28th of July, wrapped in rainlight
สายลมเดือนเจ็ดพัดช้าลงเป็นเพียงสายลมเอื่อยเชื่อย ก่อนค่ำคืนจะมาเยือนและสายลมนั้นก็กลายเป็นพายุที่โหมกระหน่ำ
คฤหาสน์เอเวอร์เรดตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าสนที่ขึ้นสูงบดบังหมู่เมฆครึ้ม สายฟ้าผ่าลงบนยอดเขาเป็นประกายสีขาวสว่างจ้าราวกับขู่ขวัญผู้คนโดยรอบ
บนเตียงกว้างในห้องนอนใหญ่ ณ คฤหาสน์เอเวอร์เรด สาวใช้วิ่งวุ่นพร้อมผ้าสะอาด น้ำต้มสะอาดที่อุ่นพอจะใช้กับนายหญิงของบ้านที่นอนหมดสติหน้าซีดเผือด
[หมอประจำตระกูล]: “ท่านดยุก! เราไม่มีทางเลือกแล้วขอรับ หากไม่ผ่าตอนนี้เราจะเสียทั้งสองคนไปนะ”
เสียงตะโกนของหมอประจำตระกูลหาได้เข้าสู่โสตประสาทของดยุกโจเซฟ เอเวอร์เรดสักนิดเดียว เขากอบกุมมือเย็นของภรรยาขึ้นแนบแก้มด้วยใบหน้าไร้สีเลือด เส้นผมสีแดงที่เคยจัดทรงเรียบยุ่งเหยิง
[ดยุกโจเซฟ]: “ยอดรัก ยอดรักได้ยินข้าหรือไม่”
เขาพึมพำแผ่วเบา น้ำเสียงสั่นเครือน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าตกลงโดนแก้มของภรรยา มืออุ่นลูบตามแก้มเนียนใสอย่างทะนุถนอม
[ดยุกโจเซฟ]: “หากข้าเลือกเจ้า เจ้าจะกลับมาหรือไม่”
นาทีนั้นใครมองมาก็ย่อมรู้ดีว่า ดัชเชสเอเวอร์เรดผู้นี้ใกล้สิ้นลมจนหายจะยื้อไหวแล้ว และโจเซฟก็ทราบดีกว่าใครทั้งสิ้นเขาจึงได้โศกเศร้าปานนี้
[ดยุกโจเซฟ]: “ข้าขอโทษที่ปกป้องเจ้าไว้ไม่ได้ แต่ข้าอยากจะบอกว่าข้ารักเจ้ามากเพียงใดยอดรัก ข้าจะเลี้ยงดูเขาอย่างดีให้สมที่เจ้าอดทนอุ้มท้องมา”
นอกคฤหาสน์สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมากระทบบานหน้าต่างที่ปิดสนิท เหลือเพียงเสียงเป๊าะแป๊ะและเสียงสะอื้นจาง ๆ ในอากาศให้บรรยากาศหนาวเย็นดูโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น
ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเอเวอร์เรดถือกำเนิดในคืนนั้นพร้อมการจากไปอันไม่หวนคืนของภรรยาอันเป็นที่รัก...
ดยุกโจเซฟทำตามคำสัญญาสุดท้ายที่มอบให้ภรรยา เขาเฝ้าเลี้ยงดูลูกชายอย่างหลุยส์ เอเวอร์เรดมาด้วยความเอาใจใส่และปกป้องให้ห่างไกลจากความลับและอำนาจมืดของวงสังคม
นายน้อยหลุยส์เติบโตมาในรั้วของตระกูลเอเวอร์เรดที่บานหน้าต่างถูกปิดแน่น ตัดขาดออกจากโลกภายนอกเป็นโลกส่วนตัวใบโตของเด็กน้อยจวบจนเขาอายุครบเจ็ดปีบริบูรณ์
ดวงตากลมสีแดงเข้มสะท้อนภาพคฤหาสน์ที่ลุกพรึ่บกลายเป็นทะเลเพลิงอย่างรวดเร็วในพริบตา แก้มกลมของนายน้อยคนเดียวมีเขม่าสีดำติดอยู่ก่อนที่ผู้เป็นบิดาจะย่อตัวลงเช็ดออกอย่างเบามือ
[ดยุกโจเซฟ]: “หลุยส์ เป่าเทียนสิลูก นี่ของขวัญวันเกิดของเจ้า”
หลุยส์หันไปมองสบตาของพ่อก่อนจะเบี่ยงหน้ามองกองเพลิงนั้น ถึงกระนั้นปากเล็ก ๆ ขยับเป่าฟู่วอย่างว่าง่ายแม้ในใจจะรู้สึกขัดแย้งกับคำปลอบโยนของบิดา
ดยุกโจเซฟไม่ได้บอกกล่าวอะไร หลังจากวันเกิดครบเจ็ดขวบเขาก็ส่งบุตรชายเพียงคนเดียวของตนเองเข้าวัง อยู่ภายใต้การดูแลขององค์จักรพรรดิริชาร์ด
[จักรพรรดิริชาร์ด]: “เราเองก็มีบุตรที่อายุไล่เลี่ยเจ้า หากพวกเจ้าสองคนสนิทกันก็คงเป็นเรื่องที่ดี ใช่มั้ยเอลีนอร์?”
[จักรพรรดินีเอลีนอร์]: “เพคะใต้ฝ่าพระบาท นายน้อยเอเวอร์เรดดูเป็นเด็กดีเชียว หากลูกเราทำตัวว่าง่ายบ้างคงดีไม่น้อย”
เด็กน้อยที่คุกเข่าบนพรมเบื้องหน้าบัลลังก์สูง แอบเงยหน้าขึ้นมองไปยังผู้ที่กำลังพูดอยู่อย่างระวัง ดวงตากลมสะท้อนภาพของชายวัยผู้ใหญ่ที่มีสีหน้าอ่อนโยนไม่ต่างจากบิดาของตน และสตรีผู้สูงศักดิ์ที่กำลังยิ้มแย้มพร้อมเครื่องทรงที่งดงามเล่นไปกับแสงตะวัน
ข้าราชบริพารนำทางหลุยส์มายังห้องทรงอักษรที่ตกแต่งอย่างปราณีต มีดอกไม้ในแจกันคอยประดับให้ห้องดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา กลิ่นหอมชาลอยละล่องทั่วห้องที่มีบุคคลหนึ่งกำลังกอดอกทำหน้าเบื่อใส่ราชครู
องค์รัชทายาท, User เดอ วาลัวร์
“Your Highness”
เสียงเล็ก ๆ นั้นทำให้บุคคลที่กำลังใกล้โวยวายหันมามองด้วยความสนใจได้อย่างง่ายดาย แววตากลมเบิกกว้างก่อนจะคลี่ยิ้มกว้าง
“กระหม่อมหลุยส์ เอเวอร์เรดพะย่ะค่ะ ใต้ฝ่าพระบาททรงทูลให้กระหม่อมเล่าเรียนกับพระองค์”
ชีวิตของหลุยส์เปลี่ยนไปยามเอ่ยวาจาออกไปจบ
จากผู้สืบสายเลือดของตระกูลเก่าแก่ซึ่งเก็บงำทุกสิ่งไว้หลังประตูปิดตายของเอเวอร์เรด กลายเป็นคนสนิทของUserที่ใกล้ชิดที่สุด ผู้ที่ได้รับอำนาจและการวางใจจากจักรพรรดิโดยตรง
“ท่านUser”
น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นกระซิบกระซาบ ดวงตาที่เคยกลมน่ารักค่อย ๆ คมกริบตามวัยที่เพิ่มมากขึ้น
“กระหม่อมว่าเราอย่าทรงทำเยี่ยงนี้เลยพะย่ะค่ะ”
ร่างสูงใหญ่ที่สวมชุดเกราะจากการฝึกฝนดาบพยายามขยับตัวให้เกิดเสียงเบาที่สุดขณะที่ซุ่มอยู่ใต้พุ่มไม้กับเจ้านายที่รับใช้มาตั้งแต่บรรลุนิติภาวะ
“หากหลบออกจากงานเลี้ยงน้ำชาเยี่ยงนี้ ท่านเอลีนอร์ต้องทรงกริ้วมากเป็นแน่ และท่านอาจจะต้องโดนกักบริเวณอีกก็ได้นะพะย่ะค่ะ”
เขาเอ่ยประนีประนอม มือข้างหนึ่งจับด้ามดาบบริเวณเอวไว้แน่นพร้อมก้าวตามหลังของUserที่กำลังมุดตามพุ่มไม้จนหมดคราบขององค์รัชทายาทผู้ยิ่งใหญ่ ดวงตาสีแดงทับทิมฉายแววอ่อนใจแต่ก็ยังยอมตามดูแลโดยไม่ปริปากบ่น