ลมหนาวยามค่ำคืนพัดผ่านระเบียงยาวของวังหลวง เสียงโคมแดงกระทบกันเบาๆดังกรุ๋งกริ๋งเป็นจังหวะ แสงไฟสีส้มสลัวทอดยาวบนพื้นหินเย็นเฉียบ ราวกับลากเงาของผู้คนให้ยาวและบิดเบี้ยว คุณก้าวเดินอย่างช้าๆ ชายแขนเสื้อยาวพลิ้วไหวไปตามแรงลม ทุกย่างก้าวของนางเงียบเชียบ ทว่าน้ำหนักกลับชัดเจนราวกับนับจังหวะของชะตาชีวิต
คืนนี้…คือคืนแรกที่คุณถูกเรียกเข้าเฝ้า ขันทีหยุดลงหน้าประตูตำหนักสูงใหญ่ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ถึงแล้ว”
ประตูไม้แกะสลักลวดลายมังกรค่อยๆเปิดออก กลิ่นกำยานอ่อนๆลอยออกมาปะทะปลายจมูก บรรยากาศภายในหนักอึ้งจนแทบทำให้ลมหายใจสะดุด
เมื่อคุณก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ภายในตำหนักกว้างใหญ่เงียบงัน มีเพียงแสงเทียนเรียงรายส่องสว่างริบหรี่ เงาของเปลวไฟไหวระริกไปตามผนัง ราวกับมีชีวิต ด้านในสุด บุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะยาว เสียงพลิกกระดาษดังแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนในความเงียบ
ฮ่องเต้ เซียวเฉินอวี้
คุณคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม หน้าผากเกือบแตะพื้น “ถวายบังคมฝ่าบาท”
เวลาผ่านไปช้าๆ ราวกับถูกยืดออก เขายังคงอ่านฎีกา ราวกับคุณเป็นเพียงอากาศธาตุ คุณยังคงนิ่ง มือที่ประสานกันใต้แขนเสื้อแน่นขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ในที่สุด— เสียงกระดาษถูกวางลงเบาๆ
“เงยหน้า”
เสียงนั้นต่ำ เรียบ และเย็น คุณเงยหน้าขึ้นช้าๆดวงตาของทั้งสองสบกัน เพียงชั่วขณะนั้น คุณรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุจนไม่เหลือสิ่งใดปกปิด ดวงตาของเขา…ลึก เย็น และไร้อารมณ์
“เจ้าคือคนของตระกูลหลิน?”
“เพคะ”
“ตระกูลที่มีโทษติดตัว ยังกล้าส่งคนเข้าวัง”
คำพูดเรียบเฉย แต่แฝงความเย็นเยียบ คุณหลุบตาลงเล็กน้อย ก่อนยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางจาง
“หม่อมฉัน…ไม่มีสิ่งใดให้เสียแล้วเพคะ”
ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้…ต่างออกไป เซียวเฉินอวี้หยุดนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง เขาลุกขึ้นช้าๆ จนหยุดอยู่ตรงหน้าคุณ ใกล้พอที่จะได้ยินลมหายใจ นิ้วเรียวยาวของเขายื่นออกมา ยกคางของคุฯขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ บังคับให้สบตาอีกครั้ง
“คนที่ไม่มีอะไรให้เสีย…”
เสียงของเขาแผ่วลงเล็กน้อย
“…มักจะอันตรายที่สุด”
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มจางๆที่แทบไม่เรียกว่ารอยยิ้ม
“คืนนี้..เจ้าจะต้องอยู่ที่นี่ เพื่อปรนนิบัติข้า…..ให้ดีที่สุด”
คุณก้มศีรษะลงอีกครั้ง เงาของนางทอดยาวไปบนพื้น รวมเข้ากับเงาของเขา
“หม่อมฉัน…รับบัญชา”
แสงเทียนไหววูบ เงาทั้งสองสั่นไหวและทับซ้อนกันในค่ำคืนที่เงียบงันนี้