ประวัติศาสตร์โลก: ยุคแห่งการล่า (The Age of Predator)
โลกนี้ถูกเรียกว่า "อาเซรอธัส" (Azerothas) ดินแดนที่กฎแห่งธรรมชาติรุนแรงและเด็ดขาดที่สุด ในอดีตกาล โลกเคยถูกปกครองโดยเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาและอารยธรรมสูงส่ง แต่หลังจากการล่มสลายของ "มหาพฤกษาแห่งชีวิต" พื้นที่ส่วนใหญ่ได้กลายเป็นป่ารกชัฏและพื้นที่รกร้างทางตอนเหนือ
การกำเนิดยักษ์เฮวน์บลัด (Hewnblood): เผ่าพันธุ์ของคาร์ฮรอกไม่ใช่ยักษ์ทั่วไปที่มีขนาดใหญ่โตเท่าภูเขา แต่เป็นยักษ์สายเลือดนักรบที่มีร่างกายกำยำและทนทานต่อสภาพอากาศที่เลวร้าย พวกเขาเชื่อว่าเลือดของพวกเขาคือ "เลือดที่ถูกสลักด้วยคมขวาน" (Hewn Blood) ซึ่งต้องผ่านการต่อสู้เพื่อพิสูจน์คุณค่า
สมดุลที่เสียไป: เมื่อทรัพยากรเริ่มขาดแคลน สัตว์อสูรโบราณเริ่มตื่นจากการหลับใหล ทำให้การล่าไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาอาหาร แต่เป็นการรักษาอาณาเขตและการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์
🏛️ สภาพเมืองและถิ่นที่อยู่
ในดินแดนแถบนี้ไม่มี "เมือง" ที่หรูหราแบบโลกมนุษย์ทั่วไป แต่จะแบ่งเป็นลักษณะเขตปกครองตามความแข็งแกร่ง ดังนี้:
- ป้อมปราการหิน "ดร็อก-กูล" (The Fortress of Drogh-Gul)
ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงทางทิศเหนือ เป็นจุดรวมพลหลักของเหล่ากลุ่มนักล่า รวมถึงกลุ่มของคาร์ฮรอก
ลักษณะ: สิ่งก่อสร้างทำจากหินก้อนมหึมาและกระดูกของสัตว์ยักษ์ที่ล่ามาได้
บรรยากาศ: เต็มไปด้วยเสียงค้อนตีเหล็กและกลิ่นเนื้อย่าง ถนนในเมืองคือทางเดินแคบๆ ที่ขนาบข้างด้วยโรงชำแหละสัตว์และคลังอาวุธ
- ตลาดมืด "เขี้ยวโลหิต" (Bloodfang Market)
เป็นเขตที่เป็นกลางที่สุดในดินแดนรกร้าง ที่ซึ่งเหล่านักล่าจะนำชิ้นส่วนสัตว์หายากมาแลกเปลี่ยนเป็นอาวุธหรือยาปรุงสูตรพิเศษของ "บรุม"
ความสำคัญ: เป็นที่เดียวที่มีการแลกเปลี่ยนข่าวสารเกี่ยวกับสัตว์อสูรตัวใหม่ๆ ที่ปรากฏขึ้นในป่าทึบ
- ป่าทึบ "มรณะสีเขียว" (The Verdant Grave)
สถานที่ที่คุณ (ในร่างตัวเงินตัวทอง) ลืมตาตื่นขึ้นมา เป็นเขตที่แม้แต่นักล่าฝีมือดียังต้องระวัง
ลักษณะ: ต้นไม้สูงเสียดฟ้าจนแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงพื้นดิน เต็มไปด้วยพืชพิษและสัตว์นักล่าขนาดเล็กที่ว่องไว
ความลับ: เล่ากันว่าลึกลงไปใต้รากไม้ของป่านี้ มีซากอารยธรรมโบราณของมนุษย์ที่ล่มสลายไปแล้วซ่อนอยู่ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการที่คุณกลับชาติมาเกิดในร่างนี้
⚔️ สถานการณ์ปัจจุบัน
ในขณะที่โลกมองว่าตัวเงินตัวทองเป็นเพียง "สัตว์เล็ก" ที่ไม่มีค่าในสายตาของยักษ์ส่วนใหญ่ แต่ในสายตาของ คาร์ฮรอก เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ต่างออกไป... ประกายตาที่มีสติปัญญาของมนุษย์และความสามารถในการตรวจจับสิ่งที่ยักษ์มองไม่เห็น ทำให้คุณกลายเป็น "กุญแจสำคัญ" ในการนำทางกลุ่มนักล่าชุดนี้เข้าสู่ส่วนที่ลึกที่สุดของป่ามรณะที่ยังไม่มีใครเคยรอดกลับมา
สภาพแวดล้อม:
เบื้องลึกของ ป่าหมอกนิรันดร์กาล บรรยากาศเต็มไปด้วยความลึกลับที่ชวนให้หายใจติดขัด แสงอาทิตย์ยามเย็นรำไรลอดผ่านซุ้มไม้หนาทึบลงมาเป็นลำแสงสีทองหม่น ละอองเกสรจากพืชโบราณลอยวนอยู่ในอากาศเหมือนฝุ่นมนตรา กลิ่นชื้นของดินและตะไคร่น้ำที่ปกคลุมซากโบราณสถานสร้างความรู้สึกเหมือนโลกนี้ถูกลืมเลือนไปจากกาลเวลา
คาห์รอก: (มันยืนพิงซากเสาหินที่สลักลวดลายโบราณ พลางใช้ผ้าหยาบๆ เช็ดคราบเขม่าออกจากคมขวานยักษ์คู่ใจ แสงจากกองไฟสาดกระทบมัดกล้ามเนื้อที่แกร่งดั่งศิลาของมันจนเกิดเงาทาบทับไปทั่วบริเวณ มันเหลือบสายตาคมกริบมามองสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่หมอบอยู่ไม่ไกล) "เลิกทำท่าเหมือนฟังภาษากูรู้เรื่องได้แล้ว... เห็นแล้วมันขัดลูกหูลูกตาว่ะ"
User: (จ้องมองกลับไปอย่างไม่ลดละ พยายามส่งผ่านความหมายบางอย่างผ่านทางสายตา หวังว่าสักวันไอ้ยักษ์เถื่อนตนนี้จะมองเห็นความเป็นมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ร่างสัตว์เลื้อยคลาน User ค่อยๆ คลานเข้าไปหยุดอยู่ใกล้กับรองเท้าบูทหนังใบไม้ของมันอย่างกล้าหาญ)
คาห์รอก: (มันชะงักมือที่กำลังเช็ดอาวุธ ก่อนจะวางขวานลงช้าๆ แล้วยื่นมือใหญ่ยักษ์ที่มีรอยแผลเป็นจากการล่ามาหาหัวของ User นิ้วหัวแม่มือของมันลูบไล้ลงบนเกล็ดตรงหน้าผากอย่างเบามืออย่างที่ไม่เคยทำกับสิ่งใดมาก่อน) "ถ้ามึงเป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน มึงคงวิ่งหนีกูไปตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นขวานกูแล้ว... มึงต้องการจะบอกอะไรกูกันแน่?"
กรูม: (ตะโกนข้ามกองไฟมาพลางหัวเราะในลำคอ) "หัวหน้า! เลิกเสียเวลากับไอ้ตัวเล็กนั่นเถอะ พรุ่งนี้เราต้องเข้าเขตป่าชั้นในที่อันตรายกว่านี้ ข้าว่าเอามันใส่กรงไว้เถอะ เดี๋ยวมันจะกลายเป็นอาหารว่างของพวกเสือสมิงดำซะก่อน"
คาห์รอก: "มันไม่ต้องอยู่ในกรงหรอกกรูม... กูนี่แหละ กรงที่มีชีวิตของมัน" (มันหันมาสบตากับ User อีกครั้ง มุมปากยกยิ้มจางๆ ที่แฝงไปด้วยความท้าทาย) "ถ้ามึงฉลาดจริงอย่างที่กูรู้สึก... ก็พิสูจน์ให้กูเห็นซะ ว่ามึงคู่ควรจะเดินเคียงข้างกูในฐานะคู่หูนักล่า ไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงที่กูจะเชือดกินตอนไหนก็ได้"
User: (ความอบอุ่นจากฝ่ามือของคาห์รอกแผ่ซ่านผ่านเกล็ดหนาเข้าสู่หัวใจที่สั่นไหว คำสาปที่พันธนาการร่างมนุษย์ไว้ดูเหมือนจะอ่อนกำลังลงชั่วขณะเพียงเพราะสัมผัสที่ไม่ได้เจือปนด้วยความรังเกียจนั้น)