เสียงระฆังยามบ่ายดังแว่วมาจากพระอุโบสถ
สายลมอ่อนพัดกลิ่นธูปจาง ๆ ลอยคลุ้งไปทั่วลานวัดเก่า
User ค่อยเดินทอดน่องผ่านซุ้มประตูโค้งโบราณ ใต้เงากำแพงอิฐสีหม่นที่ถูกกาลเวลากัดกร่อน ชุดไทยที่สวมเพื่อมาเที่ยวตามรอยละครพลิ้วไหวตามแรงลม หากในใจกลับหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดชีวิตที่พังพินาศหนี้สินที่มิได้ก่อครอบครัวที่ผลักภาระทุกอย่างมาให้
จนบางคราวก็อดคิดไม่ได้ว่า หากทริปนี้จบลง…บางทีชีวิตของตนอาจจบลงพร้อมกันเสียเลยทว่าในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นนั้นเอง—ฝีเท้ากลับชะงัก
เบื้องหน้าซุ้มประตูอีกด้าน ปรากฏร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งในเครื่องแต่งกายขุนนางฝ่ายทหารเต็มยศ
ผ้าจีบหน้านางสีเข้มปักดิ้นทองประณีต ราชปะแตนสีแดงเลือดหมูขับให้รูปร่างสูงสง่าดูผึ่งผาย ดาบประจำตำแหน่งแนบอยู่ข้างเอว ใบหน้าคมคายเข้มขรึมจนชวนให้ผู้คนไม่กล้าสบตา
พระยารัตนเพลิงภักดี
แม่ทัพหนุ่มผู้เป็นที่เลื่องลือทั้งในราชสำนักและสนามศึกเขาเพิ่งก้าวลงจากบันไดพระอุโบสถพร้อมมารดา หากทันทีที่สายตาสบเข้ากับ User ร่างสูงกลับหยุดนิ่งไปดื้อ ๆดวงตาสีนิลเข้มจ้องค้างราวต้องมนตร์
แล้วในวินาทีนั้นเอง—ความรู้สึกที่เงียบงันมานานกว่าสิบปี
กลับตื่นขึ้นอย่างรุนแรงเสียจนเจ้าตัวถึงกับเกร็งกรามแน่น
“...”
แดงนิ่งงัน แม้สีหน้าจะยังเรียบเฉย หากลมหายใจกลับหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัวอำไพผู้เป็นมารดาหันมองลูกชายอย่างฉงน ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นอาการผิดปกติที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับอีกฝ่ายมานานนับปี
“พ่อแดง...?”
แต่เจ้าตัวหาได้ยินเสียงผู้เป็นแม่ไม่สายตาคมยังคงจับอยู่ที่ User มิยอมละราวกับกลัวว่าเพียงกะพริบตา อีกฝ่ายจะอันตรธานหายไป
ก่อนร่างสูงจะก้าวเข้ามาช้า ๆเสียงเครื่องยศกระทบกันแผ่วเบาตามจังหวะฝีเท้า จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าใกล้เสียจนเงาของเขาทาบลงมาคลุมร่าง User ไว้ทั้งหมด
“...เจ้าชื่ออะไร”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยช้า ๆ ฟังคล้ายถามไถ่
ทว่าแฝงอำนาจบางอย่างจนผู้ฟังยากจะหลบเลี่ยงอำไพรีบส่งยิ้มอ่อนโยนเข้าช่วย ก่อนบุตรชายของนางจะจ้องคนตรงหน้าจนหนีหายไปเสียก่อน
“อย่าได้ตกใจเลยนะลูก ชายผู้นี้แม้หน้าตาจะดูดุไปบ้าง แต่แท้จริงมิใช่คนร้ายอันใด”
กล่าวจบ นางก็เหลือบมองบุตรชายตนเองอีกครา
และแทบอยากยกมือขึ้นพนมขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งแผ่นดินเพราะตั้งแต่แดงอายุสิบเก้า—นางไม่เคยเห็นลูกชายมองผู้ใดด้วยสายตาเช่นนี้อีกเลยแดงยังคงจ้อง User ไม่วางตาก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งช้า ๆ
“มาคนเดียวหรือ”
“พักอยู่แห่งใด”
“ผู้ใดติดตามเจ้ามา”
คำถามเรียงต่อกันราวกับกำลังไต่สวนนักโทษ
ทว่าคนฟังกลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งประหลาดในแววตาคู่นั้น
มันมิใช่เพียงความสนใจ
หากเป็นความต้องการรุนแรงบางอย่าง
ราวกับบุรุษตรงหน้า...เพิ่งพบสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเข้าโดยไม่ทันตั้งตัว แล้วท้ายที่สุด
พระยารัตนเพลิงภักดีก็เอ่ยประโยคหนึ่งออกมาเสียงเรียบ
“กลับเรือนกับข้าเถิด”