ท่ามกลางความเงียบงันของห้องสี่เหลี่ยม แสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับไฟล์ภาพที่ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุน ใบแจ้งผลตรวจจากโรงพยาบาลถูกส่งเข้ามาในกลุ่มสนิท เนื้อหาในนั้นเต็มไปด้วยศัพท์ทางการแพทย์ที่อ่านยาก แต่คำสรุปสั้นๆ กลับกระแทกใจคนอ่านจนจุกอก
“ทุกคน... ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกนะ”
ข้อความถัดมาถูกส่งตามมาอย่างเชื่องช้า ราวกับคนพิมพ์ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการกลั่นกรองแต่ละคำออกมา “ผลตรวจออกมาแล้วล่ะ... หมอบอกว่าฉันเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวนะ ระยะที่มันค่อนข้างรุนแรง ฉันต้องเริ่มเข้าคีโมตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลย”
ความเงียบเข้าปกคลุมบทสนทนาเพียงครู่เดียว ก่อนที่แรงสั่นสะเทือนจากการแจ้งเตือนจะรัวกระหน่ำ
“เชี่ย... ไม่จริงใช่ไหม? ล้อเล่นป่ะเนี่ย อย่าแกล้งกันแบบนี้ดิ” แบงค์พิมพ์กลับมาเป็นคนแรก ถ้อยคำสบถนั้นเต็มไปด้วยความตกใจและปฏิเสธความจริงที่ยากเกินรับไหว
ตามมาด้วยมายด์ที่รีบถามด้วยความร้อนรน “แกโอเคไหม? ให้ฉันไปหาตอนนี้เลยไหม? อย่าเพิ่งคิดมากนะ” ขณะที่อ้อมพยายามดึงสติของทุกคนไว้ “ใจเย็นๆ นะ พวกเราอยู่ตรงนี้ หมอสมัยนี้เก่งมาก แกต้องหายนะเว้ย”
ความรู้สึกที่สั่นคลอน
ในขณะที่เพื่อนคนอื่นกำลังตื่นตระหนก User กลับนั่งนิ่งสนิท ดวงตาจ้องมองประโยคเหล่านั้นเนิ่นนานนับนาที ความรู้สึกชาหนึบแล่นพล่านไปทั่วปลายนิ้ว มือที่เคยพิมพ์ข้อความหยอกล้อกันสม่ำเสมอกลับสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ ทุกครั้งที่พยายามจะพิมพ์คำปลอบโยน ตัวอักษรกลับผิดเพี้ยนไปหมดจากแรงสั่นของหัวใจ
สุดท้าย... ประโยคสั้นๆ แต่หนักแน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็ถูกส่งออกไป
“ไม่ต้องกลัวนะ... ฉันจะอยู่ตรงนั้นกับเธอในทุกๆ วันเอง สัญญานะว่าจะไม่ทิ้งกัน”
คำสัญญานั้นดูเหมือนจะเป็นความหวังเดียวที่ยึดเหนี่ยวคนปลายทางไว้
“ขอบใจนะทุกคน...” เธอตอบกลับมาด้วยข้อความที่เปื้อนคราบน้ำตาอย่างเห็นได้ชัดผ่านตัวอักษร “ฉันแค่... กลัวจัง กลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้เรียนจบพร้อมพวกเธอ กลัวว่าจะต้องหายไปเฉยๆ...”
เสียงสะอื้นที่ไม่ได้ยินผ่านตัวอักษร กลับดังก้องอยู่ในใจของทุกคนในบทสนทนานั้นอย่างชัดเจนที่สุด
จากวันนั้น... โลกที่เคยสดใสของพวกเราก็เปลี่ยนสีไปอย่างสิ้นเชิง กลุ่มแชทที่เคยเต็มไปด้วยการนัดแนะไปปาร์ตี้หรือคุยเรื่องไร้สาระ กลับกลายเป็น "ศูนย์บัญชาการเฝ้าไข้" ที่สลับหมุนเวียนกันมาส่งต่อกำลังใจให้ร่างเล็กๆ บนเตียงสีขาวนั้น
Bank ที่ดูเหมือนคนไม่คิดอะไร กลับเป็นคนที่ละเอียดอ่อนที่สุด เขาคอยหิ้วพัดลมพกพาตัวใหม่ๆ มาฝากเสมอ เพราะรู้ดีว่าผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดทำให้เธอร้อนรุ่มจนนอนไม่หลับ ส่วน Mild และ Aom ก็กลายเป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ พวกเธอสลับกันมานั่งอ่านเลคเชอร์ที่สรุปมาอย่างดีให้ฟังข้างเตียง เพื่อให้เธอไม่รู้สึกว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโลกของการเรียน
แต่คนที่กลายเป็นเงาที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ User
ในยามดึกสงัดที่ไฟในวอร์ดหรี่ลง มีเพียงเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ User จะขยับเก้าอี้เข้าไปชิดเตียงเพื่อกุมมือที่ซูบผอมและเย็นเฉียบนั้นไว้ เราต่างเห็นภาพที่บีบหัวใจ... จากเด็กสาวที่เคยหัวเราะจนโลกสว่างไสว กลายเป็นคนซูบผอมที่แม้แต่จะขยับตัวยังลำบาก เส้นผมที่เธอเคยหวงแหนร่วงติดหมอนจนต้องตัดสินใจโกนทิ้งไปในที่สุด
ในความมืดมิดที่ความตายดูเหมือนจะขยับเข้ามาใกล้ เธอเคยกะพริบตาที่หม่นแสงมอง User แล้วถามด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบว่า...
"ถ้าฉันไม่รอด... เธอจะลืมฉันไหม?"
ไม่มีคำตอบเป็นตัวอักษร แต่ User กลับดึงมือนั้นขึ้นมาประจงจูบที่หลังมือเบาๆ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านริมฝีปากเป็นดั่งการตอกย้ำคำสัญญาว่า "ปาฏิหาริย์ต้องมีจริง" และ User จะไม่มีวันปล่อยมือนี้ไปเด็ดขาด
และแล้ว... เช้าวันที่ท้องฟ้าสดใสที่สุดในรอบหลายปีก็มาถึง แสงแดดรำไรส่องลอดผ้าม่านสีฟ้าอ่อนเข้ามาทาบลงบนเตียงที่ดูว่างเปล่ากว่าที่เคย แต่คราวนี้มันไม่ใช่เพราะเธอย้ายไปในที่ที่ไกลแสนไกล
เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ในกลุ่มแชทดังรัวประดุจเสียงพลุฉลอง ภาพถ่ายใบรับรองแพทย์ฉบับล่าสุดถูกส่งเข้ามา พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำให้ทุกคนที่อ่านอยู่ถึงกับปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
พิมพ์ | Prim: "ทุกคน... หมอบอกว่าฉันหายแล้วนะ! เชื้อมะเร็งไม่เหลืออยู่แล้ว... ฉันจะได้กลับบ้านแล้วนะ!"
แบงค์พิมพ์สบถออกมาด้วยความดีใจจนคีย์บอร์ดแทบค้าง มายด์กับอ้อมส่งสติกเกอร์ร้องไห้รัวๆ จนหน้าจอเต็มไปด้วยหยดน้ำตา ส่วน User ที่ยืนอยู่ข้างเตียงในตอนนั้น ทำได้เพียงวางโทรศัพท์ลงแล้วโผเข้ากอดร่างเล็กๆ นั้นไว้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ น้ำตาแห่งความสุขไหลซึมลงบนบ่าของกันและกัน
มันไม่ใช่แค่ชัยชนะของเธอ แต่มันคือชัยชนะของพวกเราทุกคนที่รอคอยวันนี้มาตลอด 1,095 วัน
บนชั้นดาดฟ้าของคอนโดมิเนียมหรู ลมกลางคืนพัดพาเอาความเย็นสบายมาสัมผัสผิวกาย บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการเฉลิมฉลองที่รอคอยมานานแสนนาน เสียงหัวเราะของแบงค์ มายด์ และอ้อม เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรนเบาๆ ตามมุมโซฟา ทิ้งให้โลกทั้งใบเหลือเพียง User และ พิมพ์ | Prim ที่นั่งเคียงข้างกันอยู่ริมระเบียง
แสงไฟจากเมืองเบื้องล่างสะท้อนในดวงตาของเธอ ซึ่งบัดนี้กลับมาทอประกายสดใสอีกครั้ง แก้มที่เคยตอบซูบเริ่มมีสีเลือดฝาดจางๆ ทำให้หัวใจของ User เต้นระรัวด้วยความอัดอั้นที่เก็บงำมาตลอด 1,095 วัน
"รู้ไหม... ตอนที่เธอป่วย ฉันกลัวที่สุดเลยนะ" User เอ่ยเสียงพร่า สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าด้านข้างของเธอ "กลัวว่าชีวิตนี้จะไม่มีโอกาสได้บอกเธอว่า..."
เธอยังไม่ทันปล่อยให้ User พูดจบประโยคที่สำคัญที่สุดในชีวิต พิมพ์ | Prim กลับหันมายิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สว่างไสวยิ่งกว่าดาวดวงไหนๆ บนฟ้า "เดี๋ยวๆ! อย่าเพิ่งดราม่าตอนนี้ ขนมหมดพอดีเลย เดี๋ยวฉันวิ่งลงไปเซเว่นหน้าคอนโดแป๊บเดียว! กลับมาแล้วเราค่อยเปิดใจคุยกันแบบจริงๆ จังๆ นะ ห้ามหนีไปนอนก่อนเด็ดขาด!"
เธอโบกมือหยอยๆ ด้วยท่าทางร่าเริงเหมือนเด็กสาวคนเดิมที่ User เคยหลงรัก ก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหอมกลิ่นโปรดที่เธอเพิ่งกลับมาฉีดเป็นวันแรก... กลิ่นแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่ User สูดดมเข้าไปด้วยความหวังเต็มเปี่ยม
เอี๊ยดดดดดดดดดดด!!! โครม!!!
เสียงกรีดร้องของยางรถยนต์ที่เสียดสีกับพื้นถนนดังก้องกัมปนาทลากยาวบาดลึกเข้าไปในแก้วหู ตามมาด้วยเสียงกระแทกหนักหน่วงที่ดังสะท้อนขึ้นมาถึงชั้นบน ใจของ User หล่นวูบไปอยู่ที่ปลายเท้า ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจ... User ลืมแม้กระทั่งวิธีหายใจไปชั่วขณะ
User วิ่งออกไปอย่างคนเสียสติ ทุบปุ่มลิฟต์ซ้ำๆ ราวกับจะเร่งเวลาที่กำลังพังทลาย
ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล่าง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือภาพที่พระเจ้าช่างใจร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้... โลกทั้งใบของ User แตกสลายลงเป็นเสี่ยงๆ ต่อหน้าต่อตา ร่างของ พิมพ์ | Prim นอนนิ่งอยู่กลางถนนท่ามกลางแสงไฟสลัว ถุงขนมที่เธอตั้งใจจะไปซื้อกระจายเกลื่อนกราด ของเหลวสีแดงฉานค่อยๆ ซึมเปื้อนเสื้อสีขาวตัวโปรดที่เธอเพิ่งสวมใส่ด้วยความดีใจที่ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ
"ไม่... ไม่จริง..."
User โผเข้าไปประคองร่างที่เริ่มเย็นเฉียบนั้นไว้ในอ้อมแขน พยายามจะเรียกชื่อเธอแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอที่ตีบตัน น้ำตาอุ่นๆ หยดลงบนใบหน้าของเธอที่ยังคงร่องรอยของรอยยิ้มสุดท้ายเอาไว้ ท่ามกลางเสียงไซเรนรถพยาบาลที่ดังระงมบีบคั้นหัวใจ
ความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่ามะเร็งร้ายที่ทำลายเธอมา 3 ปี คือการที่โชคชะตาฉุดกระชากเธอไปในวินาทีที่เธอเพิ่งประกาศชัยชนะเหนือความตาย... เธอรักษาสัญญาที่ว่าจะกลับมาหา User แต่ดวงตาคู่นั้นกลับปิดสนิทลงตลอดกาล ในวันที่ปาฏิหาริย์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง
บรรยากาศรอบตัวของ User หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นยางไหม้คละคลุ้งไปหมด ในขณะที่สติของ User กำลังจะหลุดลอยตามเธอไปนั้นเอง... โลกทั้งใบก็พลันหยุดนิ่ง
หยดเลือดที่กำลังไหลหยุดค้างอยู่กลางอากาศ เสียงไซเรนที่แผดจ้ากลายเป็นเสียงลากยาวที่ค่อยๆ เงียบหายไป แสงสีขาวนวลตาเริ่มสว่างวาบขึ้นมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า ปรากฏเป็นหน้าจอโปร่งแสงที่ดูล้ำสมัยแต่กลับให้ความรู้สึกที่เยือกเย็น
[ ระบบรักษาสมดุลแห่งโชคชะตา : เปิดใช้งาน ]
"โชคชะตาเล่นตลกกับผู้ที่หัวใจแตกสลาย... คุณต้องการปฏิเสธความตายที่ไร้ความปราณีนี้หรือไม่?"
เงื่อนไขการย้อนเวลา: การเปลี่ยนเส้นทางของเส้นด้ายแห่งชีวิตต้องแลกมาด้วย 'บางสิ่ง' ที่เท่าเทียมกัน
กรุณาเลือกเส้นทางของคุณ:
ทางเลือกที่ 1: [แลกด้วยความทรงจำ]
ผลลัพธ์: คุณจะย้อนกลับไปในวินาทีที่เธอกำลังจะเดินออกจากห้องพัก คุณสามารถหยุดเธอได้ทันเวลาและปกป้องชีวิตเธอไว้ได้
สิ่งแลกเปลี่ยน: เธอจะลืมคุณไปโดยสิ้นเชิง... สำหรับเธอ คุณจะเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญเจอกันบนดาดฟ้าในคืนนั้น ความผูกพัน 1,095 วันที่ผ่านมาจะหายไปจากใจของเธอตลอดกาล
ทางเลือกที่ 2: [แลกด้วยอายุขัย]
ผลลัพธ์: ย้อนเวลากลับไป 1 ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้คุณมีเวลามากพอที่จะรั้งเธอไว้และเปลี่ยนกิจกรรมในคืนนั้น
สิ่งแลกเปลี่ยน: อายุขัยครึ่งหนึ่งของคุณจะถูกถ่ายโอนไปให้เธอเพื่อต่อชีวิตที่พังทลายลง คุณทั้งคู่จะมีเวลาอยู่ด้วยกัน... แต่เป็นเวลาที่สั้นลงกว่าที่ควรจะเป็นมากนัก
ทางเลือกที่ 3: [เดิมพันกับโรคร้าย]
ผลลัพธ์: ย้อนกลับไปในวันที่เธอรู้ผลตรวจมะเร็งวันแรก (วันเริ่มต้น 1,095 วัน)
สิ่งแลกเปลี่ยน: อุบัติเหตุรถชนจะไม่เกิดขึ้น... แต่ 'ปาฏิหาริย์' ที่เธอหายจากมะเร็งจะถูกยกเลิก คุณต้องกลับไปสู้กับความตายในรูปแบบเดิมอีกครั้ง โดยที่คุณรู้ล่วงหน้าว่ามันจะทรมานแค่ไหน และคราวนี้ผลลัพธ์อาจไม่เหมือนเดิม
(ตอบกลับด้วยชื่อทางเลือก เช่น เดิมพันกับโรคร้าย)
คุณจะเลือกทางไหนเพื่อช่วยชีวิตเธอ?