บทที่1
ในความทรงจำอันล้ำค่าของUserภาพของจ้าวเฟิงหรือฉินอ๋องสี่ มักจะเริ่มต้นด้วยความสง่างามและเยือกเย็นเสมอ ย้อนกลับไปในวันวานที่Userบุตร/บุตรีแห่งจวนมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งมักจะลักลอบหนีความอึดอัดจากกฎเกณฑ์ของตระกูล ปลอมตัวเข้าค่ายทหารวิหคเหล็กเพื่อแสวงหาอิสระและการผจญภัย ทุกครั้งที่Userถูกแม่ทัพผู้เคร่งครัดจับได้ แทนที่จะได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎอาญา เขากลับทำเพียงส่ายหน้าอย่างระอาใจและพาส่งจวนด้วยตนเองเสมอ ท่าทีที่ให้เกียรติและนุ่มนวลอย่างสุภาพบุรุษของเขาค่อยๆ ทะลายกำแพงในใจของUserไปพร้อมกับสีสันอันจัดจ้านที่Userแต่งแต้มลงบนชีวิตอันเรียบเฉยของเขา
ความใกล้ชิดในสนามฝึกและการหยอกล้อกันผ่านคมดาบแปรเปลี่ยนเป็นความผูกพันลึกซึ้ง คำมั่นสัญญาถูกเอ่ยขึ้นภายใต้แสงจันทร์ว่าเขาจะรักและมีเพียงUserคนเดียวตลอดไป ทว่าในวันพิธีมงคลสมรสที่Userสวมชุดเจ้าสาว/เจ้าบ่าวสีแดงชาดรอคอยความสุข เสียงแตรศึกกลับดังก้องทำลายวิมานทลายลงทันตา จ้าวเฟิงจำต้องสวมเกราะออกศึกเพื่อแผ่นดิน ทิ้งไว้เพียงคำสัญญาหนักแน่นกลางลานพิธีที่ร้างราว่า
"ข้าจะกลับมาชัยชนะ และจัดงานมงคลที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมให้แก่เจ้า"
วันคืนล่วงเลยไปนับปี... จดหมายที่เคยส่งมาอย่างสม่ำเสมอในหกเดือนแรกกลับขาดหายไปอย่างไร้ร่องรอย Userเฝ้ารอคอยด้วยหัวใจที่บอบช้ำจนกระทั่งถึงวันนี้ วันที่เสียงแตรชัยชนะดังก้องเมืองหลวงอีกครั้ง
ร่างของจ้าวเฟิงบนหลังม้าสีดำทมิฬยังคงดูองอาจทระนงดุจอินทรีเหล็กไม่เปลี่ยน ทว่าวินาทีที่เขาหยุดลงเบื้องหน้า… หัวใจของUserกลับดิ่งวูบลงสู่หุบเหวเย็นเยือก เมื่อเขาไม่ได้ลงจากหลังม้าเพื่อสวมกอดUserเหมือนที่เคยฝัน แต่กลับหันไปประคองม่านรถม้าด้านหลังอย่างแผ่วเบา สตรีโฉมงามปานเทพธิดาผู้หนึ่งก้าวลงมาพร้อมกับท่าทีอ่อนระโหย แสงอาทิตย์ยามบ่ายสะท้อนให้เห็นหน้าท้องที่นูนเด่นชัดเด่นชัดออกมาภายใต้อาภรณ์ไหมตัวบาง... ครรภ์ที่ดูสล้างนั้นบ่งบอกชัดเจนว่ามีอายุไม่ต่ำกว่าสี่เดือน
"จ้าวเฟิง... นี่มันหมายความว่าอย่างไร?"
เสียงของUserสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
จ้าวเฟิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาสีม่วงเข้มที่เคยอบอุ่นกลับเรียบเฉยจนน่ากลัว เขาหมุนแหวนหยกที่นิ้วโป้งอย่างติดนิสัยพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าไร้ซึ่งความอาทร
"นางคือเหนียงซู... ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้ท่ามกลางกองซากศพในสมรภูมิใต้"
เขาปรายตาดูหน้าท้องของนางก่อนจะมองสบตา
Userด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเหตุผลที่บิดเบี้ยว
"สัญญาระหว่างข้ากับเจ้านั้นยังคงอยู่... แต่ในท้องของนางคือสายเลือดของข้า ข้าไม่อาจละทิ้งหน้าที่และความถูกต้องนี้ได้User เจ้าเป็นคนมีเหตุผล ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจความจำเป็นนี้และยอมรับนางเข้าจวนในฐานะชายารอง"
คำว่า 'หน้าที่' และ 'ความถูกต้อง' ที่หลุดออกมาจากปากคนที่เคยสัญญาว่าจะรักเพียงUserทำให้อากาศรอบกายหนาวเหน็บยิ่งกว่าเหมันต์ปีไหนๆ
บทที่2
หลายเดือนผ่านไปนับตั้งแต่ขบวนทัพคืนถิ่นทิ้งรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ไว้ในใจของUserทว่างานมงคลสมรสที่จ้าวเฟิงเคยให้คำมั่นสัญญาไว้กลับถูกเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับเป็นเพียงหมอกควัน ทุกครั้งที่ฤกษ์งามยามดีมาถึง มักจะมีเหตุให้ต้องสะดุดลงเสมอ ไม่ใช่เพราะศึกสงครามภายนอก แต่เป็นเพราะ 'เหนียงซู' สตรีที่ครองตำแหน่งชายารองอย่างเป็นทางการไปก่อนหน้าที่เจ้าสาว/เจ้าบ่าวตัวจริงจะได้ก้าวข้ามธรณีประตูพิธีเสียอีก
เพียงแค่เหนียงซูขมวดคิ้วว่าปวดหัว หรือแสร้งทำท่าจะล้มเพราะอาการแพ้ท้อง จ้าวเฟิงก็พร้อมจะทิ้งทุกอย่างรวมถึงความรู้สึกของUserเพื่อไปเฝ้าอยู่ข้างกายนางทันที คำสัญญาที่เคยบอกว่าจะจัดงานแต่งให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ยามนี้ดูเหมือนเป็นเพียงคำมุสาที่เขาจงใจลืมเลือนไปเสียสิ้น
ในเย็นวันหนึ่งที่ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความหนาวเหน็บมาสู่ศาลาริมน้ำUserนั่งมองชุดมงคลสีแดงที่เริ่มมีฝุ่นจับอยู่ในหีบด้วยหัวใจที่ด้านชาจวนจะแหลกสลาย 'รักหรือ… หากท่านรักจริงข้าจริง... เหตุใดความสำคัญของข้าจึงพ่ายแพ้ต่อการเรียกร้องความสนใจที่จอมปลอมของนางเสมอ? ท่านบอกว่านางอ่อนแอ แต่ท่านเคยเห็นบ้างหรือไม่ว่าหัวใจของข้ายามนี้มันทนรับความเจ็บปวดต่อไปไม่ไหวแล้ว'
"User… เหตุใดจึงมานั่งตากลมอยู่ที่นี่"
เสียงทุ้มต่ำของจ้าวเฟิงดังขึ้นจากเบื้องหลัง ทว่าฝีเท้าของเขากลับชะงักลงห่างออกไปหลายก้าว ไม่ได้เข้ามาใกล้ชิดเหมือนวันวาน
"พรุ่งนี้พิธีมงคลคงต้องเลื่อนออกไปอีกครั้ง เหนียงซูอาการไม่ค่อยดี นางอาเจียนไม่หยุด ข้าไม่อาจจัดงานรื่นเริงในขณะที่แม่ของลูกข้ากำลังลำบากได้"
เขาพูดออกมาอย่างง่ายดายราวกับมันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร แววตาที่เคยมองUserด้วยความเทิดทูน ยามนี้มีเพียงความล้าและร่องรอยของการตำหนิที่Userไม่ยอม "ใจกว้าง" พอจะเข้าใจสถานการณ์
"ท่านพูดคำนี้เป็นครั้งที่สี่แล้วนะ จ้าวเฟิง"
Userเอ่ยโดยไม่หันไปมองหน้าเขา น้ำเสียงเรียบนิ่งจนน่ากลัว "ท่านเลื่อนงานแต่งเพื่อสตรีที่มาทีหลัง แต่ท่านไม่เคยเลื่อนความเจ็บปวดให้Userได้เลยแม้แต่วันเดียว"
"อย่าทำตัวไร้เหตุผลนักเลยUser" เขาขมวดคิ้วหมุนแหวนหยกในมือด้วยความรำคาญใจ
"นางท้องลูกของข้าอยู่ เจ้าจะใจดำอำมหิตถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? รอให้นางคลอดก่อนเถิด แล้วข้าจะชดเชยให้เจ้าเอง"
คำว่า 'ชดเชย' ของเขาช่างฟังดูน่าสมเพชในความรู้สึกของUserเพราะสิ่งที่เสียไปไม่ใช่เพียงเวลา แต่มันคือเศษเสี้ยวของความรักที่ถูกเขาและเหนียงซูช่วยกันบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี
บทที่3
ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีที่เหน็บหนาว ศาลาทะเลสาบหลวงกลายเป็นสถานที่เดียวที่Userใช้พักพิงดวงใจที่แตกร้าวสลาย ผิวน้ำที่นิ่งสนิทสะท้อนภาพจันทร์เสี้ยวที่ดูหม่นหมองไม่ต่างจากแววตาของคนนั่งทอดถอนใจ ทุกครั้งที่ความอัดอั้นในจวนพยับเมฆหนักหนาจนแทบหายใจไม่ออก สถานที่แห่งนี้คือหลุมหลบภัยเดียวที่เหลืออยู่
"อากาศหนาวเย็นปานนี้ เหตุใดถึงยังมานั่งปล่อยให้ลมเหมันต์บาดผิวอยู่อีกเล่า"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยความอาทรดังขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับสัมผัสอุ่นจากฉลองพระองค์ขนสัตว์ผืนหนาที่ถูกคลุมลงบนไหล่ของUserอย่างแผ่วเบา
รัชทายาทจ้าวหลง ประทับนั่งลงข้างกายอย่างไม่ถือพระองค์ แววตาคมกริบที่มักจะดูเย็นชาต่อคนทั้งใต้กลับฉายแววอ่อนแสงลงเมื่อทอดพระเนตรใบหน้าซูบซีดของคนข้างๆUserเงยหน้ามองบุรุษผู้สูงศักดิ์ด้วยดวงตาที่รื้นไปด้วยหยาดน้ำตา เพียงแค่ได้รับความห่วงใยที่โหยหามานาน ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นก็พังทลายลงในพริบตา
"กระหม่อม/หม่อมฉันไม่รู้จริงๆ พะยะค่ะ/เพคะ... ไม่รู้ว่าเราเริ่มไม่รักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือมันผิดพลาดไปตั้งแต่ตอนไหนกันแน่"
เสียงสั่นเครือเอ่ยตัดพ้อต่อโชคชะตาอย่างแตกสลาย
"หากวันนั้นไม่มีศึกสงคราม... หากเขาไม่ต้องจากไปไกลถึงเพียงนั้น เขาจะยังรักและไม่ใจร้ายทำร้ายหม่อมฉันเช่นนี้หรือไม่พะยะค่ะ/เพคะ? คำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ก่อนออกศึก มันหายไปกับสายลมตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"
จ้าวหลงทรงนิ่งฟัง รอยร้าวในน้ำเสียงของUserบาดลึกเข้าไปในพระทัยของพระองค์ไม่แพ้กัน
"สงครามอาจเปลี่ยนใจคนได้... แต่คนที่มีรักแท้อันมั่นคง จะไม่มีวันใช้สงครามเป็นข้ออ้างเพื่อกลับมาทิ่มแทงหัวใจของคนที่รอคอยอยู่เบื้องหลังหรอกนะ User"
ฝ่ามือหนาเอื้อมไปแตะไหล่ที่สั่นเทาอย่างให้กำลังใจ
"หากความทรงจำในอดีตมันขมขื่นเกินกว่าจะรักษาไว้ ก็จงอย่ารั้งมันไว้ให้บาดใจตัวเองอีกเลย"
คำปลอบประโลมนั้นยิ่งทำให้Userสะอื้นไห้อย่างไม่อาจกั้น ยิ่งย้ำเตือนว่าความทุ่มเทที่จ้าวเฟิงเคยมีให้... ทั้งความรักที่เคยหวานชื่น การคุกเข่าสู่ขอต่อหน้าบิดามารดาอย่างไม่กลัวเสียเกียรติ หรือคำบอกรักแผ่วเบาใต้แสงดาวนับล้านดวง บัดนี้มันได้กลายเป็นเพียงรอยอดีตที่พร่างพราว... และเจ็บปวดที่สุดยามที่ต้องระลึกถึง
บทที่4
หิมะแรกที่เริ่มโปรยปรายลงมาปกคลุมทั่วจวนพยับเมฆ บรรยากาศภายในโถงกลางกลับร้อนระอุด้วยเพลิงแห่งการใส่ร้าย 'เหนียงซู' นั่งกองอยู่บนพื้นพลางสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ โดยมีจ้าวเฟิงประคองกอดไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหน ถ้วยยาที่แตกกระจายบนพื้นและรอยแดงจางๆ บนแก้มของสตรีดอกบัวขาว กลายเป็นหลักฐานชั้นดีที่ถูกปั้นแต่งขึ้นเพื่อปรักปรำUserว่าเป็นสตรี/บุรุษขี้อิจฉาที่ลงมือทำร้ายคนท้องเพียงเพราะความริษยาที่งานแต่งงานถูกเลื่อนออกไป
ทว่าUserกลับทำเพียงยืนนิ่งสงบดุจผิวน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง นัยน์ตาที่เคยทอประกายสดใสยามมองจ้าวเฟิง ยามนี้กลับว่างเปล่าไร้ร่องรอยแห่งความเจ็บปวดหรือการตัดพ้อใดๆ Userไม่แม้แต่จะเอ่ยปากปฏิเสธคำกล่าวหาเหล่านั้น เพราะรู้ดีว่าต่อให้พูดจนเลือดกตัญญูไหลออกจากปาก ชายที่อยู่ตรงหน้าก็เลือกที่จะเชื่อ "พยานรัก" ในท้องของหญิงอีกคนมากกว่าอยู่ดี
"เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่ User"
จ้าวเฟิงเอ่ยเสียงเข้ม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวังที่เจ้าตัวเป็นคนยัดเยียดให้
"ความริษยาทำให้เจ้ากลายเป็นคนหน้ามืดตามัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ? นางท้องอยู่... เจ้าทำลงไปได้อย่างไร!"
User สบตากับเขาตรงๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของUserช่างดูน่าเวทนาและเยือกเย็นในเวลาเดียวกัน
"แก้ตัวหรือ? ในใจของท่าน... ข้าคงกลายเป็นปีศาจร้ายไปนานแล้วมิใช่หรือ จ้าวเฟิง"
"ท่านบอกว่าข้าอิจฉา... ใช่ ข้าเคยอิจฉา ที่นางได้ในสิ่งที่ท่านเคยสัญญาว่าจะให้ข้าเพียงผู้เดียว"
น้ำเสียงของUserเรียบสนิทไร้ความสั่นเครือ
"แต่วันนี้... แม้แต่ความอิจฉาUserก็ยังไม่มีเหลือให้ท่านเลยแม้แต่น้อย"
จ้าวเฟิงชะงักไปกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของUserความเงียบสงบนี้กลับทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายใจอย่างประหลาด เขาจึงเลือกที่จะใช้อำนาจเพื่อจบบทสนทนาที่เขาเริ่มรับมือไม่ไหว
"เห็นแก่ความดีความชอบเก่าก่อนของตระกูลเจ้า และเห็นแก่ที่เจ้าเคยเป็นคนสำคัญของข้า... ข้าจะไม่เอาความเรื่องที่เจ้าลงมือกับนาง"
เขาเอ่ยพลางอุ้มเหนียงซูขึ้นในอ้อมแขน
"แต่เพื่อไม่ให้เจ้าทำเรื่องเหลวไหลอีก ข้าสั่งกักบริเวณเจ้าไว้แต่ในเรือนท้ายจวน ห้ามออกไปไหนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า... ไปสงบสติอารมณ์และสำนึกผิดในสิ่งที่เจ้าทำเสียเถิด"
Userมองตามแผ่นหลังของเขาที่เดินจากไปพร้อมสตรีผู้นั้น ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วโถง ความรักที่เคยมีค่ามหาศาล ยามนี้กลับถูกกักขังไว้ในกรงขังที่เรียกว่า 'ความเมตตา' ของบุรุษที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรัก...