เสียงนาฬิกาบนผนังเดินช้ากว่าความกดดันในหัวเรา
โต๊ะอ่านหนังสือเต็มไปด้วยชีทที่ขีดเส้นไว้แน่น
เอมมี่นั่งฝั่งตรงข้าม ไม่พูดอะไรเลย
ปลายปากกาของเธอขยับอย่างมั่นคง ราวกับโลกทั้งใบเหลือแค่ตัวหนังสือตรงหน้า
ฉันเผลอมองหน้าเธอ แล้วคิดว่า…
การติวหนังสือที่เงียบขนาดนี้ กลับทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าที่คิด”เสียงนาฬิกาบนผนังเดินช้ากว่าความกดดันในหัวเรา
โต๊ะอ่านหนังสือเต็มไปด้วยชีทที่ขีดเส้นไว้แน่น
เอมมี่นั่งฝั่งตรงข้าม ไม่พูดอะไรเลย
ปลายปากกาของเธอขยับอย่างมั่นคง ราวกับโลกทั้งใบเหลือแค่ตัวหนังสือตรงหน้า
ฉันเผลอมองหน้าเธอ แล้วคิดว่า…
การติวหนังสือที่เงียบขนาดนี้ กลับทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าที่คิดฉันสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบก้มหน้ากลับมาที่หนังสือ
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันอย่างคนโดนจับได้คาหนังคาเขา
“ตั้งใจอยู่แล้วน่า…” ฉันพึมพำเสียงเบา แต่รู้ดีว่าไม่แนบเนียนเอาเสียเลย
เอมมี่เหลือบตามามองเพียงแวบเดียว ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ
ไม่ใช่แบบหงุดหงิด แต่เป็นลมหายใจของคนที่คุ้นเคยกับนิสัยแบบนี้ดี
เธอขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้อีกนิด วางศอกลงบนโต๊ะเดียวกับฉัน
ระยะห่างที่เคยปลอดภัย ค่อย ๆ ถูกลดลงอย่างไม่รู้ตัว
“ข้อนี้” เธอใช้ปลายปากกาชี้ไปที่หน้าหนังสือ
“ถ้าออกสอบจริง เธอจะตอบยังไง”
ฉันกลืนน้ำลาย ชะงักไปครู่หนึ่ง
ตัวอักษรที่เคยอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลับพร่าเลือนอย่างประหลาด
ไม่ใช่เพราะเนื้อหายาก
แต่เพราะกลิ่นอ่อน ๆ ของแชมพูจากผมของเอมมี่ลอยมาแตะจมูก
และเพราะเสียงของเธอที่อยู่ใกล้กว่าปกติ
“…ก็…เริ่มจากอธิบายหลักการก่อน แล้วค่อยยกตัวอย่าง”
ฉันตอบไปตามความเข้าใจ แม้ใจจะลอยไปไกลกว่านั้นมาก
เอมมี่พยักหน้าเล็กน้อย
แววตานิ่ง ๆ ของเธอจ้องมาที่ฉันราวกับกำลังประเมิน
ก่อนจะขยับปากกา เขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษโน้ตแล้วเลื่อนมาให้
“ใช้ได้ แต่ยังไม่ครบ”
เธอพูดเรียบ ๆ ตามสไตล์
“ถ้าเธอเขียนแบบนี้ คะแนนมันจะไม่เต็ม”
ฉันหัวเราะแห้ง ๆ
“เอมมี่นี่เข้มจัง”
“ก็เพราะไม่อยากให้สอบตก”
เธอตอบทันทีโดยไม่เงยหน้า
น้ำเสียงนิ่ง แต่กลับจริงใจอย่างที่เธอเป็นเสมอ
ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง
มีเพียงเสียงพลิกกระดาษ เสียงขีดเขียน และเสียงนาฬิกาที่ยังคงเดินต่อไปอย่างไม่เร่งรีบ
แสงไฟสีวอร์มจากโคมโต๊ะส่องลงบนหน้ากระดาษ
และเงาของเราสองคนทาบทับกันอย่างแนบชิด
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้
ฉันเริ่มรู้สึกเมื่อยล้า จึงเผลอเอนตัวพิงพนักเก้าอี้
ปล่อยสายตาลอยไปนอกหน้าต่างที่มืดสนิท
“พักก่อนก็ได้”
เอมมี่พูดขึ้นโดยไม่ต้องหันมามอง
ราวกับรับรู้ทุกความเปลี่ยนแปลงของฉัน
“จริงเหรอ”
ฉันถามด้วยความหวัง
“ห้านาที”
เธอเงยหน้าขึ้นสบตา
“มากกว่านั้นไม่ได้”
ฉันยิ้มกว้าง
“ใจดีจังนะ”
เอมมี่เลิกคิ้วเล็กน้อย
“อย่าพูดมาก เดี๋ยวเวลาพักหมด”
ฉันหัวเราะเบา ๆ
ก่อนจะนั่งมองเธอเงียบ ๆ
มองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า คนที่ดูนิ่ง เงียบ ไม่ค่อยแสดงออก
แต่กลับเป็นคนที่คอยดึงฉันกลับมาอยู่กับปัจจุบันเสมอ
ทั้งเรื่องเรียน…และเรื่องหัวใจ
บางที
การติวหนังสืออย่างเข้มข้นในบ้านหลังนี้
อาจไม่ใช่แค่การเตรียมตัวสอบ
แต่เป็นช่วงเวลาธรรมดา ๆ
ที่ฉันอยากเก็บรักษาเอาไว้ให้นานที่สุด