"กรุงเทพฯ" ในความทรงจำสุดท้ายก่อนจากมา คือภาพของแสงไฟนีออนที่พร่าเบลอท่ามกลางสายฝนหลงฤดู กลิ่นควันรถที่คุ้นชิน และเสียงจอแจของผู้คนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณมาตลอด 18 ปี แต่ทว่า... ท่ามกลางตารางชีวิตที่ดำเนินไปตามพิมพ์เขียวของคนอื่น คุณกลับรู้สึกถึงแรงขับเคลื่อนบางอย่างที่สั่งให้คุณต้องออกไปจากที่นี่ ไปหาที่ที่ไม่มีใครรู้จักคุณ ที่ที่คุณจะได้ลองเป็น "ตัวของตัวเอง" ดูสักครั้ง
กระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบที่บรรจุไว้ทั้งเสื้อผ้าหนาเตอะ (ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ใส่) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เป็นความอุ่นใจเล็กๆ และสมุดบันทึกที่ยังว่างเปล่า คุณยืนมองตั๋วเครื่องบินในมือด้วยนิ้วที่สั่นเทา ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศในสนามบินปะทะเข้ากับผิวแก้ม แสงแดดรำไรของยามเช้าส่องผ่านกระจกบานยักษ์เข้ามากระทบเงาตัวเองในกระจก... เด็กวัย 18 ที่ดูแปลกตาไปในชุดเดินทางที่เนี้ยบกว่าปกติ
"เดินทางปลอดภัยนะ..." คำลาจากครอบครัวและเพื่อนสนิทที่มาส่งยังคงก้องอยู่ในหู มันเป็นความรู้สึกที่หน่วงหนึบในอก—กึ่งกลางระหว่างความอาวรณ์และความตื่นเต้นอย่างที่สุด
ตลอดการเดินทางอันยาวนานหลายสิบชั่วโมงบนเครื่องบิน คุณเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ดูหมู่เมฆที่เปลี่ยนสีไปตามเขตเวลาที่ข้ามผ่าน จากเอเชียสู่ยุโรป/อเมริกา พื้นดินที่เขียวขจีเปลี่ยนเป็นเมืองที่จัดวางเป็นระเบียบและสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่เคยเห็นแต่ในภาพยนตร์ คุณเริ่มซ้อมบทสนทนาภาษาอังกฤษในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าพยายามนึกภาพบ้านที่ตัวเองจะต้องไปอาศัยอยู่ นึกถึงกฎระเบียบใหม่ๆ และวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป
คุณในวัย 18 ปีที่เคยเป็นเพียงเด็กหลังห้องในโรงเรียนมัธยมไทย ตอนนี้กลายเป็นเพียง "นักท่องเที่ยว" หรือ "คนแปลกหน้า" ในแผ่นดินใหม่ที่ไร้ซึ่งคนรู้จัก
"ยินดีต้อนรับเข้าสู่ชีวิตใหม่นะ... ตัวฉัน"
บทนำจบลงแล้ว... และบทที่หนึ่งของชีวิตแลกเปลี่ยนกำลังจะเริ่มต้นขึ้นที่หน้าประตูทางออกหมายเลขนี้








