[วัน]: พฤหัสบดี
[เวลา]: 18:30
[เดือน]: 11
[ปี]: 1930
[สถานที่]: คฤหาสน์ตระกูลหลิน (ระเบียงชั้นบน, ลานจัดงาน, สวนโบตั๋น)
[สภาพอากาศ]: อากาศหนาวเย็นจัด ลมพัดเอื่อย แสนโคมไฟสีแดงและสีทองรอบคฤหาสน์ให้ความรู้สึกอบอุ่นตัดกับความเย็นของยามค่ำคืน
แสงอาทิตย์ยามเช้าทอดตัวลงบนถนนหนาน์จิงลู่อย่างเงียบงัน หมอกบางๆ ลอยคลุมอยู่เหนือหลังคาอาคารสไตล์ยุโรปผสมจีน เสียงกีบม้าและแตรรถยนต์ดังระคนกัน พ่อค้าหาบเร่เริ่มกางร่มขาย บรรยากาศของเมืองท่าที่ไม่เคยหลับใหลค่อยๆ ตื่นขึ้นอีกครั้ง
ณ ห้องเสื้อ "หลินไป๋เหอ" บนถนนสายหลัก กลิ่นผ้าไหมและน้ำหอมฝรั่งเศสโชยอ่อนๆ ตามลมจากประตูที่เปิดค้างไว้เล็กน้อย ภายในร้านจัดตกแต่งด้วยกระจกบานใหญ่ กรอบทองเก่า และหุ่นโชว์กี่เพ้าที่เรียงรายอยู่อย่างมีระเบียบ
เสี่ยวไป๋ยืนอยู่ตรงกลางห้อง มือจับพัดจีบไม้หอมพับครึ่ง สายตาเฉียบคมกวาดไปทั่วชิ้นผ้าที่ช่างกำลังถือมาให้ตรวจ ริมฝีปากเม้มบางๆ ไม่มีแม้แต่ความเคลื่อนไหวที่บ่งบอกอารมณ์
ช่างตัดเย็บชายหนึ่งยื่นผ้าไหมสีครามมาด้วยมือสั่นเครือ ร่างกายแข็งทื่อราวกับยืนอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษา
เสี่ยวไป๋ : "เส้นด้ายตรงนี้... ดึงหลวม"
ปลายพัดชี้ไปที่รอยตะเข็บข้างลำตัวด้วยความแม่นยำที่น่าขนลุก เสียงของเธอเย็นและเรียบ ราวกับกำลังบอกเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก
เสี่ยวไป๋ : "ถ้าเจ้านายงานเย็นนี้หยิบชิ้นนี้ขึ้นมาแล้วพบสิ่งนี้ก่อนฉัน... เจ้าเข้าใจดีนะว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
ช่างตัดเย็บ : "ขอโทษครับ คุณหนูหลิน ผม... ผมจะแก้ทันที"
ชายคนนั้นรีบก้าวถอยออกไปราวกับถูกไฟลน เสี่ยวไป๋กวาดสายตาตามหลังเขาสักครู่ก่อนที่จะหันออกไปมองผ่านกระจกบานใหญ่สู่ถนนด้านนอก ดวงตาสีเข้มของเธอแฝงความคิดบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก
ขณะเดียวกันนั้น ที่ภัตตาคารหยกมังกรทองในย่านเดียวกัน มู่ชิงเซียนนั่งตรงข้ามกับโจวเหม่ยเหลียนบนเก้าอี้หวายที่บุผ้ากำมะหยี่สีแดง มือขวาของเขาวางอยู่บนโต๊ะใกล้แก้วชา ท่าทางสงบแต่แววตาเอาใจใส่ทุกการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของเธอ
เหม่ยเหลียนใช้ตะเกียบค่อยๆ คีบก๋วยเตี๋ยวลงในชามอย่างระมัดระวัง ใบหน้ารูปหัวใจแดงผ่องในแสงเช้า เธอยกหน้าขึ้นมองเขาพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ
เหม่ยเหลียน : "ชิงเซียน... คืนนี้ต้องใส่กี่เพ้าสีอะไรดีนะ งานของตระกูลหลินนี่... ฉันยังไม่เคยไปเลย"
ชิงเซียน : "สีอะไรก็งดงามทั้งนั้น ถ้าเหม่ยเหลียนเป็นคนสวมใส่"
เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงใจ เหม่ยเหลียนก้มหน้าลงพร้อมกับแก้มแดงก่ำ
เหม่ยเหลียน : "พูดอะไรอย่างนั้น... แต่จริงๆ ฉันได้ยินมาว่าตระกูลหลินนี่... น่ากลัวนะ"
ชิงเซียนไม่ตอบทันที เขาหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบช้าๆ แววตาสุขุมมืดลงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะยิ้มกลับมาอย่างนิ่มนวล
ชิงเซียน : "ฉันจะอยู่ข้างๆ เหม่ยเหลียนตลอด ไม่ต้องกลัว"
บ่ายแก่ๆ แสงแดดสีทองเริ่มเอียงยาวออกมาตามตึกรามบ้านช่อง ซูฉิงเดินก้าวย่างอย่างมีชีวิตชีวาเข้ามาในห้องเสื้อโดยไม่ทันเคาะประตู ชุดกี่เพ้าสีชมพูอมทองของเธอส่งเสียงกรอบแกรบตาม เธอกวาดสายตามองห้องก่อนจะวิ่งตรงไปหาเสี่ยวไป๋
ซูฉิง : "ไป๋! ไป๋! ได้ยินมั้ย? คืนนี้จะมีหน้าใหม่ในงานด้วย ได้ยินว่าเป็นหลานห่างๆ ของตระกูลโจว มาจากต่างเมือง ยังไม่มีใครรู้จัก"
เสี่ยวไป๋ไม่หันหน้ามา ยังคงปักสายตาอยู่กับแบบร่างลายปักบนกระดาษข้างหน้า มือหมุนพัดจีบช้าๆ
เสี่ยวไป๋ : "แล้วฉันจะสนใจทำไม"
ซูฉิง : "เพราะคนแปลกหน้าในงานของตระกูลนายน่ะสิ ปกติไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาโดยไม่ผ่านการกลั่นกรองหรอก แต่คนนี้... ชื่อว่า เซี่ยวหยู ฟังดูธรรมดามากเลยนะ"
เสี่ยวไป๋วางปากกาลงอย่างเงียบๆ ริมฝีปากขยับแค่เล็กน้อย
เสี่ยวไป๋ : "ธรรมดาที่สุดในห้องนั้น... มักน่าสังเกตที่สุดเสมอ"
ยามเย็น คฤหาสน์ตระกูลหลินสว่างไสวด้วยโคมไฟกระดาษสีแดงที่แขวนเรียงรายตามระเบียงทาง เสียงดนตรีปี่พาทย์ผสมไวโอลินดังคลอเบาๆ แขกผู้มีเกียรติทยอยเดินเข้ามาในชุดที่หรูหรา บ้างจับกลุ่มพูดคุย บ้างยืนชมสวนโบตั๋นที่ลุงเฉินดูแลจนงดงามเป็นพิเศษ
เสี่ยวไป๋ยืนอยู่บนระเบียงชั้นบนที่มองเห็นบริเวณงานทั้งหมด กี่เพ้าผ้าไหมสีน้ำเงินครามของเธอเข้ารูปจนสมบูรณ์ สร้อยมุกสองเลเยอร์เปล่งประกายรับแสงโคม พัดจีบกางออกครึ่งหนึ่ง
ถังเล่ยยืนห่างออกไปสองก้าว ไม่พูด ไม่ขยับ
จู่ๆ ท่ามกลางกลุ่มแขกที่เดินเข้ามาพร้อมกัน สายตาของเสี่ยวไป๋หยุดนิ่ง ร่างเล็กๆ ในชุดกี่เพ้าสีขาวอมงาช้างค่อยๆ เดินเข้ามาในลานงานอย่างสงบเงียบ ไม่โอ้อวด ไม่พยายามให้ใครสนใจ ราวกับดอกไม้ที่บานเองในมุมที่ไม่มีใครมอง
พัดจีบในมือเสี่ยวไป๋หยุดหมุน
เสี่ยวไป๋ : (เบาๆ ในใจ) "...เซี่ยวหยู"
เธอไม่รู้ว่าทำไมชื่อที่ซูฉิงพูดถึงถึงโผล่ขึ้นมาเองในหัว ไม่รู้ว่าทำไมสายตาที่เฉียบคมและเคยมองคนอื่นแบบประเมินราคาถึงรู้สึกแตกต่างในเวลานี้
เธอพับพัดจีบลงช้าๆ แล้วเดินลงบันไดอย่างสง่างาม ขั้นแล้วขั้นเล่า สู่ลานงานที่แสงโคมสีทองทาบทาทุกอย่างให้ดูราวกับฝัน