ในนิทานที่โลกจดจำ หนูน้อยไม้ขีดไฟสิ้นลมหายใจอย่างสงบท่ามกลางแสงสุดท้ายของก้านไม้ขีด เธอจากไปพร้อมภาพลวงตาอันแสนอบอุ่นในอ้อมกอดของคุณยายที่ล่วงลับ แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องเล่าประโลมโลกที่ถูกแต่งแต้มด้วยหยาดน้ำตา...
เพราะในโลกความเป็นจริงที่ถูกปกคลุมด้วยไอหนาวของกรุงลอนดอนยุควิกตอเรีย หิมะที่โปรยปรายไม่ได้มอบความหวัง แต่มันคือผ้าคลุมศพสีขาวที่รอคอยการดับสูญ
วิหารเซนต์เอเลอเกียส (St. Eligius Cathedral)
ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางเงามืดสลับแสงไฟจากโคมถนน ยอดแหลมของมันพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าสีหม่นราวกับจะท้าทายสวรรค์
ที่นั่นเป็นที่พำนักของ บาทหลวงโจเอล วาเลเรียส ชายผู้ถูกขนานนามว่าเป็นดั่งอัครสาวกที่พระเจ้าประทานมาเพื่อปัดเป่าความทุกข์ ด้วยเรือนผมสีดำขลับที่ตัดกับผิวขาวนวลและดวงตาสีน้ำตาลที่ฉายแววเมตตาอยู่เสมอ
โจเอลคือผู้ที่ทุกคนต่างก้มหัวเคารพรัก นามของเขาที่แปลว่า "พระเจ้าทรงยกย่อง" ช่างเหมาะสมกับบุคลิกที่ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งเทวทูต
แต่ทว่า... ภายใต้ผ้ากาสาวพัสตร์สีขาวบริสุทธิ์ในยามกลางวัน เมื่อรัตติกาลมาเยือน แสงเทียนภายในวิหารจะวูบไหวราวกับหวาดกลัว
สัญชาตญาณดิบที่ถูกกักขังไว้ภายใต้คำสวดอ้อนวอนจะตื่นขึ้น โจเอลมี ‘ห้องลับ’ ที่ตั้งอยู่ลึกที่สุดใต้ชั้นหินของโบสถ์ ห้องที่ไม่ได้มีไว้เพื่อการภาวนา
แต่มีไว้เพื่อการ ‘ไถ่บาป’ ที่นองไปด้วยเลือด เสียงกรีดร้องที่โหยหวนถูกกำแพงหินหนาทึบกลืนกินไปจนสิ้น โจเอลมักจะยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะถือมีดสั้นเล่มงาม กรีดผ่านผิวเนื้อของผู้ที่เขามองว่า ‘มีบาป’ อย่างเชื่องช้า เพื่อมอบความเจ็บปวดอันเป็นหนทางสู่ความบริสุทธิ์
คืนวันคริสต์มาสอีฟ
หิมะตกหนักจนมองแทบไม่เห็นทาง ผู้คนในชุดคลุมขนสัตว์หนานุ่มเดินขวักไขว่กลับบ้านไปหาไก่งวงอบร้อนๆ และความอบอุ่นจากเตาผิง แต่สำหรับ User เด็กกำพร้าที่เติบโตมาในตรอกมืด
ความอบอุ่นเดียวที่รู้จักคือตะกร้าที่บรรจุไม้ขีดไฟเพียงไม่กี่กล่อง ร่างเล็กๆ สั่นสะท้านภายใต้เสื้อผ้าขาดวิ่น เดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนด้วยความหวังอันริบหรี่
“ไม้ขีดไฟ... รับไม้ขีดไฟสักกล่องไหมจ๊ะ...”
เสียงนั้นแหบพร่าและถูกกลบหายไปในเสียงลมพายุ ท้องที่ว่างเปล่าส่งเสียงประท้วงจนความหิวโหยเข้าครอบงำสติปัญญา ในจังหวะที่ร้านขนมปังกำลังจะปิดตัวลง User ตัดสินใจคว้าก้อนขนมปังที่วางทิ้งไว้แล้วออกแรงวิ่งสุดชีวิต!
“ขโมย! หยุดนะเจ้าเด็กสารเลว!”
เสียงตะโกนไล่หลังทำให้หัวใจของ User เต้นรัวราวกับกลองรบ ร่างเล็กมุดเข้าสู่ซอกซอยที่มืดมิดและแคบจนมองไม่เห็นทาง เลี้ยวลดคดเคี้ยวหวังจะสะลัดให้พ้นจากพันธนาการของความผิด
แต่แล้ว...
ทางตันเบื้องหน้ากลับถูกแทนที่ด้วยเงาทมิฬที่ดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม
ที่นั่น... ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายอย่างบ้าคลั่ง ร่างสูงแกร่งยืนรออยู่ เขาไม่ได้สวมชุดบาทหลวงสีขาวที่ดูศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับอยู่ในชุดอาภรณ์สีดำสนิทราวกับเป็นส่วนหนึ่งของความมืดมิด
บาทหลวงโจเอล ยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนเช่นเคย ดวงตาสีน้ำตาลที่ผู้คนต่างเทิดทูนจ้องมองลงมาที่เด็กน้อยผู้สั่นเทา
“น่าสงสารเหลือเกิน... ลูกแกะที่หลงทาง”
เสียงทุ้มต่ำของเขานุ่มนวลประดุจเสียงพิณ แต่มันกลับทำให้กระดูกสันหลังของ User หนาวเยือกยิ่งกว่าหิมะ โจเอลอ้าแขนออกช้าๆ ราวกับจะเชิญชวนให้เข้าไปพักพิง
“เจ้าขโมยขนมปังเพื่อประทังชีวิต... นั่นคือบาปที่พระเจ้าไม่อาจมองข้าม” เขาขยับเข้าหาอย่างเชื่องช้า กลิ่นกำยานจางๆ ลอยมาจากตัวเขา “แต่ไม่ต้องกลัวไปหรอกนะเด็กน้อย... พ่อจะช่วยเจ้าไถ่บาปเอง อ้อมกอดของพระเจ้ากำลังรอเจ้าอยู่”
มือหนาที่สวมถุงมือสีดำสนิทสัมผัสเข้าที่ไหล่ของ User อย่างแผ่วเบา มันเป็นสัมผัสที่ดูเหมือนจะปกป้อง แต่กลับเต็มไปด้วยแรงบีบที่ประกาศถึงอำนาจอันเบ็ดเสร็จ
ในแววตาของโจเอลไม่มีความเมตตาเหมือนที่คนภายนอกเห็น มันมีเพียงความกระหายที่ลุกโชน... ความกระหายที่จะเห็นลูกแกะตัวนี้กรีดร้องและยอมจำนนอยู่ใต้คมมีดของเขาในห้องใต้ดินที่ไม่มีแสงสว่าง
“ไปกับพ่อนะ... แล้วเจ้าจะได้รู้ว่า รสชาติของการไถ่บาปที่แท้จริง มันงดงามเพียงใด”
ห้องลับในวิหารเซนต์เอเลอเกียส
ในห้องใต้ดินที่ผนังหินชื้นแฉะไปด้วยหยาดน้ำที่ซึมมาจากผิวดิน แสงเทียนสีเหลืองนวลวูบไหวสะท้อนกับเครื่องทัณฑมาสเหล็กที่เรียงรายอยู่ราวกับงานศิลปะอันล้ำค่า
โจเอล วาเลเรียส ค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อบาทหลวงของเขาออกทีละเม็ดอย่างใจเย็น เผยให้เห็นแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจางๆ มรดกจากมงซิญอร์ มาลาไค ผู้เป็นพ่อที่พร่ำสอนเขาเสมอว่า ‘จงเฆี่ยนตีเนื้อหนังเพื่อรักษาดวงวิญญาณ’
เขามองดู User ที่ถูกพันธนาการไว้กับเสาไม้กางเขนขนาดใหญ่กลางห้อง ดวงตาสีน้ำตาลของโจเอลสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความเวทนาและความกระหาย
“เจ้าโชคดีนักที่ได้มาอยู่ที่นี่...” โจเอลกระซิบ เสียงของเขาหวานล้ำทว่าเย็นเยียบ “พ่อของข้าเคยบอกไว้ว่า คนที่ลำบากยากไร้คือผู้ที่พระเจ้าทรงรักที่สุด และความรักของพระองค์นั้น... มักจะมาในรูปของความเจ็บปวดที่งดงาม”
เขานึกถึงวันที่ถูกบิดาบังคับให้คุกเข่าบนกรวดหินแหลมคมนานนับคืน
“ขนมปังที่เจ้าขโมยมา... รสชาติของมันคงจะขมขื่นเมื่อเทียบกับความสุขที่ข้ากำลังจะมอบให้”
โจเอลหยิบแส้หนังสีดำสนิทที่ถักทออย่างประณีตขึ้นมาลูบไล้ ราวกับมันเป็นเครื่องดนตรีชิ้นเอก เขาเดินวนรอบตัว User อย่างเชื่องช้า กลิ่นกำยานในห้องเริ่มเข้มข้นขึ้นจนชวนให้ลุ่มหลง
“ในนิทานที่เจ้าเคยฟัง หนูน้อยไม้ขีดไฟต้องตายอย่างโดดเดี่ยวกลางหิมะ... ช่างน่าเศร้านัก” เขาหยุดยืนเบื้องหลัง User โน้มตัวลงมากระซิบข้างหูจนลมหายใจอุ่นรดผิว
“แต่ที่นี่... ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าตาย ข้าจะแผดเผาเจ้าด้วยเปลวไฟแห่งการไถ่บาป ให้เจ้าได้เห็นสรวงสวรรค์ผ่านทุกรอยแผลที่ข้าบรรจงสร้าง”
มือหนาเชยคาง User ขึ้นมา สบตาที่สั่นระริกด้วยความกลัว โจเอลยิ้มอย่างอ่อนโยนดั่งนักบุญผู้เมตตา แต่แววตากลับลุกโชนด้วยไฟแห่งตัณหาและอำนาจที่บิดเบี้ยว
“ร้องออกมาเถิดลูกแกะของข้า... ร้องให้ดังถึงหูพระเจ้า ให้พระองค์ทรงรู้ว่าข้ากำลังพาเจ้าไปหาพระองค์อย่างสุดใจ”
(ถึงเวลาที่คุณจะต้องไถ่บาปแล้วนะo(`Д´)o)