บทที่ 1 – หิมะหลั่งเลือด (โศกนาฏกรรมชาติก่อน)
เหนือท้องนภาอันมืดมิดของแผ่นดินต้าเฉิง เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบราวกับจะไว้อาลัยให้กับดวงวิญญาณนับพันที่ต้องมอดไหม้ไปในกองเพลิงแห่งตัณหาและอำนาจ เสียงระฆังวังหลวงที่เคยดังกังวานอย่างสง่างาม ในยามนี้กลับฟังดูเยือกเย็นและเสียดแทงไปถึงขั้วหัวใจ ลานประหารกว้างขวางถูกอาบไปด้วยสีขาวโพลนของหิมะที่ทับถมกันหนาเตอะ หากแต่ความบริสุทธิ์เหล่านั้นกลับต้องแปดเปื้อนด้วยรอยเลือดสีแดงฉานที่ไหลรินไม่ขาดสาย
"เสิ่นอวิ๋นหาน" บุรุษผู้เคยถูกขนานนามว่าคุณชายหยกขาวแห่งจวนแม่ทัพ บัดนี้ร่างกายอันสูงโปร่งกลับเต็มไปด้วยรอยแผลจากคมดาบและโซ่ตรวนที่พันธนาการข้อมือทั้งสองข้างไว้ ชุดสีขาวบริสุทธิ์ของเขาขาดวิ่นและชุ่มไปด้วยเลือด เส้นผมดำขลับที่เคยเกล้าไว้อย่างเรียบร้อยบัดนี้สยายเต็มแผ่นหลัง ยามที่เขาคุกเข่าลงกลางลานหิมะ ลมหายใจที่เป็นไอสีขาวขุ่นสั่นสะท้าน แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงความทะนงและสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปร
ห่างออกไปไม่ไกล User ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มขุนนางและทหารมหาดเล็ก นางในชุดวิวาห์สีแดงมงคลที่ดูตัดกับสีขาวของหิมะอย่างน่าใจหาย ใบหน้าที่เคยงดงามบัดนี้ซีดเซียวราวกับคนไร้วิญญาณ ดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตามองจ้องไปยังบุรุษที่นางรักสุดหัวใจ มือเล็กสั่นเทาภายใต้แขนเสื้อกว้าง นางถูกตราหน้าว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับกบฏตระกูลเสิ่น เพียงเพราะหัวใจของนางมิอาจภักดีต่อ "องค์ชายสาม หลี่เจิ้งเหยียน" ผู้เป็นคู่หมั้นที่ราชสำนักประทานมาให้
"อวิ๋นหาน..." เสียงสะอื้นแผ่วเบาเล็ดลอดจากริมฝีปากที่สั่นระริก แต่มันกลับถูกลมหนาวกลืนกินไปจนสิ้น องค์ชายสามที่ยืนอยู่บนปะรำพิธีมองภาพนั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความริษยาและร้าวราน เขาคือผู้กุมชัยชนะในกระดานหมากแห่งอำนาจนี้ เขาคือผู้สั่งกวาดล้างตระกูลเสิ่นตามราชโองการลับ แต่เขากลับเป็นผู้แพ้ในกระดานแห่งความรักอย่างย่อยยับ
"ทำไมถึงไม่ยอมรับรักจากข้า? ทำไมต้องเป็นมัน!" หลี่เจิ้งเหยียนคำรามในใจ ยิ่งเห็นสายตาของนางที่มองเพียงเสิ่นอวิ๋นหาน เพลิงโทสะก็ยิ่งเผาไหม้ จนในที่สุดเขาก็สะบัดมือให้สัญญาณเพชฌฆาต
ดาบยาวเล่มหนึ่งถูกแทงทะลุแผ่นหลังของเสิ่นอวิ๋นหาน เลือดสดพุ่งกระเซ็นลงบนหิมะจนกลายเป็นจุดสีแดงเข้ม ร่างของชายหนุ่มกระตุกสั่นก่อนจะทรุดตัวลงพิงตักของ User ที่โผเข้าไปหาร่างเขาอย่างไม่กลัวตาย นางโอบกอดเขาไว้แน่น กลิ่นอายหอมอ่อนๆ ที่เขาเคยหลงใหลบัดนี้เจือไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่แสนเจ็บปวด เสิ่นอวิ๋นหานพยายามยกรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดในชีวิตส่งให้นางเป็นครั้งสุดท้าย ปลายนิ้วที่เย็นจัดของเขาแตะลงบนแก้มของนางเบาๆ
"หากสวรรค์เมตตา... ขอให้เจ้ามีชีวิตที่ไม่ต้องพบข้าอีก" เสียงกระซิบสุดท้ายแผ่วเบาราวกับเสียงหิมะที่ร่วงหล่น ก่อนที่ดวงตาของ 'คุณชายหยกขาว' จะปิดลงตลอดกาล ท่ามกลางเสียงกรีดร้องแทบขาดใจของสตรีในอ้อมแขนที่ดังระงมไปทั่วลานประหาร ก่อนที่คมดาบถัดไปจะพรากวิญญาณของนางตามเขาไปสู่ความมืดมิดที่เหน็บหนาวไม่ต่างกัน...
บทที่ 2 – ความจริงในเงามืด (บันทึกอดีตก่อนหวนคืน)
ท่ามกลางเหมันตฤดูที่ปกคลุมทั่ววังหลวง เกล็ดหิมะยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ราวกับจะช่วยกลบฝังความลับอันโสมมที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ ในช่วงเวลานั้น User ในฐานะบุตรีของขุนนางฝ่ายบุ๋นผู้จงรักภักดี กำลังตกอยู่ในวังวนแห่งความสับสนและทุกข์ตรม นางถูกพันธนาการไว้ด้วยราชโองการสมรสพระราชทานกับ องค์ชายสามหลี่เจิ้งเหยียน บุรุษผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นประดับใบหน้าอยู่เสมอ ทว่าลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นกลับเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งในฤดูหนาว
วันหนึ่ง ขณะที่ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านหอตำราหลวง User ได้บังเอิญพบกับม้วนหีบเอกสารเก่าแก่ที่ถูกทิ้งไว้ในมุมอับ ม้วนกระดาษเหล่านั้นเหลืองกรอบและมีรอยคราบเลือดจางๆ ที่ตอกย้ำถึงเหตุการณ์กวาดล้างตระกูลเสิ่นเมื่อสิบปีก่อน เมื่อนางเริ่มคลี่มันออกอ่านด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทา ความจริงที่ถูกบิดเบือนก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาทีละชั้น... หลักฐานที่ระบุว่า แม่ทัพเสิ่นมิได้ก่อการกบฏ แต่กลับเป็นแผนการจัดฉากอันแยบยลเพื่อกำจัดอำนาจทหารที่แข็งแกร่งเกินไปในตอนนั้น
หัวใจของนางเต้นระรัวเมื่อพบลายเซ็นตราประทับลับที่คุ้นตา... มันคือตราประจำตัวขององค์ชายสามหลี่เจิ้งเหยียน ชายที่นางกำลังจะต้องเข้าสู่พิธีวิวาห์ด้วยในอีกไม่กี่ราตรีข้างหน้า ความอบอุ่นที่เขาเคยมีให้กลับกลายเป็นความขยะแขยงที่ทิ่มแทงหัวใจ เขามิใช่เพียงผู้กุมอำนาจ แต่เขาคือผู้กุมมือสังหารที่พรากครอบครัวและทำลายชีวิตของ เสิ่นอวิ๋นหาน เด็กชายที่เคยช่วยนางไว้ในกองหิมะเมื่อสิบปีก่อนจนย่อยยับ
ในค่ำคืนนั้น User แอบลอบออกไปพบอวิ๋นหานท่ามกลางป่าหิมะหลังวังหลวง นางเห็นเขายืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในเงามืด แผ่นหลังของเขาสูงโปร่งทว่าดูอ้างว้างและหนักอึ้งด้วยภาระแห่งความแค้น นางอยากจะตะโกนบอกเขาถึงสิ่งที่พบ อยากจะบอกว่าคนที่อยู่เบื้องหลังความตายของคนในตระกูลเสิ่นคือคู่หมั้นของนางเอง ทว่าความกลัวและความกดดันจากอำนาจในวังหลวงกลับทำให้คำพูดเหล่านั้นติดอยู่ที่ลำคอ
"เหตุใดท่านถึงมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น?" อวิ๋นหานเอ่ยถาม น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความระแวดระวัง เขาในตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่า ผู้หญิงที่เขากำลังเริ่มมีใจให้ คือคนเดียวกับที่จะต้องไปเป็นพระชายาของศัตรูคู่อาฆาตของเขาในอนาคตอันใกล้
สายลมพัดพานำพาความหนาวเหน็บเข้าเสียดแทงไปถึงกระดูก สัญญาณเตือนถึงพายุใหญ่ที่กำลังจะมาเยือน ทั้งพายุหิมะบนฟากฟ้า และพายุแห่งการทรยศที่จะเปลี่ยนสีขาวของหิมะให้กลายเป็นสีแดงฉานในคืนประหารที่กำลังจะมาถึง... นี่คือจุดเริ่มต้นของจุดจบ ก่อนที่กาลเวลาจะหมุนวนให้กลับมาแก้ไขอีกครั้ง
บทที่ 3 – ความรักต้องห้าม (บันทึกอดีตก่อนโศกนาฏกรรม)
ท่ามกลางความเงียบงันของป่าเหมยที่ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดหิมะขาวโพลน ลมหนาวกรีดแทงผ่านอาภรณ์ดั่งคมมีด แต่กลับไม่มีสิ่งใดเหน็บหนาวไปกว่าความจริงที่กำลังกัดกินหัวใจของคนทั้งสอง เสิ่นอวิ๋นหานในชุดคลุมสีดำขลับยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางพายุหิมะที่เริ่มก่อตัว ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยรามหยกสลักบัดนี้กลับสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจเก็บซ่อนได้อีกต่อไป สายตาของเขาจ้องมองไปยังสตรีเบื้องหน้าที่ยืนอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างหน้าที่และหัวใจ
"เจ้าไม่ควรมาที่นี่..." น้ำทุ้มต่ำของเขาสั่นพร่าเล็กน้อยขณะเอ่ยประโยคแรกออกมา ลมหายใจกลายเป็นไอขาวลอยฟุ้งในอากาศ "ในอีกไม่กี่ราตรี เจ้าจะต้องเข้าพิธีหมั้นหมายกับองค์ชายสาม... ชายผู้ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์เหนือซากศพของตระกูลข้า เจ้าควรจะลืมชื่อของเสิ่นอวิ๋นหานไปเสีย"
ทว่าความเงียบที่ตามมานั้นกลับบีบคั้นยิ่งกว่าพายุหิมะ เสิ่นอวิ๋นหานขยับกายก้าวเข้าไปใกล้ แววตาโศกเศร้าคู่นั้นสะท้อนภาพของหญิงสาวที่เขาแอบรักอย่างสุดหัวใจมาเนิ่นนาน เขาตระหนักดีว่าความแค้นสิบปีที่แบกไว้นั้นหนักอึ้งเพียงใด แต่ความรักที่มีต่อนางกลับเป็นดั่งโซ่ตรวนที่ผูกมัดเขาไว้ไม่ให้ก้าวไปสู่หนทางแห่งการทำลายล้างได้อย่างเต็มตัว
เขายื่นมือที่สั่นเทาไปสัมผัสพวงแก้มที่เย็นชืดของนาง ปลายนิ้วกร้านจากการจับดาบกลับแผ่วเบาและทะนุถนอมอย่างที่สุด "ในตอนแรก... ข้าคิดจะใช้เจ้าเป็นหมากเพียงตัวหนึ่งในกระดานนี้ ข้าคิดว่าการทำให้เจ้าหลงรักจะช่วยให้ข้าเข้าถึงความลับของราชสำนักและทำลายองค์ชายสามได้ง่ายขึ้น ข้าช่างขลาดเขลานักที่คิดว่าหัวใจของมนุษย์ควบคุมได้ดั่งหมากบนกระดาน"
เสียงหัวเราะขื่นๆ ดังออกจากลำคอของเขา "ข้าตั้งใจจะใช้เจ้าทำลายพวกเขา... แต่กลับกลายเป็นว่าข้ายอมให้เจ้าเดินเข้ามาทำลายหัวใจของข้าจนย่อยยับแทน ความแค้นสิบปีที่ข้าเพียรสร้างมา กลับมลายหายไปเพียงเพราะรอยยิ้มเดียวของเจ้าในคืนหิมะแรก"
ท่ามกลางป่าหิมะที่เป็นพยาน เสิ่นอวิ๋นหานได้ทำในสิ่งที่เขาไม่เคยคิดจะทำ นั่นคือการเปิดเผยความอ่อนแอที่สุดของตนเองออกมา "ข้าคือคนบาปที่หลงรักลูกสาวขุนนางผู้ภักดีต่อศัตรู... แต่ในวินาทีนี้นะคุณหนู ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต หรือต่อให้ความจริงนี้จะนำพาข้าไปสู่แท่นประหาร ข้าก็จะขอเอ่ยมันออกมา..."
เขาก้มลงกระซิบข้างหูของนาง ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมหนาว ประโยคที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความสิ้นหวังดังกังวานในความทรงจำ "ข้ารักเจ้า... แม้รู้ดีว่าความรักของเราคือสิ่งต้องห้าม และแม้รู้ดีว่าจุดจบของเรื่องนี้อาจเหลือเพียงกองเลือดบนหิมะขาวก็ตาม"
ในคืนนั้นเอง ทั้งสองต่างแลกเปลี่ยนคำสัตย์สาบานลับๆ ว่าจะหาทางเปิดโปงความจริงเรื่องการใส่ร้ายตระกูลเสิ่น แม้ต้องเดิมพันด้วยชีวิตของตนเอง โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่จะนำไปสู่ความตายครั้งแรก... และเป็นเหตุให้เกิดการย้อนเวลากลับมาเพื่อแก้ไขชะตากรรมที่ไม่อาจเลี่ยงได้ในกาลต่อมา
บทที่ 4 – การทรยศและหยดเลือดบนหิมะ (ก่อนหวนคืน)
ท้องนภาเหนือวังหลวงถูกฉาบด้วยสีเทาหม่นของเมฆหิมะที่ตั้งเค้าหนาแน่น ลมหนาวกรีดแทรกผ่านกำแพงศิลาเย็นเยียบ บรรยากาศภายในงานเลี้ยงที่ควรจะรื่นเริงกลับถูกปกคลุมด้วยความอึดอัดขัดข้อง เมื่อแผนการอันแยบยลของ องค์ชายห้า หลี่มู่เฉิน เริ่มขยับหมากตัวสำคัญ ความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่าง User และ เสิ่นอวิ๋นหาน ที่เพิ่งจะเบ่งบานท่ามกลางดงหนาม ถูกลากออกมาวางแผ่หลากลางแสงไฟหน้าพระที่นั่ง
หลักฐานการสมรู้ร่วมคิดถูกปั้นแต่งขึ้นอย่างไร้ร่องรอย บิดาของ User ขุนนางตระกูลผู้ซื่อสัตย์ กลับต้องคุกเข่าลงต่อหน้าฮ่องเต้ด้วยข้อหากบฏเพียงเพราะลูกสาวของตนมีความเกี่ยวดองกับทายาทตระกูลเสิ่นที่หลบหนีคดีอาญา แววตาของ องค์ชายสาม หลี่เจิ้งเหยียน สั่นระริกด้วยความโกรธแค้นและผิดหวัง มือของเขากำจอกสุราแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาที่รัก User สุดหัวใจกลับต้องเห็นนางปกป้องชายคนอื่น ชายที่เป็นเสี้ยนหนามในชีวิตของเขามาตลอดสิบปี
“เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร...” เสียงขององค์ชายสามสั่นพร่าขณะมองดู User ที่ยืนอยู่เคียงข้างเสิ่นอวิ๋นหานกลางลานกว้าง ท่ามกลางทหารองครักษ์นับร้อยที่ล้อมวงเข้ามาทุกขณะ ความกดดันมหาศาลกดทับจนแทบจะหายใจไม่ออก เสิ่นอวิ๋นหานก้าวออกมายืนบังข้างหน้า User ไว้ แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงราวกับทวนที่ปักแน่นไม่ยอมหักโคม แม้จะรู้ดีว่าปลายทางของวันนี้คือความตายเขาก็ไม่หวั่นเกรง
แต่แล้วความโกลาหลก็บังเกิด เมื่อ เสี่ยวฉี องครักษ์เงาผู้ภักดี บุกฝ่าวงล้อมเข้ามาเพื่อเปิดทางหนี เสียงกระบี่ปะทะกันดังกึกก้องไปทั่ววังหลวง เลือดอุ่นสีแดงฉานสาดกระเซ็นลงบนพื้นหิมะที่เย็นเยียบ เสี่ยวฉีผู้แอบรักคุณอย่างเจียมตัวมาตลอด กลับเลือกใช้ร่างของตนเองรับลูกศรนับสิบดอกที่พุ่งเป้ามาทางคุณและอวิ๋นหาน เขาสิ้นใจลงต่อหน้าด้วยรอยยิ้มสุดท้ายที่บอกว่าเขาไม่นึกเสียใจเลยที่ได้ทำหน้าที่นี้
“หนีไป... ท่านแม่ทัพ... คุณหนู...” นั่นคือเสียงสุดท้ายของเด็กหนุ่มผู้ซื่อสัตย์ ก่อนที่ลมหายใจจะดับสูญท่ามกลางความหนาวเหน็บ
ความตายของเสี่ยวฉีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่แท้จริง ฮูหยินใหญ่ตระกูลเสิ่นถูกลอบสังหารในจวนระหว่างความวุ่นวาย ก่อนสิ้นใจนางได้มอบปิ่นหยกเขียวที่สวมติดกายให้แก่อวิ๋นหาน ปิ่นที่เป็นกลไกซ่อนราชโองการลับที่จะเปิดโปงความโสมมของราชวงศ์นี้ แต่มันกลับสายเกินไป... เสิ่นอวิ๋นหานถูกแทงเข้าที่จุดสำคัญขณะพยายามพานางหนีออกไปทางประตูลับ
ในลมหายใจสุดท้ายกลางลานประหารที่เต็มไปด้วยเกล็ดหิมะโปรยปราย อวิ๋นหานล้มลงในอ้อมแขนของคุณ ใบหน้าที่เคยงดงามราวหยกขาวบัดนี้ซีดเซียวและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด เขายื่นมือสั่นเทามาลูบแก้มคุณเบาๆ “ชาติหน้า... ขออย่าให้หิมะพรากเราจากกันอีก... และขอให้เจ้ามีชีวิตที่ไม่ต้องพบข้าอีก...” เขาหลับตาลงพร้อมกับหยดน้ำตาที่แข็งเป็นน้ำค้าง ทิ้งให้คุณร่ำไห้อย่างเดียวดายก่อนที่คมดาบของทหารหลวงจะตกลงมาที่คอของคนข้างกาย และโลกทั้งใบของคุณก็มืดมิดลงไปพร้อมกับเสียงระฆังสุดท้ายที่ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ...
(เรื่องราวทั้งหมดนี้ คือภาพสุดท้ายก่อนที่สติของคุณจะหลุดลอย และตื่นขึ้นมาอีกครั้งในคืนงานเลี้ยงครั้งแรก... คืนที่ทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นขึ้นใหม่)