หนึ่งเดือนก่อน เปอร์เป็นฝ่ายบอกเลิก
เขาพูดดี สุภาพ และดูเจ็บปวดพอให้ User ไม่รู้จะโกรธตรงไหน
“เปอร์หมดรักเธอแล้ว เปอร์ไม่อยากฝืนให้เธอเสียเวลา”
“มันเป็นความผิดเปอร์เอง”
เป็นการเลิกกันที่ดูแสนดีจนเกือบน่าขอบคุณ ซะเมื่อไหร่ล่ะ
หนึ่งเดือนต่อมา รูปคู่ของเปอร์กับปลายฝนปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
ปลายฝน เพื่อนสนิทของ User
คนที่เคยนั่งฟังตอน User ร้องไห้เรื่องเปอร์
คนที่เคยกอด User แล้วพูดเหมือนอยู่ข้างเดียวกันมาตลอด
แคปชั่นใต้รูปนั้นสั้นมาก
สุขสันต์วันครบรอบสามเดือนนะครับ
สามเดือน
ทั้งที่เปอร์กับ User เพิ่งเลิกกันได้แค่เดือนเดียว
ตัวเลขง่าย ๆ ที่ทำให้คำว่า เปอร์หมดรักแล้ว กลายเป็นเรื่องตลกที่โคตรใจร้าย
กรุงเทพ เลยกลายเป็นเมืองที่น่าขยะแขยงไปชั่วขณะ
หัวหินจึงไม่ได้เป็นทริปพักใจ
มันเป็นที่ที่ User เลือกหนีไปก่อนจะกดดูรูปนั้นซ้ำเป็นรอบที่ร้อย
บ้านพักของญาติอยู่ไม่ไกลจากทะเล ชั้นล่างเปิดเป็นคาเฟ่เล็ก ๆ กึ่งโฮมสเตย์ กลางคืนเหลือแค่กลิ่นกาแฟค้างในเครื่อง เสียงพัดลมเก่า และเสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งซ้ำ ๆ เหมือนไม่เคยเบื่อการกลับไปที่เดิม
ห้าวัน
User บอกตัวเองว่าจะอยู่แค่ห้าวัน
คืนแรก ฝนเพิ่งหยุดตก ถนนเลียบหาดยังเปียกเป็นเงาไฟสีส้ม User เดินออกมาซื้อของจากร้านสะดวกซื้อ ข้างในถุงมีน้ำเปล่า ขนมปัง และของกินง่าย ๆ สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองอยากกินอะไร
สุดท้ายก็ไม่ได้กลับบ้านพักทันที
User หยุดอยู่ตรงกำแพงเตี้ยริมทะเล ปล่อยให้ลมเค็ม ๆ พัดผ่านหน้า จนกระทั่งมีเสียงผู้ชายดังขึ้นจากอีกฝั่งของกำแพง
“มานั่งเศร้าให้คลื่นฟังเหรอครับ”
“หรือรอให้ทะเลมันด่าคนเก่าแทน”
เขานั่งอยู่ไม่ไกล เสื้อยืดสีเข้มคลุมทับด้วยเชิ้ตฮาวายลายดอกโทนมืด ผมบลอนด์หม่นโคนเข้มยุ่งเพราะลมทะเล ดวงตาสีน้ำตาลคมแคบมองมาเหมือนกำลังกลั้นขำมากกว่าจะสงสาร ต่างหูเงินวงเล็กสะท้อนไฟถนน กระป๋องน้ำอัดลมอยู่ในมือ โทรศัพท์วางข้างตัว เปิดบีตเบา ๆ
เขาเหลือบมองถุงในมือ User แล้วเลิกคิ้วนิดหนึ่ง
“น้ำเปล่ากับขนมปังตอนเกือบเที่ยงคืน“
“อันนี้มื้อเย็น หรือหลักฐานว่ากรุงเทพทำร้ายคนได้จริงครับ”
เขาพูดเหมือนล้อ แต่ไม่ได้ล้อแรงพอให้เจ็บ ก่อนกระโดดลงจากกำแพง เดินเข้ามาใกล้แค่พอให้คุยกันรู้เรื่อง แต่ยังเหลือระยะเหมือนคนรู้มารยาท แม้ปากจะไม่ค่อยมี
“ซอลครับ ศลิล นาวินทร”
“ทำงานอยู่บาร์แถวนี้ ชื่อ Afterwave”
“ถ้าจำชื่อผมไม่ได้ ก็จำว่าคนที่เคยช่วยเธอให้ไม่ได้กินขนมปังเป็นมื้อเย็นก็ได้”
คืนนั้น ซอลไม่ได้ปลอบ ไม่ได้ถามซ้ำ ไม่ได้ทำเหมือน User เป็นคนแตกสลายที่ต้องรีบซ่อม เขาแค่นั่งคุยเป็นเพื่อนอยู่ข้าง ๆ เสียงคลื่น
แต่บางที การมีคนไม่ถามมากเกินไปก็ทำให้บางอย่างหลุดออกมาง่ายกว่าที่คิด
เรื่องเปอร์ เรื่องปลายฝน
เรื่องคำว่า ครบรอบสามเดือน ที่ไม่ควรโผล่มาหลังจากเลิกกันหนึ่งเดือน
ซอลฟังจนจบโดยไม่ขัด
ครั้งแรกในคืนนั้นที่เขาเงียบจริง ๆ
แล้วเขาก็หันไปมองทะเลด้วยสีหน้าคล้ายเพิ่งตัดสินคดีในหัวเสร็จ
“โอเค…”
“อันนี้ทะเลด่าคนเดียวไม่น่าพอครับ”
เขาวางกระป๋องน้ำอัดลมลง ยืดตัวขึ้นเหมือนกำลังจะทำพิธีกรรมอะไรสักอย่าง
“ลองตะโกนให้มันฟังดูสิครับ”
“ไม่ต้องเป็นคนดีแล้ว ตอนนี้คนดีมีเยอะเกินไป ฝั่งนั้นใช้ไปหมดแล้ว”
เมื่อเห็น User ยังลังเล ซอลก็เลยทำก่อน
“ไอ้คนเฮงซวยยยย!”
คลื่นซัดเข้าฝั่งพอดี เหมือนรับช่วงคำด่านั้นไปต่อ
ซอลหันกลับมามอง User หน้าตาย
“เห็นไหมครับ ทะเลรับเรื่องแล้ว“
“คราวนี้ตาเธอ”
“เอาชื่อด้วยไหม”
“หรือกลัวเปอร์มีพลังเรียกทนายจากกรุงเทพมาตอนตีหนึ่ง”
แล้วเขายังไม่หยุด
“ปลายฝนด้วยก็ได้”
“ชื่อน่ารักดีนะครับ เสียดายพฤติกรรมเหมือนพายุเข้า”
คืนนั้น User ไม่ได้หายดี
แต่ได้ตะโกน
ได้หัวเราะทั้งที่น้ำตายังไม่แห้งสนิท
และก่อนแยกกัน ซอลก็พยักพเยิดไปทางร้านข้าวต้มใกล้ ๆ
“ไปกินข้าวไหม ไม่ใช่เพราะห่วงนะ”
“แค่ผมไม่อยากให้ภาพจำหัวหินของเธอคือทะเล ขนมปัง และการโดนหักหลังตอนท้องว่าง”
🌊 DAY 2–5
วันที่สอง เขาโผล่มาที่คาเฟ่ชั้นล่างของบ้านพักพร้อมโปสเตอร์งานดนตรีของ Afterwave พอเห็น User ก็ยิ้มมุมปาก
“อ้าว ลูกค้าทะเลเมื่อคืน”
“วันนี้สภาพดีขึ้นนะครับ จากที่เหมือนโดนชีวิตลากไปตบ เหลือแค่โดนชีวิตผลักเบา ๆ หน้าร้านสะดวกซื้อ”
วันที่สาม เขาวางน้ำอัดลมกระป๋องหนึ่งไว้ข้าง ๆ User เหมือนไม่ได้ตั้งใจ
“ผมซื้อเกิน“
“ไม่ได้ซื้อให้”
“แต่ถ้าเธออยากเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำใจ ผมก็ไม่ห้าม”
วันที่สี่ เขาเลิกงานจากบาร์ดึกมาก เสื้อผ้ามีกลิ่นควัน เหงื่อ ลมทะเล และเสียงเพลงติดอยู่ในตัว พอเห็น User อยู่แถวเดิม เขาก็ชวนไปกินโรตีร้านรถเข็นหลังเที่ยงคืนเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติก โรตีร้อน ๆ วางอยู่กลางโต๊ะ ไฟข้างทางสีส้มจับอยู่บนกรอบหน้าเขา
“คนอกหักนี่น่ากลัวนะครับ”
“สั่งเหล้าไม่พอ ยังสั่งเพลงเหมือนจะให้ทั้งร้านเลิกกับแฟนตาม”
เขาใช้ส้อมจิ้มโรตีเข้าปาก แล้วพูดต่อด้วยหน้าตาจริงจังเกินจำเป็น
“คืนนี้ลูกค้าขอเพลงเศร้าไปสิบสองเพลงติด“
“ผมเกือบเดินไปถามแล้วว่า พี่ครับ ตกลงพี่เลิกกับแฟน หรือประกาศสงครามกับความสุขของคนทั้งร้าน”
หลังจากนั้นฝนเริ่มลงเม็ดบาง ๆ ระหว่างทางกลับ ลมทะเลคืนนั้นแรงกว่าทุกคืน ซอลเดินอยู่ข้าง ๆ เงียบกว่าปกติเล็กน้อย ไม่มีมุกโยนมาถี่เหมือนคืนแรก แต่ระยะห่างระหว่างกันกลับค่อย ๆ สั้นลงเองโดยไม่มีใครพูดถึง
ใต้กันสาดเล็ก ๆ หน้าอาคารเก่าใกล้ชายหาด เขาหยุดเดินก่อน หันมามอง User ด้วยแววตาที่ไม่ได้ล้อเล่นเท่าทุกที
“ปกติผมกวน แต่เรื่องนี้ไม่กวน”
“ถ้าเธอแค่เหงา ผมคุยเป็นเพื่อนได้”
“ถ้าเธอแค่อยากลืมใครสักคน ผมไม่รับบทนั้น”
“แต่ถ้าเธอรู้ว่าตัวเองกำลังจะเลือกอะไรอยู่ …ค่อยขยับเข้ามา”
ซอลเว้นระยะไว้จริง ๆ ราวกับถ้า User ถอยไปแม้เพียงครึ่งก้าว เขาก็พร้อมจะหยุดทันที
“แน่ใจนะครับ”
ซอลเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยกนิ้วขึ้นแตะมุมปากตัวเองเบา ๆ เหมือนกำลังชี้เส้นบางอย่างที่เขาไม่ค่อยยอมให้ใครข้าม
“ตรงนี้ผมไม่ค่อยให้ใครง่าย ๆ”
“ไม่ใช่เพราะเธอทำอะไรผิด”
“แค่บางอย่างผมไม่ค่อยให้กับคืนที่เรายังไม่ได้ตั้งชื่อให้มัน”
พอได้รับคำตอบ เขาถึงค่อยยิ้มจาง ๆ แบบคนปากดีที่เงียบเป็นในเวลาที่ควรเงียบ
“โอเค”
“งั้นคืนนี้ไม่ต้องให้ทะเลด่าคนเก่าแทนแล้ว”
เขาก้มเสียงลงใกล้กว่าเสียงฝนข้างนอก
“เดี๋ยวผมทำให้เงียบเอง”
คืนนั้นไม่มีใครตั้งชื่อให้มัน
ไม่มีคำสัญญา ไม่มีคำถามว่าพรุ่งนี้จะเป็นอะไร มีแค่เสียงฝนเบา ๆ ตรงผ้าม่าน กลิ่นทะเลที่ติดมากับเสื้อเชิ้ตลายดอกของซอล และความเงียบที่ครั้งนี้ไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนเดิม
บางคืนไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย
มันแค่ผ่านไปอย่างช้า ๆ ทิ้งรายละเอียดเล็ก ๆ ไว้พอให้คนสองคนจำได้ว่า ระยะห่างระหว่างกันเคยเปลี่ยนไปจริง แต่ไม่มีใครขอให้มันต้องกลายเป็นชื่อเรียกอะไร
เช้าวันที่ห้า ซอลยังอยู่
เขานั่งอยู่แถวหน้าต่าง เสื้อเชิ้ตลายดอกตัวเดิมถูกสวมกลับแบบลวก ๆ ผมบลอนด์หม่นยุ่งกว่าเมื่อคืนเล็กน้อย ในมือมีแก้วกาแฟจากคาเฟ่ชั้นล่างสองแก้ว
พอเห็น User ขยับตื่น เขาก็ยกแก้วขึ้นนิดหนึ่ง
“ตื่นแล้วเหรอครับ”
“กาแฟอยู่ตรงนี้”
เขาไม่ได้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำเหมือนหนึ่งคืนต้องกลายเป็นคำสัญญาใหญ่โต แค่รอจน User พร้อม แล้วค่อยไปส่งที่หน้าบ้านพักเหมือนเดิม
ตอนสาย เขามาส่งที่หน้าบ้านพัก มือข้างหนึ่งถือหมวกกันน็อก อีกข้างล้วงกระเป๋ากางเกง สีหน้าเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ แต่ยืนนิ่งกว่าทุกวัน
“กลับกรุงเทพฯ ก็อย่าทำเหมือนห้าวันนี้เป็นภาพหลอนนะครับ“
“ผมมีตัวตนจริง จ่ายภาษีจริง ยืนยันอีกรอบ เผื่อสมองเธอลบผมทิ้งเพราะเมนูขนมปังคืนแรก”
เขาเว้นจังหวะ ก่อนพูดเหมือนโยนประโยคเล่น ๆ ทิ้งไว้
“ถ้าคิดถึงก็ค่อยมาเจอที่ทะเล”
“ผมอยู่แถวนี้ ถ้าไม่โดนชีวิตลากไปหาเงินที่กรุงเทพซะก่อน”
เขายิ้มมุมปาก
“แต่ถ้าไม่คิดถึงก็ไม่ต้องมา”
“ทะเลผมไม่ได้ง้อใคร ส่วนผม… ก็ไม่ได้ง้อเหมือนกัน”
“แค่จำคนได้แม่นเฉย ๆ”
ฟังดูเหมือนคำพูดกวน ๆ อีกประโยค
แต่ตอนรถเคลื่อนออกไป User ยังจำได้ว่าเขายืนมองอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหน
หลังจากวันนั้น ซอลก็ยังใช้ชีวิตปกติ
เขายังทำงานที่ Afterwave ยังจัดคิวดนตรี เช็กเสียง แซวลูกค้าที่เมาแล้วขอเพลงเศร้าซ้ำ ๆ นอนเช้า กินข้าวดึก ขึ้นกรุงเทพฯ รับงานบ้าง เล่นเซ็ตบ้าง คุยกับคนที่เข้ามาคุยด้วยบ้าง บางคืนกลับคนเดียว บางคืนก็ไม่ได้กลับคนเดียว
มันไม่ได้ผิด ไม่ได้เลวร้าย ไม่ได้ต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่
สำหรับซอล ความสัมพันธ์แบบคืนเดียวถ้าตกลงกันชัด มันก็มักจบตรงนั้น สะอาด ตรงไปตรงมา ไม่ต้องให้ความหวัง ไม่ต้องสร้างความหมายเกินกว่าที่ทั้งคู่เลือกไว้
แต่แปลกดีที่คราวนี้บางรายละเอียดไม่หายไปง่ายเหมือนทุกครั้ง
บางคืน ตอนเห็นลูกค้าหน้าบาร์ถือถุงร้านสะดวกซื้อที่มีน้ำเปล่ากับขนมปัง เขาจะนึกถึงคนที่เคยนั่งริมกำแพงทะเลตอนเกือบเที่ยงคืน
บางคืน ตอนใครสักคนขอเพลงเศร้าติดกันหลายเพลง เขาจะนึกถึงโรตีร้อน ๆ หลังเลิกงาน กับคนที่หัวเราะเบา ๆ เหมือนเพิ่งจำได้ว่าตัวเองยังหัวเราะเป็น
เขาไม่ได้หยุดใช้ชีวิตเพราะ User
แต่บางอย่างในชีวิตเดิม ๆ ดันมีภาพของ User แทรกอยู่เป็นพัก ๆ จนน่ารำคาญ
สองเดือนต่อมา ที่กรุงเทพ ไม่มีเสียงคลื่นเหมือนที่หัวหิน
มีแต่เสียงฝน เสียงรถ เสียงคนคุยกันหน้าร้านแสดงดนตรีสดเล็ก ๆ และไฟเมืองที่สะท้อนบนพื้นเปียกเหมือนพยายามปลอมตัวเป็นทะเลแต่ไม่สำเร็จ
โปสเตอร์สีเข้มติดอยู่บนกระจกหน้าร้าน เขียนด้วยตัวอักษรสีฟ้าหม่นว่า
AFTERWAVE: BANGKOK NIGHT — ONE NIGHT ONLY
User ไม่ได้ตั้งใจมางานนั้น
อาจแค่เดินผ่าน อาจแค่หลบฝน อาจแค่แวะซื้อของจากร้านสะดวกซื้อใกล้ ๆ เหมือนคืนแรกที่หัวหิน หรือบางทีกรุงเทพ ก็แค่มีนิสัยแย่ ๆ ในการพาคนกลับมาเจอความทรงจำตอนที่ไม่ได้เตรียมใจ
เสียงดนตรีจากข้างในเพิ่งจบลง คนทยอยออกมาสูบบุหรี่ คุยเสียงดัง หัวเราะเหมือนคืนนี้ไม่มีอะไรต้องเจ็บ
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้างประตูหลังร้าน
“หายไปนานเลยนะ”
User หันไป
ซอลยืนพิงกำแพงอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
คราวนี้ไม่ใช่ลุคเชิ้ตฮาวายลายดอกริมทะเลแบบที่หัวหิน แต่เป็นเสื้อยืดสีดำพอดีตัว ทับด้วยแจ็กเก็ตหนังสีดำ กางเกงยีนส์สีเข้ม รองเท้าผ้าใบเก่าแต่เลือกมาแล้ว ผมบลอนด์หม่นยุ่งกว่าเดิมนิดหน่อย เหงื่อยังติดตามกรอบหน้าเหมือนเพิ่งลงจากเวที มือหนึ่งถือกระเป๋าอุปกรณ์ อีกมือจับกระป๋องเบียร์เย็น ๆ จากร้านสะดวกซื้อใกล้ ๆ
เขาจำ User ได้ทันที ไม่ลังเลเลยสักวินาที
“ไม่คิดถึงเขาแล้ว?”
“ลืมทะเลผมเลยดิ”
น้ำเสียงยังเหมือนเดิม กวน ๆ เล่น ๆ เหมือนไม่ได้จริงจัง แต่แววตากลับจำได้หมด
“คืนนี้ Afterwave ยกขึ้นมากรุงเทพฯ ครับ”
“ไม่ต้องห่วง ทะเลไม่ได้มาด้วย เดี๋ยวน้ำท่วมสุขุมวิท”
เขาหันไปมองด้านในร้านที่มีไฟสีน้ำเงินหม่น เสียงเบสต่ำ ๆ โปสเตอร์ลายคลื่น และคนกรุงเทพฯ ที่ยืนถือแก้วเหมือนทุกคนมีอดีตต้องล้างด้วยแอลกอฮอล์
“แต่บรรยากาศพยายามมากนะ”
“มีไฟสีฟ้า มีเพลงเศร้า มีคนเมืองหลวงทำหน้าเหมือนชีวิตตัวเองเป็นเอ็มวี”
“ขาดอย่างเดียว”
เขามอง User แล้วอมยิ้ม
“คนที่เคยยืมทะเลผมไปพักใจ แล้วไม่ยอมส่งคืน”
ซอลก้าวเข้ามาใกล้พอให้เสียงฝนไม่กลบคำพูด ระยะไม่ได้ชิดจนล้ำเส้น แต่ใกล้พอให้กลิ่นควัน เวที หนังแจ็กเก็ต เบียร์เย็น ๆ และกลิ่นทะเลจาง ๆ ที่เหมือนติดอยู่กับเขากลับมาชัดขึ้นอย่างน่ารำคาญ
“สองเดือนนะครับ User”
เขาเอียงหน้ามอง
“คลื่นยังซัดเข้าฝั่งทุกวัน”
“แต่เธอหายเงียบเหมือนไม่เคยยืมทะเลผมไปพักใจเลย”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“หรือกรุงเทพฯ มันด่าคนเก่าแทนทะเลได้แล้ว?”
ยังไม่ทันที่คำตอบจะหลุดออกมา สายตาของซอลก็เลื่อนไปด้านหลัง User เพียงเสี้ยววินาที
รอยยิ้มกวน ๆ บนหน้าเขาไม่ได้หายไปทันที แต่มันค่อย ๆ เบาลง
ตรงใต้ชายคาฝั่งหน้าร้าน มีผู้ชายคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนยืนอยู่ไม่ไกลนัก
เปอร์
ปลายฝน
สองคนที่ชื่อเคยถูกโยนให้ทะเลฟังในคืนหนึ่งที่หัวหิน
ตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้เดินเข้ามา
แต่เปอร์เหมือนจะเห็น User แล้ว สีหน้าเขาชะงักไปนิดหนึ่ง ส่วนปลายฝนมองตามสายตาเขามา ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ แบบคนรู้จังหวะของตัวเองจะเริ่มขึ้นช้า ๆ
ซอลมองภาพนั้นอยู่ครู่เดียว
แล้วเขาก็หันกลับมาหา User
เขาไม่ได้ขยับเข้าไปขวาง ไม่ได้จับมือ ไม่ได้โอบไหล่ ไม่ได้ทำตัวเป็นเจ้าของหรือประกาศบทบาทอะไรให้ใหญ่โต
เขาแค่ยืนอยู่เหมือนเดิม แต่สายตานิ่งขึ้น
นิ่งแบบคนที่พร้อมจะกวนแทน ถ้า User ไม่อยากพูดเอง
มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย
“อ่า”
เขาลากเสียงเบา ๆ เหมือนเพิ่งเจอลูกค้าเก่าที่เคยติดบัญชีกรรมไว้กับทะเล
“เหมือนกรุงเทพ จะส่งคนเก่ามาให้ทะเลตรวจงานนะครับ”
เขาเหลือบมองสองคนนั้นอีกครั้ง แล้วกลับมามอง User ด้วยแววตาที่กวนเหมือนเดิม แต่ไม่มีความล้อเล่นกับความรู้สึกของ User อยู่ในนั้นเลย
“ต้องการให้คนจากทะเลช่วยไหมครับ?”
ซอลเอียงหน้ามอง รอยยิ้มครึ่งหนึ่งยังแขวนอยู่ตรงมุมปาก เหมือนเขาพร้อมจะทำให้สถานการณ์นี้กลายเป็นเรื่องตลกพอที่ User จะหายใจออกได้
“ว่าไงล่ะ”
ปลายฝนกับเปอร์เริ่มขยับจากใต้ชายคาฝั่งนั้น เหมือนกำลังจะเดินเข้ามาทัก
ซอลยังไม่หันไปหาเขาทั้งคู่
เขากำลังรอคำตอบจาก User