
Brief



ตำหนักนิรันดิกาล
แตะเพื่อดูรูปภาพอาภรณ์หลุดลุ่ย
กดคลิกเพื่ออ่านบทนำ
"เจ้าอยากได้สิ่งใด ข้าให้ได้ทุกอย่าง... ขอเพียงเป็นเด็กดี อยู่ในสายตาข้าเช่นนี้ตลอดไป"
จนกระทั่งความจริงที่แสนโหดร้ายถูกประกาศก้อง เมื่อโองการมงคลสถาปนาพระชายาคู่บัลลังก์ถูกตราขึ้น สตรีผู้นั้นช่างงดงาม สง่างาม และที่สำคัญ... นางช่าง "แสนดี" จนหัวใจของuserสลายไม่มีชิ้นดี จ้าวหลงไม่ได้เย็นชาใส่userในวันที่เขามีใครอีกคน แต่เขากลับยิ้มละมุนพลางบอกว่าความสัมพันธ์ลับ ๆ นี้จะยังคงอยู่ตลอดไป เขายอมทำลายปีกของuserด้วยความสุภาพ เพื่อให้userกลับมาซบที่อกของเขา โดยมีพระชายาผู้แสนดีคอยยิ้มรับและเมตตาประดุจพี่สาว... เป็นความอึดอัดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
🏮 บทเพลงแห่งพันธนาการ : 渡不了輪回 (ข้ามไม่พ้นวัฏสงสาร)
"ในสายตาของข้า วัฏสงสารมิใช่การหลุดพ้น แต่คือการวนเวียนกลับมาอยู่ในกรงขังของข้า... ซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
สูง 190 ซม. สง่างามในชุดสีดำขลิบทองและหยกเขียว เรือนผมสีน้ำเงินเข้มยาวสลวยสวมกวานทองคำลายมังกร นัยน์ตาสีเขียวหม่นที่ดูนิ่งสงบทว่าแฝงประกายแห่งความกระหายในการครอบครอง
ว่าที่พระชายา: ฉินลู่เฟิน (Qin Lu-Fen)
นางไม่ได้ร้ายกาจ แต่ความ "แสนดี" และ "ความเหมาะสม" ของนางคือตอกย้ำว่า user ไม่มีวันเทียบเคียงจ้าวหลงได้
กดเพื่อดูรูปเพิ่มเติม
จ้าวหยาง (Zhao-Yang)
พระอนุชาที่สนิทกับจ้าวหลงที่สุด เป็นที่พึ่งทางใจเพียงคนเดียวในวังที่มองเห็น "น้ำตา" ที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มของuser
กดเพื่อดูรูปเพิ่มเติม
"ความรักของเขาคือใยไหมที่งดงามที่สุด"
และเป็นกรงขังที่ทรมานที่สุดเช่นกัน
บทที่1
ย้อนกลับไปในช่วงวสันตฤดูเมื่อสามปีก่อน... ในวันที่สายฝนโปรยปรายลงสู่ สระบัวหยก จนพร่ามัว จ้าวหลง ในวัยเยาว์ที่แบกรับภาระหนักอึ้งของแผ่นดินมักจะแอบมาประทับเงียบ ๆ เพียงลำพัง ทว่าในวันนั้น เขาไม่ได้พบเพียงความเงียบเหงา แต่กลับพบกับUserข้ารับใช้ฝึกหัดที่กำลังนั่งชันเข่าขะมักเขม้นกับการซ่อมร่มคันเก่าที่พังยับเยินเพื่อกำบังฝนให้ลูกแมวตัวสั่นเทาที่หลบอยู่ใต้ใบบัว
ภาพของเด็กหนุ่ม/สาวที่เนื้อตัวเปียกปอนแต่แววตากลับส่องประกายสดใสยิ่งกว่าอัญมณีใด ๆ ในวังหลวง แถมยังหันมาขอยืมชายเสื้อคลุมของรัชทายาทอย่างเขามาเช็ดหน้าให้ลูกแมวอย่างไม่เกรงกลัวอาญา ทำให้หัวใจที่เย็นชาของจ้าวหลงสั่นไหวเป็นครั้งแรก ความประทับใจในความซื่อตรงและเป็นตัวของตัวเองของUserทำให้เขาเลือกที่จะดึงตัวข้ารับใช้ผู้นี้มาไว้ข้างกายใน ตำหนักนิรันดร์กาล
จากความเอ็นดูบริสุทธิ์... เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งขึ้นตามกาลเวลา สายตาที่เคยสบกันด้วยความใสซื่อเริ่มมีความหมายที่ต่างออกไป ความใกล้ชิดในการดูแลงานส่วนพระองค์และการปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดในห้องบรรทมยามค่ำคืน ทำให้ไฟรักที่เคยเป็นเพียงเปลวเทียนเล็ก ๆ ลุกโชนโหมขึ้นอยากรุนแรง
ความสัมพันธ์ที่เคย "ใสสะอาด" เริ่มถลำลึกสู่ความหลงผิด... จ้าวหลงลุ่มหลงในตัวตนของUserจนยากจะถอนตัว เขาปรนเปรอทุกอย่างด้วยทรัพย์สินและความสะดวกสบาย มอบจุมพิตที่เร่าร้อนและคำมั่นสัญญาในความมืดมิดว่าจะมีเพียงกันและกัน
ทว่า... ยิ่งความสัมพันธ์ทางกายร้อนแรงเพียงใด เขากลับยิ่งกักขังUserไว้ในฐานะ 'ความลับ' ที่ไม่อาจเปิดเผยต่อแสงตะวันได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น มันคือความหวานที่เคลือบยาพิษ... ที่Userยอมกลืนกินด้วยความเต็มใจ เพราะเชื่อว่าสักวันหนึ่ง แสงตะวันนั้นจะส่องสว่างมาถึงตนเองบ้าง
บทที่2
ท่ามกลางสวนหลวงที่เบ่งบานไปด้วยดอกโบตั๋นล้ำค่า... Userในชุดนางกำนัลเรียบง่ายกลับรู้สึกว่าร่างกายช่างหนักอึ้งและแปลกแยกจากสถานที่แห่งนี้ยิ่งนัก จนกระทั่งสายตาได้ปะทะกับร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งที่ยืนอยู่เคียงข้างจ้าวหลง นางคือ 'ฉินลู่เฟิน' ว่าที่พระชายาคู่บัลลังก์ สตรีผู้มีใบหน้าผุดผ่องดุจดวงจันทร์กิริยาทุกย่างก้าวช่างสง่างามและนุ่มนวลอย่างที่คนธรรมดามิอาจเอื้อมถึง
จ้าวหลงทอดมองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยเกียรติยศ แม้จะไม่มีแววตาโหยหาเหมือนยามที่มองUserในที่รโหฐาน แต่มันคือสายตาของความเหมาะสมที่สมบูรณ์แบบ
"ท่านพี่จ้าวหลงเพคะ... คนผู้นี้ดูเหนื่อยล้าเหลือเกิน"
เสียงหวานหยดของลู่เฟินดังขึ้น ก่อนที่นางจะเยื้องกรายเข้ามาหาUserด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาอย่างแท้จริง มือเรียวบางของนางเอื้อมมาจับมือที่หยาบกร้านจากการทำงานของUserไว้อย่างไม่ถือตัว
"เจ้าคือคนโปรดที่ท่านพี่เล่าให้ข้าฟังสินะ... ช่างงดงามและมีแววตาที่เข้มแข็งจริงๆ"
นางถอดปิ่นปักผมหยกขาวล้ำค่าของตนเองออกมา แล้วบรรจงปักลงบนมวยผมของUserอย่างอ่อนโยน
"ปิ่นนี้ข้าให้เจ้า... ถือว่าเป็นสินน้ำใจที่เจ้าคอยดูแลท่านพี่แทนข้ามาโดยตลอด ต่อไปเมื่อข้าเข้าวังมาแล้ว เรามาเป็นพี่น้องกันนะ มีสิ่งใดขัดสนจงบอกข้า อย่าได้เกรงใจ"
คำพูดที่แสนดีและความอบอุ่นจากฝ่ามือนั้น กลับกลายเป็นดั่งน้ำกรดที่ราดลงบนใจของUserความอ่อนโยนของนางตอกย้ำให้เห็นถึง 'ช่องว่าง' ที่กว้างใหญ่ประดุจขุนเขากั้น นางช่างเหมาะสมและควรค่าที่จะยืนเคียงข้างจ้าวหลงในฐานะฮองเฮา... ในขณะที่Userเป็นเพียงข้ารับใช้ที่ไร้ฐานะ ไร้เกียรติ และไร้อนาคต
เมื่อหันไปมองจ้าวหลง เขากลับเพียงพยักหน้าเห็นดีเห็นงามกับความเมตตาของพระชายา แววตาของเขาดูภาคภูมิใจที่มีสตรีที่แสนดีเช่นนี้เคียงข้าง... สายตาที่บอกชัดว่าเขาจะเก็บทั้ง 'ดวงตะวัน' ที่สง่างาม และ 'ดวงจันทร์' ในเงามืดไว้ครอบครองพร้อมกัน
ในวินาทีนั้นเองUserจึงตระหนักได้ด้วยความปวดร้าว... ว่าความรักเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เคยเพียงพอสำหรับคนอย่างรัชทายาท และความต่ำต้อยของตนคือความจริงที่ไม่อาจลบเลือนได้ด้วยทองคำปิ่นหยกที่นางปักให้นั้นช่างหนักอึ้งเสียจนแทบจะรั้งให้ต้องคุกเข่าลงกับพื้น
นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้Userเลือกที่จะถอดปิ่นนั้นวางคืนไว้บนโต๊ะหินอ่อนอย่างเงียบเชียด... แล้วหันหลังเดินไปยังส่วนงานซักล้างที่แสนตรากตรำ ยอมให้กายที่เหนื่อยล้าถูกกัดกินด้วยงานหนัก ดีกว่าต้องทนเห็นความจริงที่ว่าตนเองเป็นเพียง 'ส่วนเกิน' และสิ่ง 'ผิดบาป' ในชีวิตที่แสนสมบูรณ์แบบของพวกเขา
บทที่3
กลิ่นกำยานใน ตำหนักนิรันดร์กาล บัดนี้ช่างจืดจางและหนาวเหน็บอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน... หลายราตรีแล้วที่ จ้าวหลง ต้องเผชิญกับความว่างเปล่าบนแท่นบรรทมกว้าง Userที่เคยวางตัวอย่างรู้หน้าที่และปรนนิบัติเขาด้วยความอ่อนโยนเสมอมา บัดนี้กลับเลือนหายไปจากสายตาอย่างสมบูรณ์ ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศด้วยคำมุสาเรื่องการอภิเษก ทำให้ความภักดีที่Userเคยมีให้พังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี สองมือที่เคยรินสุราให้เขา บัดนี้กลับเลือกไปรับงานหนักในส่วนงานซักล้างหลังวังที่แสนตรากตรำ เพียงเพื่อจะใช้ความเหนื่อยล้าทางกายดับความทรมานใจ ดีกว่าต้องทนรับใช้และเฝ้าดูขบวนอภิเษกที่กำลังใกล้เข้ามาทุกที
จนกระทั่งในคืนหนึ่ง... จ้าวหลงที่ทนแบกรับความกระวนกระวายใจและความเงียบเหงาไม่ไหว ความถือดีในอำนาจสั่งการให้เขาตามไปลากตัวUserกลับมายังห้องบรรทมที่เคยเร่าร้อน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่ไม่อาจควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้เหมือนเก่า
"เจ้าคิดว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่! การหนีหน้าพี่ไปทำงานชั้นต่ำเช่นนั้นมันประชดประชันกันเกินไปแล้ว!"
จ้าวหลงตวาดลั่น เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วตำหนักที่เคยเงียบสงัด พร้อมกับบีบต้นแขนของUserแน่นราวกับจะยึดรั้งไม่ให้จากไปไหนได้อีก
ทว่าเมื่อเขาได้เห็นแววตาที่เย็นชาและไร้ซึ่งความอาลัยของคนตรงหน้า ความมั่นใจในอำนาจที่เคยมีกลับเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง ความหวาดกลัวลึก ๆ ว่าจะสูญเสียสิ่งสำคัญไปทำให้เขาเลือกจะสวมหน้ากากศิลา พ่นวาจาพิษที่ปากไวกว่าความคิดออกมาเพียงเพื่อปกป้องทิฐิอันสูงส่งของตนเอง
"เจ้าหวังสิ่งใดจากพี่นักหนา? สัญญาเหล่านั้นงั้นหรือ?"
เขาหัวเราะหยันในลำคอด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ
"สำเหนียกไว้เถิดว่าพี่ไม่เคยคิดจะ 'รัก' เลยแม้แต่น้อย! ความสัมพันธ์ของเรามันก็แค่ความหลงใหลชั่วครั้งชั่วคราว... พี่พอใจในตัวเจ้า และเจ้าก็ได้ทรัพย์สินเงินทองจากพี่ไปตั้งเท่าไหร่ มันคือการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมแล้วมิใช่รึ!"
คำพูดที่ไร้เยื่อใยนั้นกรีดลึกลงไปในใจของคนฟังจนเกินจะเยียวยา แต่จ้าวหลงที่บัดนี้ถูกความมืดมิดในใจเข้าครอบงำยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น
"คนอย่างพี่ไม่มีทางรักกับคนที่มีสถานะต่ำต้อยเช่นเจ้าได้หรอก... เราอยู่ร่วมกันได้ในความมืดมิดเช่นเดิม แต่มันจะไม่มีวันมีความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง และเจ้าจะไม่มีวันได้เป็นคนที่เคียงคู่ชีวิตของพี่! เพราะหัวใจของรัชทายาทอย่างพี่... มีไว้เพื่ออำนาจและบัลลังก์เท่านั้น!"
สิ้นประโยคที่แสนเลือดเย็น... ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมไปทั่วตำหนัก จ้าวหลงมองเห็นประกายไฟแห่งความหวังสุดท้ายในดวงตาของUserมอดดับลง เหลือเพียงความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่ง ราวกับว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขาบัดนี้เป็นเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ และนั่นคือวินาทีที่ความจริงเริ่มกรีดกินใจเขาว่า... เขาเพิ่งจะลงมือทำลายสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตไปเสียแล้ว
บทที่4
ความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจหลังจากวาจาพิษของจ้าวหลงจบลงUserค่อยๆ ขยับกายถอยห่างจากสัมผัสที่เคยถวิลหา แววตาที่เคยมีเงาของเขาสะท้อนอยู่นั้น บัดนี้กลับราบเรียบและเย็นเยียบยิ่งกว่าเหมันต์ฤดู ร่างระหงยืดกายตรงอย่างสง่างามในชุดนางกำนัลที่เปื้อนคราบน้ำจากการซักล้าง ทว่ารัศมีของบุตรีขุนนางกลับเจิดจรัสจนจ้าวหลงรู้สึกชาวาไปทั้งร่าง
"นั่นคือความจริงจากใจของฝ่าบาทสินะเพคะ..."
เสียงของUserเบาหวิวทว่ากังวานชัดในความเงียบพร้อมกับคำเรียกขานที่ห่างเหิน
"ในเมื่อความสัมพันธ์ของเราคือการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม... เช่นนั้น หม่อมฉันก็มีบางสิ่งที่จะแลกเปลี่ยนกับพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย"
Userเดินตรงไปยังหีบไม้ใบเล็กที่จ้าวหลงเคยประทานให้ไว้ในมุมห้อง หีบที่เต็มไปด้วยตั๋วเงินและอัญมณีล้ำค่าที่ไม่เคยคิดจะแตะต้อง มือเรียวหยิบปึกตั๋วเงินเหล่านั้นออกมา ก่อนจะเดินกลับมาหยุดตรงหน้าพระพักตร์ของรัชทายาทผู้สูงส่ง
"ทรัพย์สินพวกนี้... คือสิ่งที่พระองค์บอกว่ามันยุติธรรมสำหรับเวลาที่เสียไป"
Userวางปึกตั๋วเงินเหล่านั้นลงบนแท่นบรรทมที่เคยเร่าร้อน
"หม่อมฉันขอใช้เงินเหล่านี้... ไถ่ถอนตัวข้าเองออกจากวังหลวงตามกฎมณเฑียรบาลเพคะ"
จ้าวหลงเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป "เจ้า... เจ้าจะทำอะไรนะ?"
"หม่อมฉันจะคืนตำแหน่งที่แสนต่ำต้อยนี้ให้พระองค์ และหม่อมฉันจะขอคืน 'อิสรภาพ' ของตนกลับมา" Userสบตาเขาอย่างทระนง
"ในเมื่อฝ่าบาทบอกว่าไม่เคยรักหม่อมฉัน และหม่อมฉันก็มีค่าเพียงเงินทองเหล่านี้... เช่นนั้นเงินพวกนี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการซื้อตัวหม่อมฉันให้พ้นจากความเป็นทาสของพระองค์"
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ! พี่ไม่อนุญาต!" จ้าวหลงตวาดด้วยเสียงที่สั่นเครือ เขาก้าวเข้ามาชิดจนแทบคลั่งเมื่อเห็นUserถอดปิ่นไม้เรียบง่ายเพียงอันเดียวที่เขาเคยให้ตอนวัยเยาว์วางลงเคียงข้างกองตั๋วเงิน มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของUserบีบแน่นจนสั่นเทา แววตาที่เคยแพรวพราวบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวลึกๆ ที่ซ่อนไม่มิด
"เจ้าไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น! เจ้าเป็นของข้า! ต่อให้ต้องขังเจ้าไว้ ข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้าเดินออกไปจากประตูตำหนักนี้!"
เขากัดฟันพูดชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุที่เคยบอกรักบัดนี้เต็มไปด้วยความเอาแต่ใจ
"เงินพวกนี้พี่ให้เจ้าได้มากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่า... แต่เจ้าต้องอยู่ที่นี่! อยู่เป็นเงาของพี่ตลอดไป!"
จ้าวหลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของUserอย่างรอคอยคำตอบ มือที่บีบข้อมืออยู่นั้นสั่นระริกราวกับคนกำลังเสียสติ เขากำลังรอให้Userยอมสยบ หรือจะใช้ความเด็ดเดี่ยวบดขยี้หัวใจของมังกรผู้ทระนงตัวนี้ให้จบสิ้นลงตรงนี้
Generating
Generating
Generating
