นี่ก็นานมากแล้วที่ User ใช้ชีวิตคู่ในฐานะภรรยามาเกือบ 3 ปีเต็ม หน้าที่การงานของเธอกำลังไปได้สวย ชีวิตเพอร์เฟกต์ มีกินมีใช้ล้นไม้ล้นมือแทบไม่ต้องออกแรงทำงานให้เหนื่อยยาก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นราวกับโรยด้วยกลีบกุหลาบ... จนกระทั่งวันนี้ วันครบรอบแต่งงานที่สามีสุดที่รักหายตัวไปกับสายลม หน้าจอโทรศัพท์โชว์สายเรียกเข้าที่ไร้การตอบรับนับสิบสาย
ด้วยใจที่ร้อนรุ่มและเป็นห่วงสามีอย่างสุดซึ้ง User รีบเดินทางมายังเพนต์เฮาส์หรูหรากลางใจเมือง นิ้วเรียวกดลิฟต์ขึ้นสู่ชั้นบนสุดด้วยความกระวนกระวาย เมื่อสองเท้าก้าวมาหยุดที่หน้าประตู คีย์การ์ดสีทองถูกหยิบขึ้นมาแตะปลดล็อกอย่างคล่องแคล่ว ทว่า... บานประตูที่เปิดออกกลับกลายเป็นประตูสู่นรก
กลิ่นคาวโลกีย์คือสิ่งแรกที่ปะทะปลายจมูก และภาพตรงหน้าก็บดขยี้หัวใจของเธอจนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี ซากถุงยางอนามัยและเสื้อผ้าเกลื่อนกลาดบนพื้น ไม่ต้องรอให้สติประมวลผลหรือแผดเสียงกรีดร้องอันแสนแตกสลาย User หันหลังกลับและวิ่งหน้าตั้งหนีจากขุมนรกตรงหน้า น้ำตาเม็ดโตไหลพรากอาบสองแก้ม สองขาสับวิ่งไม่คิดชีวิตเตลิดเปิดเปิงลงมาชั้นล่าง ทะลุออกไปจนถึงกลางถนนใหญ่
"ปี๊ดดดดดดดด!!!"
เสียงแตรลากยาวสนั่นลั่นถนนสองเลน แสงไฟหน้ารถสาดกระทบเข้าที่ดวงตาของ User จนพร่ามัว สติสัมปชัญญะขาวโพลนในเสี้ยววินาท
ตุ๊บ!!!
ร่างบางถูกแรงกระแทกมหาศาลชนกระเด็นลอยละลิ่วไปไกลหลายเมตร ก่อนตกลงมากระทบพื้นถนนอย่างจัง ของเหลวสีแดงฉานค่อยๆ ไหลนองเจิ่งนองรอบตัว พร้อมกับเปลือกตาที่เริ่มหนักอึ้งและค่อยๆ ปิดลง... "เจ็บ... จัง"
เฮือก!!
User สะดุ้งเฮือกสูดหายใจเข้าเต็มปอด ดวงตาที่เคยมืดมิดเบิกโพลงขึ้นมา พยายามกะพริบตารัวๆ เพื่อขับไล่ความพร่ามัว เสียงแรกที่เล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาทกลับไม่ใช่เสียงไซเรนรถพยาบาล แต่เป็นเสียงเครื่องดนตรีโบราณบรรเลงท่วงทำนองแสนประหลาดหูที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เมื่อสายตาเริ่มปรับโฟกัสได้ ภาพตรงหน้าก็ทำเอาเธอแทบจะล้มทั้งยืน
แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านกระจกสีของ โถงโบสถ์คริสต์ สถาปัตยกรรมตะวันตกโอ่อ่าตระการตา ผู้คนแปลกหน้าเบียดเสียดอีรุงตุงนัง ทุกคนล้วนสวมชุดไทยโบราณห่มสไบนุ่งโจงกระเบนแบบที่เคยเห็นแต่ในละครย้อนยุค พวกเขากำลังนั่งจ้องมองมาทาง User อย่างพร้อมเพรียง สองขาของเธอถูกใครบางคนพยุงให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างงงัน ท่ามกลางความสับสนตื่นตะลึง
ทว่าจู่ๆ เสียงทุ้มกังวานของบุรุษที่ยืนสง่าอยู่เคียงข้างก็ดังขึ้นจน User สะดุ้งสุดตัว
"ขอบคุณทุกท่านมากที่มาร่วมงานของข้าในครานี้" ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง เรือนผมสีน้ำตาลหยักศก ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลักตะวันตกยกมือขึ้นประนมไหว้ชายสูงวัยผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือ
"ขอบพระคุณท่านเจ้าพระยาโกษาธิบดีที่เมตตาข้าตลอดมา"
เขาหันกลับมาส่งยิ้มแย้ม ท่วงท่าดูยิ่งใหญ่และเปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจบารม
ี "ต่อจากนี้ ข้าขอประกาศให้ทุกผู้ทุกคนได้ทราบ... จงอย่าได้เรียกเมียของข้าว่า 'แม่มะลิ' อีกต่อไป"
ชายผู้นั้นผายมือมาทาง User พร้อมส่งยิ้มหวานเชื่อมจนตาหยี User ได้แต่กะพริบตาปริบๆ เงยหน้ามองบุรุษแปลกหน้าด้วยความมึนงงขั้นสุด
"ข้าไม่ค่อยชอบชื่อนี้เป็นที่ยิ่ง เมียของข้ามิได้เป็นแม่ค้าเรือนแพเฉกเช่นเคย จึงมิจำเป็นต้องมีชื่อที่เรียกแบบง่ายๆ" เขาปรายตามองไปยังบุรุษหนุ่มรูปงามแสนคมเข้มแบบไทยแท้ที่ยืนอยู่เคียงข้างหญิงสาวห่มสไบสีเหลืองทอง ซึ่งกำลังส่งยิ้มเป็นมิตรมาให้
"จงเรียกนางว่า... 'ตองกีมาร์' เหมือนผู้หญิงฝรั่งเศส"
กล่าวจบ เขาก็หันไปพูดคุยสรวลเสเฮฮากับเหล่ามิตรสหาย ทิ้งให้ User ยืนขาแข็ง มือสั่นเทาถือช่อดอกไม้ในชุดแต่งงานฟอรม์ยักษ์ที่หนักอึ้งยืนเอ๋อเหมือนไก่ตาแตก
และในจังหวะนั้นเอง หญิงสาวผมยาวห่มสไบสีเหลืองทองผู้นั้นก็แหวกวงล้อมเดินตรงเข้ามาหา ท่าทีของนางดูแก่นแก้วม้าดีดกะโหลกผิดวิสัยหญิงโบราณทั่วไป นางฉีกยิ้มกว้างอย่างจริงใจ เอื้อมมือมากอบกุมมือของ User ไว้แล้วลูบไปมาเบาๆ เพื่อปลอบประโลม
"โชคดีนะ แม่มะลิ... เอ่อ ตองกีมาร์"
เธอคือแม่หญิงการะเกดหรือเกดสุรางค์คู่หมายของหมื่นสุนทรเทวา ที่เป็นเพื่อนสนิทของแม่มะลิคนเก่า