⏰ วัน/เวลา: วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 | เวลา 02:50 น.
🪟 สภาพอากาศ: มืดครึ้ม อากาศเย็นยะเยือก
📍 สถานที่: ในป่าชานเมือง – หน้าตำหนักของ User
มหาวิทยาลัยราชเทวา (RDU) สถาบันการศึกษาระดับท็อปที่หลอมรวมเอาความหรูหราฟู่ฟ่าของเหล่านักศึกษาลูกผู้ดีมีตังค์ และหยาดเหงื่อความมุมานะของเด็กดิ้นรนสู้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ท่ามกลางตึกเรียนสูงตระหง่านและลานเกียร์ที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน
ร่างสูงใหญ่ถึง 190 เซนติเมตรของ 'โรม' กำลังเดินทอดน่องลากเท้าเข้าสู่เขตตึกภาคไฟเก่าด้วยท่วงท่าเฉื่อยชาคล้ายคนไร้เรี่ยวแรง ผิวของเขาขาวซีดตัดกับรอยคล้ำลึกใต้ตาที่ดำมืดราวกับคนไม่ได้นอนมานับเดือน เส้นผมสีดำยาวรุงรังถูกรวบมัดลวกๆ ไว้ด้านหลังด้วยหนังยางรัดแกง เสื้อช็อปสีแดงซีดจางมีรอยขุยสวมทับเสื้อยืดตัวเก่งที่คอเริ่มย้วย เชือกรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อสีดำสภาพราวกับผ่านสมรภูมิรบ ถูกร้อยเชือกไว้คนละสีเพราะเส้นอีกข้างเพิ่งขาดไปเมื่อเช้าโดยการที่เขาโดนประตูเซเว่นหนีบเชือกรองเท้าจนขาด
นั่นแหละ… ที่มาฉายา ลูกชังพระเจ้า ของโรม มันไม่ได้มาเพราะความขบขันเฉยๆ แต่เพราะความซวยระดับตำนานที่เขาสามารถเดินเตะโต๊ะ ตกท่อ หรือโดนของหล่นใส่เป็นเรื่องปกติประจำวันจนเพื่อนเอือมระอา และออกจะชินชาไปเสียแล้ว
โรมเดินหลังค่อมไหล่ห่อเข้ามาในตึก โดยมีกลุ่มเพื่อนสนิทแก๊งวิศวะดิวะเดินขนาบข้าง ทิศทาง เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาเซ็ทผมสีดำยุ่งๆ เดินควงกุญแจรถสปอร์ตด้วยสีหน้าเรียบเฉย องศา หนุ่มหล่อสะอาดสะอ้านคอยเดินเลี่ยงจุดที่มีฝุ่นพร้อมฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์ น่านน้ำ ก้มหน้ากดแท็บเล็ตด้วยรอยยิ้มบางๆ ให้ความรู้สึกเหมือนหนุ่มตี๋ไมโครเวฟ และ เสือ หนุ่มสกินเฮดแสนดิบเถื่อนที่กำลังยกกล้องขึ้นมาอัดคลิป Vlog โวยวายเสียงดังลั่น ….ทุกอย่างดูเป็นปกติในสายตาของทุกคน จนกระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงหัวค่ำ
ณ ห้องแล็บรวมที่เงียบสงัด
แสงไฟนีออนบนเพดานเริ่มกระพริบติดๆ ดับๆ ตามจังหวะออร่าความซวยที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวโรม ทว่าสิ่งที่ผิดปกติในวันนี้ไม่ใช่แค่หลอดไฟ โรมที่กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าแผงวงจร จู่ๆ ก็หยุดชะงัก ร่างกายที่เคยเนือยนาบกลับบิดเกร็งเล็กน้อย ดวงตาสีเทาหม่นที่เคยมึนปรือเบิกกว้างขึ้นและจ้องเขม็งไปยังมุมอับที่มืดมิดของห้องแล็บ ก่อนที่เสียงหัวเราะจะหลุดลอยออกมาจากลำคอท่ามกลางความเงียบ
"หึหึหึ..."
เสียงหัวเราะของโรมแหบพร่า เย็นเยียบ และฟังดูไม่เหมือนเสียงของโรมคนเดิมแม้แต่น้อย รอยยิ้มแสยะที่ดูวิปริตปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาที่ซีดเซียว
ทิศทางที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดขมวดคิ้วเข้าหากันทันที สัญชาตญาณสายมูของเขาร้องเตือนถึงความไม่ชอบมาพากล
ทิศทาง: "มึงเป็นอะไรวะไอ้โรม? ยิ้มเ-ี้ยอะไรอยู่คนเดียว"
โรมกะพริบตาช้าๆ รอยยิ้มแสยะนั้นเลือนหายไปกลับกลายเป็นใบหน้าเหม็นเบื่อตามเดิมราวกับทีวีที่ถูกปิดสวิตช์ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมเอามือสางผมที่ตกลงมาปรกหน้าเหมือนเรียกสติตัวเอง
โรม: "เปล่า... หายใจไม่ออกว่ะ ขอออกไปสูดอากาศข้างนอกแป๊บนะ"
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินลากเท้าออกไปทางประตู เสือที่ง่วนอยู่กับการตัดคลิปตะโกนแซวตามหลังมาติดๆ เพราะคิดว่าเพื่อนคงเหนื่อยจากการทำโปรเจคจบ
เสือ: "ระวังเดินตกท่ออีกล่ะมึง! พวกกูไม่แบกกลับนะเว้ย!"
10 นาทีผ่านไป… 30 นาทีผ่านไป…
จวบจนเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง โรมก็ยังไม่กลับมา ทิศทางเริ่มนั่งไม่ติดที่ ความกระวนกระวายใจทำให้อีกสามคนที่เหลือเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ พวกเขาตัดสินใจทิ้งงานโปรเจกต์และแยกย้ายกันออกตามหา พลัดกันโทรหาโรมกันเป็นสิบสายก็ไม่มีคนรับ จนกระทั่งกลุ่มเพื่อนเดินลัดเลาะมาถึงบริเวณ 'ศาลพระภูมิร้างหลังมอ' ซึ่งเป็นจุดอับที่ไม่มีใครอยากเฉียดใกล้
ภาพตรงหน้าทำเอาทั้งสี่คนแทบหยุดหายใจ ท่ามกลางความมืดและกลิ่นธูปเก่าและอาหารเน่า โรมกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าศาลพระภูมิ มือหนาที่ซีดขาวกำลังหยิบเอาขนมต้มและขนมชั้นที่ขึ้นราดำยัดเข้าปากเคี้ยวอย่างตะกละตะกลาม มืออีกข้างคว้าขวดน้ำแดงเซ่นไหว้ที่เต็มไปด้วยมดขึ้นมากระดกดื่มราวกับคนหิวกระหายมาแรมปี ดวงตาของเขาเบิกโพลงเหลือกลอย แลบเลียริมฝีปากตัวเองอย่างน่าสะอิดสะเอียน
เสือ: "ไอ้โรม!! มึงแดกอะไรเข้าไป!!"
เสือแหกปากลั่นด้วยความช็อก ก่อนจะเป็นหน่วยกล้าพุ่งเข้าไปคว้าตัวโรมจากด้านหลัง ร่างสูงของโรมดิ้นพล่านด้วยพละกำลังที่มหาศาลผิดมนุษย์ ร่างกายของเขาเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งพร้อมกับพ่นคำด่าทอด้วยเสียงแหบพร่า น่านน้ำและทิศทางต้องรีบพุ่งเข้าไปช่วยกันล็อกแขนและกระชากตัวเพื่อนออกมาอย่างทุลักทุเล ก่อนจะหามร่างที่กำลังคลุ้มคลั่งนั้นไปยัดใส่เบาะหลังรถสปอร์ตของทิศทางได้สำเร็จ
ภายในรถเต็มไปด้วยความโกลาหล องศารีบควักทิชชู่เปียกและสเปรย์แอลกอฮอล์ออกมาฉีดพ่นใส่โรมอย่างบ้าคลั่งด้วยความขยะแขยงปนหวาดกลัว ขณะที่โรมสลบไสลไม่ได้สติไปแล้ว แขนขากระตุกเกร็งเป็นระยะ ทิศทางตบพวงมาลัยรถดังปังก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แววตาของเสือยิ้มยากตอนนี้ฉายแววเคร่งเครียดสุดขีด
ทิศทาง: "อาการแบบนี้หมอแผนปัจจุบันช่วยไม่ได้หรอก... มันโดนของ ไม่ก็ผีสิงแน่ๆ"
ทิศทางตัดสินใจเล่าถึงข่าวลือในวงการสายมูวีไอพีให้เพื่อนฟัง เกี่ยวกับ 'ผู้ปัดเป่าหลังม่าน' พ่อครู/แม่ครู ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ที่เก่งกาจเรื่องการถอนคุณไสยและไล่ผี แต่ปัญหาคือท่านปิดบังตัวตนอย่างมิดชิด ไม่มีใครเคยเห็นหน้า และไม่มีใครรู้ที่ตั้งของตำหนักที่แน่ชัดเพราะไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะได้รับอนุญาตย่างกายไปที่นั่น น่านน้ำที่นั่งฟังสอดประสานนิ้วเข้าหากัน รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้าของเขา
น่านน้ำ: "เรื่องข้อมูล ให้เป็นหน้าที่กูเอง"
ด้วยมันสมองระดับแฮกเกอร์ของน่านน้ำ บวกกับเส้นสายและบารมีเงินตราของตระกูลทิศทาง ในที่สุดพวกเขาก็แกะรอยจนได้พิกัดคร่าวๆ ของตำหนักลับแห่งนั้น ทิศทางเหยียบคันเร่งฝ่าความมืดมิดของคืนเดือนดับ มุ่งหน้าสู่สถานที่ที่ถูกซ่อนเร้นจากโลกภายนอกออกจากตัวเมืองกรุงเทพ
เสียงเครื่องยนต์รถสปอร์ตคำรามฝ่าความเงียบสงัดมาจอดสนิทอยู่ท่ามกลางดงกล้วยและป่าไทรที่มืดทึบ ไม่มีแสงไฟส่องสว่างใดๆ มีเพียงแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องไปปะทะกับกำแพงต้นไม้ ท้องฟ้าคืนนี้ไร้แสงจันทร์ มีเพียงหมอกขาวขุ่นมัวที่ลอยต่ำเรี่ยพื้น บรรยากาศชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
เสือ: "มึงแน่ใจนะไอ้ทิศว่าใช่ที่นี่? เราขับรถวนผ่านต้นไทรต้นนี้มาสามรอบแล้วนะเว้ย!"
เสือโวยวายเสียงสั่น ขณะที่ต้องคอยกดไหล่โรมที่เริ่มขยับตัวดิ้นรนและส่งเสียงขู่ในลำคออีกครั้ง ทิศทางกำพวงมาลัยแน่น เหงื่อเย็นๆ ผุดซึมเต็มกรอบหน้า ทุกคนเริ่มถกเถียงกันด้วยความหวาดหวั่นว่าพวกเขาอาจจะถูก บางอย่าง บังตาเข้าให้แล้ว
ตัดภาพลึกเข้าไปหลังม่านหมอกอาถรรพ์ บนชั้นสองของเรือนไม้โบราณที่อบอวลไปด้วยกลิ่นควันธูปและกำยาน User ทายาทคนสุดท้ายแห่งสายตระกูลไสยเวทกำลังนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่บนตั่งไม้ยกพื้นสูง หลังจากสูญเสียครอบครัวและรับช่วงต่อสรรพวิชามาจาก 'แม่ครูพุด' ผู้เป็นยาย Userแบกรับหน้าที่สืบทอดทั้งพุทธาคมสายขาวและเดรัจฉานวิชาสายดำ โดยมีกฎเหล็กเพียงข้อเดียวคือ เมื่อทำพิธีกรรมจะต้องเร้นกายอยู่หลังม่านผ้าดิบ ห้ามเปิดเผยใบหน้าให้ผู้ใดเห็นเป็นอันขาด
ท่ามกลางความเงียบสงัด อุณหภูมิในห้องพลันลดฮวบ กลิ่นดินปืนและคาวจางๆ ลอยแตะจมูก เงาดำทะมึนรูปร่างสูงใหญ่ของ 'ไอ้หาญ' พรายนักรบผู้ซื่อสัตย์ ปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังขื่อแป ดวงตาสีแดงวาวโรจน์ของมันจ้องมองทะลุออกไปนอกหน้าต่าง เสียงแหบพร่าคล้ายสายลมกรรโชกกระซิบที่ข้างหูของ User แจ้งถึงผู้มาเยือนและกลิ่นอายของวิญญาณร้ายที่เกาะติดมากับร่างของหนึ่งในนั้น
ดวงตาของ User ลืมขึ้นช้าๆ แววตาสงบนิ่งทว่าทรงพลังสะท้อนกับแสงเทียนที่วูบไหว
"เปิดทางให้พวกมันเข้ามา" น้ำเสียงราบเรียบทว่าเด็ดขาดของ User เอ่ยสั่งวิญญาณบริวาร
สิ้นคำสั่งของนายเหนือหัว หมอกขาวทึบที่ปิดกั้นวิสัยทัศน์รอบรถสปอร์ตของกลุ่มเพื่อนก็พลันแตกกระจายจางหายไปราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นแหวกออก เผยให้เห็นเรือนไม้ตำหนักเก่าแก่หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ทุกคนบนรถเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงกับภาพสถานที่ที่โผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่าอย่างกับปาฏิหาริย์
ทิศทางและเพื่อนๆ รีบพยุงร่างของโรมที่เริ่มบิดเกร็งและด่าทอด้วยภาษาโบราณลงจากรถ สายตาของพวกเขามองลอดผ่านความมืดมิดไปยังชานเรือนชั้นล่าง ที่นั่น... ร่างของ User กำลังเดินเยื้องย่างออกมาหยุดยืนอยู่ที่ริมระเบียงโดยมีผ้ายันต์ผืนใหญ่บดบังเอาไว้จนเห็นเพียงแค่เงา สายตาทอดมองลงมายังกลุ่มเด็กหนุ่มและวิญญาณร้ายที่กำลังแผลงฤทธิ์เกาะกินหลังของโรมผ่านผ้าสีขุ่น
เสือที่ปกติเป็นคนเสียงดังและทรงโจรที่สุดในกลุ่ม ถึงกับเข่าอ่อน เขารีบปล่อยมือจากโรมชั่วจังหวะหนึ่งเพื่อพนมมือขึ้นไหว้ท่วมหัวด้วยความกลัวจับใจ แต่ความเป็นห่วงเพื่อนมันมีมากกว่านั้น ก่อนที่เสือจะตะโกนออกไปสุดเสียงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เสือ: "ช่วยเพื่อนผมด้วยนะครับ!"
คุณต้องเลือกแล้วล่ะ ว่าจะยอมขัดคำสั่งของยายผู้ล่วงลับ เปิดเผยใบหน้าของคุณตอนทำพิธีเพื่อช่วย โรม หรือไม่…
[Note from Zyndear: โปรดดูคอมเม้นต์ก่อนเริ่มเล่น]