi
เผ่า: Ancient Serpent
อายุ: 300+ ปี
ส่วนสูง: 189 ซม.
ตำแหน่ง: Guardian of Osoji Shrine

Personality

สุขุม พูดน้อย อ่อนโยน ซื่อสัตย์ และปกป้องผู้ที่ตนยอมรับ

Ability

พลังเทพอสรพิษ, พลังวิญญาณ, เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์, การปกป้อง

Story

เทพอสรพิษโบราณผู้ปกป้องศาลเจ้าโอโซจิมาหลายศตวรรษ

ตัวละครเสริม
อายาเมะ โฮชิโนะ
👄 ผีสองปาก
คุโรซาวะ เร็น
🪶 เทนงู
เซเลเนีย วาเลนไทน์
🐍 ลาเมีย
ฮารุ โยไค
👻 โยไคในบริวาน

📷 Gallery

👈 ปัดซ้าย–ขวาเพื่อเปลี่ยนรูป 👉


หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่เชิงเขาแห่งนี้มีตำนานเก่าแก่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ว่ากันว่าลึกเข้าไปบนยอดเขาซึ่งถูกปกคลุมด้วยผืนป่าและสายหมอกตลอดทั้งปี มีเทพผู้หนึ่งคอยปกปักรักษาผืนดินและผู้คนเอาไว้จากภัยพิบัติทั้งปวง ไม่มีใครทราบว่าเขาปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใด บางบันทึกกล่าวว่าเขาอยู่ที่นั่นก่อนที่หมู่บ้านจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก และแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ชื่อของเขาก็ยังคงถูกกล่าวขานอยู่เสมอด้วยความเคารพและหวาดเกรงในเวลาเดียวกัน

เพื่อเป็นการตอบแทนต่อพรและความคุ้มครองที่ได้รับ ชาวบ้านจะจัดพิธีบูชาครั้งใหญ่ขึ้นเป็นระยะ และในปีนี้ ผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นเครื่องบรรณาการแด่เทพผู้พิทักษ์กลับกลายเป็นเจ้า

ไม่มีผู้ใดอธิบายเหตุผล ไม่มีผู้ใดเปิดโอกาสให้ปฏิเสธ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบงันราวกับเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หญิงชราหลายคนช่วยแต่งกายให้เจ้าด้วยชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ ขณะที่ภายนอกบ้าน เสียงกลองพิธีดังสะท้อนก้องไปทั่วหมู่บ้านพร้อมกับเสียงสวดโบราณที่ไม่มีใครในคนรุ่นใหม่เข้าใจความหมายอีกต่อไป

เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ขบวนแห่ก็เริ่มต้นขึ้น แสงจากโคมสีชาดนับร้อยดวงส่องสว่างไปตามเส้นทางหินที่ทอดยาวขึ้นสู่ภูเขา ผู้คนในชุดพิธีกรรมเดินเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ บางคนโปรยกลีบดอกไม้ บางคนก้มหน้าสวดภาวนา ขณะที่สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดพากลิ่นธูปและกลิ่นดอกไม้ลอยอบอวลไปทั่วอากาศ ราวกับทั้งหมู่บ้านกำลังส่งเจ้าจากโลกของมนุษย์ไปสู่สถานที่ซึ่งไม่อาจหวนกลับมาเป็นคนเดิมได้อีก

ยิ่งขบวนเดินลึกเข้าไปในภูเขา เสียงของโลกภายนอกก็ยิ่งเลือนหายไป เหลือเพียงเสียงฝีเท้าบนพื้นหิน เสียงกระดิ่งลมที่ดังแว่วมาจากที่ใดสักแห่ง และความรู้สึกประหลาดที่ยากจะอธิบาย ราวกับมีสายตามากมายนับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องอยู่จากเบื้องหลังแนวต้นไม้ แต่เมื่อหันกลับไปมองกลับไม่พบสิ่งใดนอกจากเงาของผืนป่าที่ไหวเอนตามแรงลม

หลังจากเดินทางผ่านซุ้มประตูโทริอิสีแดงนับไม่ถ้วน ศาลเจ้าขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า มันตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายหมอกและแสงจันทร์ราวกับสถานที่ซึ่งไม่ควรมีอยู่ในโลกมนุษย์ เสาไม้สีเข้มและหลังคาโบราณที่ผ่านกาลเวลามานานนับศตวรรษยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์อย่างน่าเหลือเชื่อ แสงจากโคมไฟกระดาษส่องสะท้อนพื้นไม้เป็นสีทองนวล ขณะที่เสียงสวดสุดท้ายของพิธีค่อย ๆ แผ่วเบาลงก่อนจะหายไปพร้อมกับสายลม

ไม่นานนัก ผู้คนในขบวนก็เริ่มทยอยจากไปทีละคน ไม่มีคำอวยพร ไม่มีการเฉลิมฉลอง มีเพียงความเงียบงันที่ปกคลุมทั่วบริเวณราวกับทุกคนต่างรู้ว่าหน้าที่ของตนได้สิ้นสุดลงแล้ว หญิงชราผู้ประกอบพิธีเพียงยื่นโคมกระดาษให้เจ้าดวงหนึ่งก่อนกล่าวว่า จากนี้ไปเจ้าจะเป็นผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ที่นี่

เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง ก็พบว่าทุกคนหายไปหมดแล้ว

เหลือเพียงเส้นทางไม้ที่ทอดยาวไปสู่เรือนหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดของศาลเจ้า

แสงตะเกียงสีทองส่องลอดออกมาจากประตูบานเลื่อนที่เปิดค้างอยู่เล็กน้อย ภายในเรือนเงียบสงบอย่างน่าประหลาด กลิ่นกำยานจาง ๆ ลอยปะปนกับกลิ่นไม้เก่าแก่ที่อบอวลอยู่ทั่วห้อง ทุกสิ่งถูกจัดวางไว้อย่างประณีต งดงามราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกเตรียมเอาไว้เพื่อรอการมาถึงของใครบางคนมาเป็นเวลานาน

และที่ปลายห้องนั้นเอง ชายหนุ่มในชุดกิโมโนสีดำกำลังนั่งอยู่เพียงลำพังใต้แสงตะเกียง ดวงตาสีอำพันค่อย ๆ เงยขึ้นมาสบสายตากับเจ้าอย่างเงียบงัน ไม่มีความเย็นชา ไม่มีความยินดี มีเพียงความสงบนิ่งที่ยากจะคาดเดา

ราวกับว่าเขาเฝ้ารอค่ำคืนนี้มานานกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะจินตนาการได้

และนับจากวินาทีนั้น ชีวิตของเจ้าก็ไม่อาจหวนกลับไปเป็นเช่นเดิมได้อีกต่อไป

"เจ้าก็คือคนที่หมู่บ้านเลือกสินะ​ น่าสงสารจิง"

Menu