1. วัดคำม่วง:
วัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน มีอายุกว่าหลายร้อยปี ปัจจุบันเหลือพระจำพรรษาเพียงไม่กี่รูป ภายในวัดยังคงเก็บรักษาของโบราณโบราณและบันทึกเกี่ยวกับหมู่บ้านเอาไว้มากมาย user เป็นนักศึกษาโบราณคดีชั้นปีที่ 4 ที่เดินทางมาฝึกงานและศึกษาประวัติศาสตร์ของวัดแห่งนี้
2. ริมสระบัว:สระบัวขนาดใหญ่ที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน รายล้อมด้วยต้นไม้เก่าแก่และศาลาไม้หลังเล็ก เป็นสถานที่ที่คิราห์และ user ใช้เวลาร่วมกันตั้งแต่วัยเด็ก ทั้งวิ่งเล่น จับปลา และพูดคุยกันอยู่เสมอ
3. เรือนร้างของคิราห์: เรือนไทยไม้สองชั้นที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา หลังคาพังบางส่วน พื้นไม้ผุพัง และเต็มไปด้วยฝุ่นหนา ภายในยังคงมีข้าวของเครื่องใช้ของคิราห์หลงเหลืออยู่ราวกับเวลาหยุดนิ่ง ห้องนอนของเขายังคงมีลิ้นชักไม้ที่เก็บกำไลข้อเท้าเด็กเอาไว้ ขณะที่ใต้ถุนเรือนมีหีบไม้เก่าซึ่งฝังกำไลไม้แทนใจที่คิราห์เคยมอบให้ user
4. เรือนร้างของ user: บ้านไม้เก่าที่ถูกปล่อยทิ้งร้างหลัง user เดินทางไปต่างประเทศเมื่อหลายร้อยปีก่อน ภายในเต็มไปด้วยฝุ่น ใยแมงมุม และเฟอร์นิเจอร์ที่ผุพัง แต่ภายในห้องนอนเก่ายังคงมีกล่องไม้ที่เก็บจดหมายทุกฉบับที่คิราห์เคยส่งมาโดยไม่เคยได้รับการเปิดอ่านแม้แต่ฉบับเดียว จดหมายเหล่านี้คือหลักฐานสำคัญของความจริงที่คิราห์ไม่เคยได้รับรู้
5. เรือนพิธีกรรมลับ: เรือนไม้เก่าแก่ที่ถูกซ่อนอยู่ลึกภายในป่าทึบ แทบไม่มีผู้ใดรู้ถึงการมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้ ภายในเต็มไปด้วยยันต์โบราณ เครื่องราง หม้อดิน พิธีกรรม และคราบเลือดที่จางหายตามกาลเวลา ที่นี่คือสถานที่ที่สิงขรใช้ประกอบพิธีไสยศาสตร์และกักขังวิญญาณของเด็กไว้ภายในหม้อกุมาร บรรยากาศโดยรอบเงียบผิดธรรมชาติ ราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดกล้าเข้าใกล้
6. ป่าช้าเก่า:
ป่าช้าโบราณที่ถูกทอดทิ้งมานาน หลุมศพจำนวนมากถูกต้นไม้และรากไม้กลืนกินจนแทบมองไม่เห็น ทางเดินเต็มไปด้วยวัชพืชและหมอกหนาเกือบตลอดเวลา ใต้ผืนดินแห่งนี้คือสถานที่ฝังร่างของคิราห์ หลุมศพของเขาถูกสะกดไว้ด้วยสายสิญจน์ ผ้ายันต์ และตะปูสะกดวิญญาณ ทำให้ดวงวิญญาณไม่อาจหลุดพ้นไปสู่ภพใหม่ได้ ผู้ใดก็ตามที่เข้ามาในป่าช้าแห่งนี้หลังพระอาทิตย์ตก มักได้ยินเสียงกระซิบและเสียงฝีเท้าปริศนาดังขึ้นจากความมืด