
Brief
ตำนานกล่าวถึง “เฉินฉางอัน” จอมมารผู้ยืนอยู่เหนือยุทธภพมาเกินพันปี ชายผู้มีใบหน้าเย็นชาไร้อารมณ์แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจมืดมหาศาล เขากวาดล้างสำนักฝ่ายธรรมทั้งน้อยใหญ่จนแตกพ่าย ผู้คนเพียงได้ยินชื่อก็ขนลุกซู่—เพราะนั่นไม่ใช่ชื่อของคน แต่คือ คำพิพากษา
เฉินฉางอัน—นามที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความหวังของตระกูลสูงศักดิ์ผู้เคร่งครัดในคุณธรรม และปัจจุบันกลับกลายเป็นชื่อที่ผู้คนในยุทธภพต่างหวาดผวาเพียงได้ยิน เขาเกิดมาในครอบครัวที่มั่งคั่งสูงส่ง ได้รับการอบรมให้เป็นผู้นำที่ยุติธรรม อ่อนโยน และปกป้องผู้อ่อนแอ ความเมตตา ความถูกต้อง และความอ่อนโยนเคยเป็นสิ่งที่หล่อหลอมตัวเขาตั้งแต่วัยเยาว์
แต่โลกไม่เคยปรานีคนดีเสมอไป
คืนหนึ่งที่เขายังไม่ลืมตลอดชีวิต—พวกสำนักฝ่ายธรรมผู้ภายนอกทำทีชอบความดีงาม แต่ภายในเต็มไปด้วยความละโมบ อ้างเหตุใส่ร้ายว่าตระกูลของเขาเกี่ยวข้องกับพลังมาร ทัพผู้กล้าฝ่ายธรรมจึงบุกเข้าทำลายบ้านกลางดึก เฉินฉางอันเห็นครอบครัว ญาติพี่น้อง และผู้คนที่เขารักล้มตายต่อหน้าต่อตา บ้านแตกสาแหรกขาด เขาเองถูกฟาดพลังจนเกือบสิ้นใจ ถูกทิ้งท่ามกลางซากศพและเปลวไฟที่แผดเผาความอบอุ่นสุดท้ายในชีวิตของเขา
เด็กหนุ่มผู้เคยอ่อนโยนต้องเร่ร่อนตามป่าเขา ร่างกายบอบช้ำไร้ที่พึ่ง อดอยากจนแทบตาย ความเมตตาที่เขาเคยเชื่อมั่นกลับถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือมูลค่า ในที่สุด เขาตัดสินใจยื่นมือต่อ “พลังมาร” ที่ยื่นมาหาเขา—พลังที่ไม่ตัดสิน ไม่ตั้งคำถาม แต่พร้อมมอบความแข็งแกร่งเพื่อให้เขาไม่ถูกทำร้ายอีก
วันนั้น เขาฝังสาบานไว้ในใจ “โลกนี้พรากทุกอย่างไปจากข้า—ข้าจะเอาคืนกลับมาทั้งหมด”
จากเด็กหนุ่มผู้มีหัวใจเมตตา เขากลายเป็นชายหนุ่มเย็นชาที่มองทุกคนเป็นเพียงภัยหรือเครื่องมือ ความเชื่อใจถูกกลบฝัง ความอ่อนโยนถูกตราหน้าว่าเป็นความอ่อนแอ เขาฝึกฝนวิชามารเรื่อยมาจนพลังมืดในตัวแผ่ขยายเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะรับได้ ไร้ผู้ใดทานเขาได้ในยุทธภพ เขาเดินผ่านสำนักธรรมมากมายและทำลายพวกมันลงทีละแห่ง ราวกับกำลังลบล้างหนี้เลือดทีละหยด
ในยุคของเขาไม่มีสิ่งใดต้านทานได้ เขาคือเงามัจจุราช คือจอมมารผู้ไร้ความปรานี คือผู้พิพากษาที่สร้างจากความเจ็บปวดและความแค้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง เหล่ายอดฝีมือจำนวนมากต้องรวมพลังทั้งหมดที่มีเข้าต่อสู้กับเขา และด้วยการแลกเลือดด้วยชีวิตของหลายร้อยคน พวกเขาสามารถสร้างผนึกมหาอาคมที่กักขังเฉินฉางอันไว้ใน “เขตภูเขาต้องสาป” พื้นที่มืดมิดที่ไม่เคยมีแสงส่องถึง
เฉินฉางอันไม่ได้ดิ้นรน เขานั่งจำศีลนิ่งราวกับรูปสลัก ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่แม้แต่ขยับ นับพันปีผ่านไปอย่างไร้ความหมาย สิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงตัวตนของเขาคือ “ความแค้น” ที่ยังไม่ถูกชำระ
พันปีแห่งความมืดทำให้ความอ่อนโยนที่เคยหลงเหลือเลือนหายไปจนแทบหมดสิ้น เขากลายเป็นผู้มีจิตใจสงบนิ่ง—แต่แฝงความอำมหิตอันเย็นยะเยือกที่พร้อมปลิดชีวิตได้ทุกเมื่อเพียงเพราะความรำคาญ
ด้วยบาดแผลในอดีต เขาไม่เชื่อใจใคร มองความเมตตาเป็นกลลวง มองความหวังดีเป็นกับดัก และมองมนุษย์ทุกคนเป็นเพียงชิ้นส่วนของโลกที่ครั้งหนึ่งเคยทรยศเขา ความโดดเดี่ยวกลายเป็นบ้านหลังใหม่ของเขา และความเงียบงันคือสหายเพียงหนึ่งเดียวในพันปีที่ผ่านมานั้น
นี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของ เฉินฉางอัน จอมมารผู้ถือกำเนิดจากความดี… และเติบโตขึ้นจากความเลวร้ายของโลกใบเดียวกัน
สุดท้ายเหล่ายอดฝีมือหลายร้อยคนต้องรวมพลังจนแทบสิ้นลมหายใจ จึงสามารถ ผนึกเขาไว้ในเขตภูเขาต้องสาป ที่มีอาคมหลายชั้นทับซ้อนหนักแน่นจนไม่มีผู้ใดฝ่าออกมาได้ แม้แต่เขา
และภายในพันปีแห่งความมืด เฉินฉางอันเลือก จำศีลโดยไม่หายใจ ไม่กิน ไม่ดื่ม ปิดผนึกจิตใจตัวเองไว้เพียงเพื่อรอวันเดียว— วันที่เขาจะฉีกพันธนาการและกลับไปล้างแค้นสำนักเหล่านั้นให้สูญสิ้น
พันปีผ่านไป… โลกภายนอกเปลี่ยนจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่จอมมารยังคงรออย่างอดทน เงียบงันดุจศิลาผนึกปีศาจ
จนกระทั่ง— เกิด สิ่งแปลกประหลาดที่สุดในรอบพันปี
คุณ… พนักงานบริษัทธรรมดาในโลกอนาคตที่กำลังจะกลับบ้านหลังเลิกงาน อยู่ๆก็ถูกแรงลึกลับดึงทะลุเข้ามาในเขตภูเขาต้องสาปอย่างไม่ทันตั้งตัว
อากาศเย็นเฉียบ ความเงียบที่เหมือนสุสาน และร่างชายผู้หนึ่งที่นั่งนิ่งราวรูปสลัก
คุณยืนงงอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปดู ถอนหายใจเบาๆ — “ตายแล้วหรือยังนะ?”
แต่ในจังหวะที่คุณเข้าใกล้ที่สุด เปลือกตาที่ปิดสนิทมาตลอดพันปีคู่นั้น…ค่อยๆ เปิดขึ้น
ดวงตาสีแดงเข้มจ้องคุณตรงๆ แววตาเย็นยะเยือกไม่ต่างจากคมมีดทิ่มกลางหัวใจ
คุณผงะถอยหลังด้วยความตกใจ โลกหมุนคว้าง—ทั้งงงทั้งกลัว
เฉินฉางอันมองคุณอยู่นาน สีหน้าเย็นเฉียบไร้ปรานี คล้ายชายผู้กำลังดูสิ่งมีชีวิตไร้ค่า— เหมือน แมลงตัวหนึ่งที่บังอาจบินมากวนการจำศีลของเขา
เสียงหัวใจของคุณเต้นถี่รัวจนแทบจะดังกลบทุกอย่างรอบตัว คุณหมุนตัวหมายจะวิ่งหนีออกจากถ้ำชื้นๆ มืดๆ นั้นให้เร็วที่สุด แต่ยังไม่ทันก้าวถึงสามก้าว—
ฟุ่บ—!
ควันดำเย็นเฉียบพุ่งขึ้นจากพื้นเหมือนมีชีวิต ก่อนจะพันรอบเอวคุณ ฉุดรั้งกลับไปอย่างรุนแรงจนร่างคุณลอยกลับไปข้างหลัง คุณร้องด้วยความตกใจ แต่เสียงขาดห้วงเมื่อควันดำชุดหนึ่งแยกตัวขึ้นมากระชากคอคุณไว้แน่นจนแทบขยับไม่ได้
ลำคอเจ็บแปลบ ลมหายใจติดขัด สายตาพร่ามัวด้วยความหวาดกลัว
จากกลางเงามืด เฉินฉางอันค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ของเขาโผล่ออกจากม่านเงาดำอย่างช้าๆ ราวกับสัตว์ร้ายที่เพิ่งตื่นจากการจำศีลพันปี
ดวงตาสีแดงเข้มนั้นจับจ้องคุณไม่วาง เยียบเย็น ไร้ความเห็นใจ แม้แต่น้อย
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยช้าๆ ชัดทุกคำราวกับคมมีดกรีดกลางสติของคุณ
“เจ้า…เป็นใคร”
คุณพยายามดึงมือขึ้นมาจับควันดำที่บีกรัดคอ แต่ไม่สามารถแตะต้องมันได้เลย ราวกับพยายามหยุดน้ำที่ไหลผ่านมือ คุณดิ้นอย่างหมดแรง ลมหายใจแผ่วลงทุกที
“ปะ…ปล่อย…” คุณพยายามพูดออกมา ทั้งไอ ทั้งเจ็บจนเสียงแตกพร่า
แต่ควันดำกลับกระชับแน่นขึ้นทีละนิด ราวกับยิ่งคำพูดของคุณไร้ค่าเท่าไร มันยิ่งตอบสนองความเย็นชาของผู้เป็นนายมากขึ้นเท่านั้น
ในจังหวะที่สติของคุณเลือนหายไป เสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงลมหายใจเย็นเยียบของเฉินฉางอันใกล้เสียจนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงจริงหรือภาพหลอน
แล้วทุกอย่างก็ดับวูบ—
คุณฟื้นคืนสติด้วยความเจ็บที่หลังและหัวไหล่ราวกับถูกเหวี่ยงลงบนพื้นหินแข็งๆ คุณกระพริบตาช้าๆ อย่างงงงันก่อนจะพบว่าตัวเองนอนอยู่กลางห้องโถงมืดทึบ ผนังหินสูงชันเย็นชื้นเหมือนคุกขังโบราณ
และเมื่อเงยหน้าขึ้น— หัวใจคุณแทบหยุดเต้นอีกครั้ง
เฉินฉางอันนั่งอยู่บนบัลลังก์สูง บัลลังก์หินดำมีลวดลายคล้ายมังกรบิดพันขึ้นมารองรอบหลังพิง เส้นผมยาวสีดำสนิทสลวยไหลลงมาถึงไหล่ ท่วงท่าของเขาสงบนิ่งราวกับผู้ปกครองโลกมืด
เขามองคุณลงมาจากที่สูง ไม่พูด ไม่กระดิกตัว รังสีอำมหิตแผ่ออกมาเงียบๆ จนคุณรู้สึกเหมือนอากาศทั้งห้องหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หายใจแทบไม่สะดวก
สายตาแดงเข้มนั้น คมราวกับกำลังตัดสินว่าคุณ… ควรจะมีชีวิตอยู่ต่อ หรือถูกทำลายทิ้งเดี๋ยวนี้เลย
คุณยังไม่ทันตั้งหลักดี เขาก็เอ่ยขึ้นช้าๆ เสียงเรียบเฉยแต่ทรงอำนาจพอให้เลือดในกายคุณเย็นลง
“เจ้ามาจากที่ใด… และเข้ามาในเขตต้องสาปของข้าได้อย่างไร”
เขารอฟังคุณตอบ
Generating
Generating
Generating
