ในคฤหาสน์หินอ่อนหลังโตที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน
เสียงฝีเท้าของ ภาคิน หนักแน่นและเต็มไปด้วยความกังวล เขารีบก้าวเข้าไปในห้องนอนที่ปกคลุมด้วยม่านลูกไม้สีขาวสะอาดตา ที่นั่นมี อลิซ คู่หมั้นสาวที่เขารักสุดหัวใจนั่งอยู่บนรถเข็นไม้แกะสลัก เธอดูซูบผอมและเปราะบางเหลือเกิน ดวงตาของเธอคลอไปด้วยน้ำตาขณะที่เธอยื่นมือที่สั่นเทามาหาเขา อลิซหยิบสมุดโน้ตหนังแท้ขึ้นมาบรรจงเขียนข้อความด้วยลายมือที่ดูฝืนแรง “ภาคินคะ... ฉันฝันว่าฉันร้องเพลงไม่ได้อีกแล้ว หมอบอกว่าไม่มีทางรักษา แต่ในตำราเก่าแก่เล่มนั้น... มันบอกว่ามีเพียง เสียงของปีศาจไซเรน เท่านั้นที่จะช่วยฉันได้ ฉันอยากพูดกับคุณอีกครั้งเหลือเกิน” เธอแสร้งทำเป็นสะอื้นอย่างไร้เสียง ไหล่บางที่สั่นไหวนั้นทำให้หัวใจของภาคินแทบแตกสลาย เขาคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ สาบานด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าเขาจะทำทุกอย่างเพื่อเอาเสียงนั้นมาให้เธอ โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า ทันทีที่เขาสะบัดหน้าเดินออกจากห้องไปเพื่อเตรียมการเดินทาง อลิซก็ลอบยิ้มร้ายที่มุมปาก ดวงตาที่เคยโศกเศร้ากลับฉายแววละโมบและเยือกเย็น เธอไม่ได้อยากพูดได้เพราะรักเขา แต่เธออยากได้เสียงสวรรค์นั่นมาเพื่อเป็นใบเบิกทางสู่ความโด่งดังและทิ้งชายโง่ๆ อย่างเขาไว้ข้างหลัง
ภาคินเดินทางรอนแรมข้ามมหาสมุทรที่บ้าคลั่งจนมาถึงน่านน้ำที่ถูกลบออกจากแผนที่ เขาจงใจนำเรือลำงามเข้าปะทะกับโขดหินโสโครกจนมันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ ร่างของเขาถูกคลื่นยักษ์ซัดขึ้นมาเกยบนหาดทรายสีดำสนิทของเกาะลึกลับ เขาแสร้งทำเป็นหมดสติ นอนนิ่งไม่ไหวติงในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเปียกโชก แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยแผนการร้ายและการเฝ้ารอ...
ฉัน เฝ้ามองเขาจากใต้ผิวน้ำที่มืดมิด กลิ่นอายของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความจอมปลอมนี้มันช่างรุนแรงเสียจนฉันรู้สึกขบขัน ฉันค่อยๆ แหวกว่ายผ่านมวลน้ำเย็นเยือก ผิวกายของฉันสะท้อนแสงจันทร์วาววับราวกับอัญมณีต้องคำสาป ฉันพาร่างขึ้นสู่บก เรียวขาที่แปรเปลี่ยนจากเกล็ดปลาเยื้องย่างเข้าไปหาเหยื่อที่นอนนิ่งอยู่ ฉันรู้ทันทุกความคิดของเขา รู้ถึงอาวุธและสร้อยคอผนึกเสียงที่เขาซ่อนไว้ในอกเสื้อ แต่ฉันจะเล่นตามเกมโง่ๆ นี่ดูสักหน่อย... ฉันโน้มตัวลงไป เส้นผมเปียกชื้นของฉันหยดน้ำใส่ใบหน้าของเขา
ทันใดนั้น ภาคินแสร้งลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ เขาทำท่าทางตื่นตระหนกและมึนงง ก่อนจะมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหลงใหลอย่างที่เขาเตรียมการมาอย่างดี เขาคว้าข้อมือของฉันไว้ด้วยมือที่สั่นเทา (ซึ่งแน่นอนว่าเขาแกล้งทำ)
“คุณ... คุณเป็นใครกัน? เทพธิดาแห่งท้องทะเลงั้นหรือ?” ภาคินพึมพำน้ำเสียงแหบพร่า “ผมหลงทางมา... เรือของผมถูกพายุซัดจนพังทลาย ผมคิดว่าผมจะตายไปเสียแล้ว... แต่พอได้เห็นคุณ ผมกลับรู้สึกว่าการที่ผมรอดชีวิตมาได้ในตอนนี้ มันช่างคุ้มค่าเหลือเกิน”
เขาลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉัน พยายามใช้เสน่ห์และความน่าสงสารล่อลวงให้ฉันตายใจ “ผมชื่อภาคิน... ผมหนีมาจากโลกที่เต็มไปด้วยคนใจร้าย ทุกคนต้องการแต่ผลประโยชน์จากผม แต่สายตาของคุณ... มันดูบริสุทธิ์เหลือเกิน ได้โปรดเถอะ ถ้าคุณจะฆ่าผม ก็จงฆ่าผมด้วยมือของคุณเอง ดีกว่าปล่อยให้ผมต้องกลับไปเผชิญกับโลกที่ไม่มีใครรักผมจริงคนนั้น”
ฉันจ้องมองใบหน้าที่ปั้นแต่งความเศร้าของเขาแล้วเกือบจะหัวเราะออกมาดังๆ มือของฉันลูบไล้ไปตามโครงหน้าคมสันของเขา เล็บแหลมคมสะกิดผิวเขาจนเลือดซิบจางๆ ฉันกระซิบบอกเขาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความหมายที่ซ่อนเร้น
“โถ... ชายหนุ่มผู้แสนโดดเดี่ยว เจ้าช่างน่าสงสารเหลือเกินที่หลงมาถึงรังของปีศาจเช่นฉัน” ฉันแสร้งทำเป็นเอียงคออย่างซื่อตรง “เจ้าบอกว่าโลกของเจ้าไม่มีใครรักเจ้างั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้น... ลองอยู่ที่นี่กับฉันสักพักสิ ฉันจะทำให้เจ้ารู้จักความรักที่แท้จริง... ความรักที่เจ้าจะไม่มีวันลืมไปจนวันตาย”
ภาคินยิ้มออกมาด้วยความดีใจที่คิดว่าแผนการสำเร็จ เขาเริ่มโอบกอดฉันไว้ พยายามทำตัวเป็นชายคนรักที่แสนดี โดยไม่รู้เลยว่าเขากำลังก้าวเท้าเข้าสู่กรงขังที่ไม่มีวันออกไปได้ ภาคินขยับยิ้มที่มุมปากอย่างอ่อนแรง ท่าทางของเขาดูเหมือนลูกนกที่ปีกหักและต้องการที่พักพิงอย่างที่สุด เขาเริ่มรุกคืบด้วยการกระทำที่จงใจให้ฉันเคลิ้มไปกับรูปลักษณ์ของเขา ภาคินค่อยๆ รั้งร่างของฉันเข้าไปหาจนแผ่นอกกว้างที่เปลือยเปล่าและชื้นแฉะของเขาแนบชิดกับผิวกายเย็นเยือกของฉัน เขาจงใจปล่อยให้หยดน้ำจากเส้นผมสีดำสนิทไหลซึมไปตามลำคอและแผงอกที่ขึ้นรูปสวยงาม ก่อนจะก้มลงซบไหล่ฉันแล้วถอนหายใจยาวๆ ราวกับว่าเขาเจอความอบอุ่นที่ตามหามาทั้งชีวิต เขายกมือหนาขึ้นมาลูบไล้เส้นผมของฉันอย่างเบามือ ปลายนิ้วเขาสัมผัสติ่งหูฉันอย่างแผ่วเบาพลางกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่จงใจหยอดเสน่ห์ลงไปในทุกคำพูด "คุณรู้ไหม... เพียงแค่ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวคุณ ความเจ็บปวดจากการถูกโลกทั้งใบหักหลังมันก็ดูเบาบางลงไปทันที ถ้าที่นี่คือรังของปีศาจ ผมก็ยินดีจะตกเป็นเหยื่อของคุณไปตลอดกาล ดีกว่าต้องกลับไปมีชีวิตที่ว่างเปล่าในโลกที่มืดมนใบนั้น" เขาเงยหน้าขึ้นสบตาฉัน ดวงตาสีอำพันที่เขาปั้นแต่งให้ดูเศร้าสร้อยนั้นช่างฉ่ำวาวไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เขาแสร้งทำเป็นโน้มหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินริมฝีปากของฉัน หวังจะใช้จุมพิตเป็นเหยื่อล่อให้ฉันลุ่มหลงจนลืมสัญชาตญาณสัตว์ร้าย แต่ในขณะที่ภาคินกำลังแสดงละครรักบทใหญ่ซบไหล่ฉันอยู่นั้น ภาพในความทรงจำที่ฉันมองเห็นจากจิตใจอันบิดเบี้ยวของเขากลับสะท้อนภาพของ อลิซ ขึ้นมาอย่างชัดเจน... ภาพของหญิงสาวผมบลอนด์ทองผู้แสนเปราะบางที่กำลังนั่งอยู่บนรถเข็นในคฤหาสน์หินอ่อน อลิซที่เคยบีบน้ำตาต่อหน้าภาคินจนเขาใจสลาย ทันทีที่ลับหลังเขา เธอกลับลุกขึ้นยืนได้อย่างคล่องแคล่วราวกับปาฏิหาริย์ที่เธออุปโลกน์ขึ้นมา อลิซเดินไปที่กระจกบานใหญ่พลางใช้นิ้วเรียวยาวแตะที่ลำคอของตัวเองแล้วหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งโดยไม่มีเสียง เธอหยิบลิปสติกสีแดงสดขึ้นมาทาปากพลางจินตนาการถึงวันที่เธอจะได้รับ 'เสียงของไซเรน' มาครอบครอง ในใจของอลิซตอนนั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยามต่อภาคินอย่างถึงที่สุด 'ไอ้โง่ภาคิน... ป่านนี้คงกำลังคลานเข่าเข้าไปขอความรักจากอีปีศาจนั่นล่ะมั้ง รีบๆ เอาเสียงมันมาให้ฉันซะที ฉันเบื่อเต็มทีแล้วที่ต้องแกล้งเป็นอีใบ้ขี้โรคเพื่อรั้งแกไว้ ถ้าฉันได้เสียงนั่นมาเมื่อไหร่ ฉันจะถีบหัวแกส่งคนแรกเลย!' เธอใช้เล็บจิกไปที่รูปถ่ายของภาคินด้วยความรังเกียจ ก่อนจะหยิบจดหมายรักที่ภาคินเคยเขียนให้มาฉีกเล่นเป็นชิ้นๆ อย่างสนุกมือ ความร้ายกาจของอลิซนั้นล้ำลึกเสียจนคนซื่ออย่างภาคินไม่มีทางตามทัน แต่สำหรับฉัน... มันช่างเป็นเรื่องตลกที่น่าสมเพช ฉันมองเห็นภาพเหล่านั้นทั้งหมดผ่านเงาสะท้อนในดวงตาของภาคินที่กำลังออดอ้อนฉันอยู่ ภาคินเริ่มใช้มือข้างหนึ่งเชยคางฉันขึ้นมาอย่างแผ่วเบา สายตาของเขาไล่มองริมฝีปากฉันด้วยความกระหาย (ที่เขาคิดว่าเขาแกล้งทำได้เนียนที่สุด) เขากำลังพยายามจะมอมเมาฉันด้วยสัมผัสของมนุษย์ เพื่อที่เขาจะได้โอกาสกระชาก 'สร้อยคอผนึกเสียง' ออกมาจัดการฉันในตอนที่ฉันเผลอใจที่สุด "ได้โปรดเถอะ... ให้ผมได้เป็นของคุณได้ไหม?" ภาคินกระซิบอ้อนวอน พร้อมกับกดริมฝีปากลงที่ข้อมือของฉันอย่างแผ่วเบาและแช่อิ่มอยู่อย่างนั้น ราวกับจะสื่อว่าเขาคือทาสผู้ซื่อสัตย์ ฉันโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างใบหูของเขาจนเขาสั่นสะท้าน "แน่นอนสิ... ในเมื่อเจ้าอยากเป็นของฉันขนาดนี้ ฉันก็จะทำให้เจ้า 'หนีไปไหนไม่ได้' เลยล่ะ ภาคิน" ฉันจงใจเน้นชื่อของเขาพร้อมกับใช้เล็บแหลมคมกรีดไล่ไปตามแนวสันหลังของเขาเบาๆ จนเขาขนลุกเกรียว ไม่ใช่เพราะกลัว... แต่เพราะเขากำลังเริ่ม 'ตกหลุมรัก' ฉันจริงๆ โดยที่สมองของเขายังไม่ทันได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
แต่แทนที่ฉันจะผลักเขาออกหรือเปิดโปงความจริงในตอนนี้ ฉันกลับเลือกที่จะซบหน้าลงกับอกแกร่งของเขา แสร้งทำเป็นสั่นเทาราวกับไซเรนผู้ใสซื่อที่พ่ายแพ้ต่อคำหวานของมนุษย์ ฉันช้อนสายตาขึ้นมองเขาด้วยความเว้าวอน มือข้างหนึ่งแกล้งลูบไล้ไปใกล้ๆ กับอกเสื้อที่เขากักขัง ‘สร้อยคอผนึกเสียง’ เอาไว้ ฉันปล่อยให้เขาได้ใจ ปล่อยให้เขาคิดว่าตอนนี้ปีศาจแห่งท้องทะเลกำลังตกอยู่ในกำมือของเขาแล้ว
ภาคินเมื่อเห็นว่าฉันมีท่าทีอ่อนระทวยลง เขาก็ยิ่งได้ใจ เขาขยับกายเข้าหาฉันมากขึ้นจนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่าน มือหนาของเขาเชยคางฉันขึ้นมาอย่างแผ่วเบา สายตาของเขามันเต็มไปด้วยตัณหาและความทะเยอทะยานที่ปนเปกันจนแยกไม่ออก เขาก้มลงกระซิบชิดริมฝีปากของฉันด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า "ถ้าอย่างนั้น... พิสูจน์ให้ผมเห็นได้ไหมว่าคุณเป็นของผมจริงๆ? มอบสิ่งที่เป็นที่สุดของคุณให้ผม... แล้วเราจะหนีไปจากโลกที่วุ่นวายนี้ด้วยกัน"