Slytherin Boys (AU) - สิ่งที่ไม่มีอยู่ 🌑🌒🌓🌔🌕🌖🌗🌘🌑 (New Moon Overlap)
brief

Brief

เช้าวันนั้นของฮอกวอตส์เริ่มต้นเหมือนทุกเช้าที่ไม่มีใครตั้งคำถามว่ามัน ปกติ จริงหรือเปล่า

ลานน้ำพุกลางปราสาทยังคงทำงานของมันอย่างสม่ำเสมอ น้ำใสกระทบหินเป็นจังหวะเดิมที่เหมือนถูกกำหนดไว้ตั้งแต่โลกนี้ถูกสร้างขึ้น แสงเช้าตกกระทบละอองน้ำจนกลายเป็นประกายบางๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ

นักเรียนเดินผ่านไปมา บ้างรีบไปเรียน บ้างหยุดคุย บ้างแค่ยืนอยู่โดยไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ และที่โต๊ะหินใกล้น้ำพุ.. มันก็เป็นเหมือนทุกวันเช่นกัน

กลุ่มสลิธีรินนั่งรวมกันอย่างไม่ต้องนัดหมาย ราวกับตำแหน่งนั้นถูกจองไว้โดยธรรมชาติของโลก

“ฉันยังยืนยันว่าโพชั่นของฉันไม่ได้ผิดสูตร” ธีโอดอร์พูดเรียบๆ โดยไม่เงยหน้าจากหนังสือ

“แต่มันเปลี่ยนสีเอง” เบลสตอบนิ่งๆ

“นั่นเรียกว่าการ ‘พัฒนา’”

ลอเรนโซหัวเราะเบาๆ “หรือเรียกว่าระเบิดแบบสุภาพ”

อีกฝั่ง เดรโกกำลังบ่นเรื่องควิดดิชเหมือนเป็นเรื่องรัฐกิจสำคัญ เอเดรียนนั่งฟังด้วยท่าทีเหมือนกำลังประชุมวางแผน ส่วนเรกูลัสเงียบสนิทเหมือนเป็นเงาที่เลือกจะอยู่ตรงนั้นโดยไม่จำเป็นต้องมีตัวตน

“ฉันแค่บอกว่าไม้กวาดกริฟฟินดอร์ควรมีข้อจำกัดความเร็ว” เดรโกพูดต่อ

“นายพูดว่า ‘มันบินเหมือนมีคนผลักลงจากหอคอย’” เอเดรียนแก้

“ก็เป็นคำอธิบายที่แม่นยำ”

“ไม่ใช่เลย”

บทสนทนาวนไปมาเหมือนทุกวัน ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่มีอะไรที่ควรทำให้ใครหยุดฟังนานเกินหนึ่งวินาที

และที่หัวโต๊ะ—

ทอม ริดเดิ้ลนั่งนิ่งอยู่เหมือนเดิม

สายตาเขาไม่ได้สนใจการเถียงเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวมากนัก เขาแค่ฟัง และจำทุกอย่างไว้แบบไม่ปล่อยให้หลุดไปแม้รายละเอียดเดียว นิ้วของเขาแตะขอบถ้วยช้าๆ อย่างมีจังหวะบางอย่างในหัวที่ไม่มีใครเข้าใจ

แมทธีโอเอนหลังพิงเก้าอี้ หมุนแหวนเล่นอย่างเบื่อโลกตามนิสัย ปล่อยให้บทสนทนาไหลผ่านตัวเองเหมือนลมเช้า

“ฉันเริ่มคิดแล้วว่าฮอกวอตส์ควรมีรางวัลสำหรับคนที่พูดเรื่องควิดดิชซ้ำได้ทุกวันโดยไม่เหนื่อย” เขาพูด

“นายจะไม่ได้รับมันแน่” เบลสตอบทันที

“น่าเสียดาย”

เสียงหัวเราะเบาๆ เกิดขึ้นในโต๊ะ

ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

เหมือนที่มันควรจะเป็น

จนกระทั่ง—

เสียงน้ำพุ ผิดจังหวะ ไปหนึ่งเสี้ยววินาที

ไม่ใช่การหยุด แต่เหมือนโลกกระพริบตาเร็วเกินไป

เสียงรอบลานยังอยู่ครบ แต่บางอย่างในอากาศ…เหมือน ไม่ต่อเนื่อง

ลอเรนโซเงยหน้าขึ้นก่อน “เมื่อกี้น้ำพุ…”

“ไม่มีอะไรหยุด” เรกูลัสพูดทันที แต่สายตาเขาเริ่มนิ่งขึ้น

ธีโอดอร์เงยหน้าจากหนังสือช้าๆ มีการรบกวนของเวทในพื้นที่

“แปลว่า?” เบลสถาม

“แปลว่ามีบางอย่างที่ไม่ควรอยู่ตรงนี้ กำลังเคลื่อนผ่าน”

ความเงียบเกิดขึ้นทันที แต่ไม่ใช่ความเงียบของความกลัว

เป็นความเงียบของคนที่เริ่ม ฟังโลกมากขึ้นกว่าปกติ

เดรโกขมวดคิ้ว “ฮอกวอตส์ไม่ควรมีอะไรแบบนั้น”

“ฮอกวอตส์มีทุกอย่างที่ไม่ควรมี” เอเดรียนตอบเรียบๆ “แค่เราไม่ค่อยสังเกต”

และในจังหวะนั้น—

แม้แต่เสียงน้ำพุก็ดูเหมือนเบาลงไปนิดหนึ่ง

ทอมเงยหน้าขึ้นช้าๆ

สายตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่ความตกใจ แต่เป็นความสนใจที่คมขึ้นเหมือนมีบางอย่างเข้าระบบการคิดของเขา

“เมื่อกี้…”

เขาพูดเบาๆ แต่ยังไม่ทันจบประโยค ตรงขอบลานน้ำพุอากาศเหมือนแยกชั้น... เงาสีเงินปรากฏขึ้นช้าๆ

ไม่ใช่การโผล่

ไม่ใช่การเดินออกมา

แต่มันเหมือน ภาพที่ถูกทับซ้อนผิดโลก

ร่างนั้นโปร่ง เบา และนิ่งเกินไปจนเหมือนไม่ควรมีน้ำหนักอยู่ในความเป็นจริง

มันยืนอยู่แค่เสี้ยววินาทีก่อนจะก้าวผ่านน้ำพุ ราวกับพื้นหินและน้ำไม่ใช่สิ่งที่มีผลกับมันเลย และในอีกวินาทีต่อมามันก็หายไปเหมือนถูกลบออกจากสายตาของโลก

“….”

“….”

พวกนายเห็นเหมือนกันใช่ไหม ลอเรนโซพูดช้าๆ

ไม่มีใครตอบทันทีเพราะคำตอบมันชัดอยู่แล้ว

เรกูลัสเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้น “มันไม่ใช่ผี”

ธีโอดอร์พยักหน้า “ไม่อยู่ในระบบวิญญาณของฮอกวอตส์”

“งั้นมันคืออะไร” เดรโกถาม

ไม่มีใครตอบ

ทอมจ้องไปยังจุดที่มันหายไปนานกว่าคนอื่น เหมือนกำลังจัดเรียงข้อมูลบางอย่างในหัว

แมทธีโอไม่ได้พูดเหมือนกัน เขาแค่หมุนแหวนช้าลงกว่าปกติ สายตาไม่ได้แซว ไม่ได้กวน ไม่ได้เล่นเหมือนเดิม มีแค่ความนิ่งบางอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับเขา

และลานน้ำพุก็ยังคงไหลต่อไปเหมือนเดิม...

เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยตั้งแต่แรก

.

.

.


🐍 ห้องนั่งเล่นสลิธีริน — สี่วันหลังเหตุการณ์ประหลาด

ห้องนั่งเล่นสลิธีรินในยามค่ำไม่ได้ต่างจากปกติมากนัก แสงสีเขียวหม่นจากทะเลสาบส่องผ่านกระจกหนา ทอดเงาลงบนเฟอร์นิเจอร์หรูที่เงียบเกินกว่าจะเรียกว่าสบาย แต่ก็ไม่ถึงกับน่าหวาดกลัว มันเป็นความเงียบที่ถูกออกแบบมาให้คนในห้อง 'คิด' มากกว่าจะ 'พัก'

และในคืนแบบนี้—มันกลายเป็นศูนย์กลางของบางสิ่งไปโดยปริยาย

บนโต๊ะยาวกลางห้อง มีแผ่นกระดาษหลายใบถูกวางกระจายอย่างเป็นระบบ บางใบมีลายมือเร็วๆ ของนักเรียน บางใบเป็นแผนผังจุดที่มีการพบเห็น บางใบเป็นแค่คำว่า สีเงิน ที่ถูกขีดเส้นใต้ซ้ำๆ

ข่าวลือไม่ได้อยู่ในระดับข่าวลืออีกต่อไปแล้ว

มันเริ่มมี 'รูปแบบ'

“เจอที่เดิมเวลาเดิมสองครั้งติด” ธีโอดอร์พูดนิ่งๆ พลางเลื่อนกระดาษไปด้านหน้า “ไม่ใช่ความบังเอิญแล้ว”

“หรือเป็นคนเดียวกันที่คิดว่าตัวเองเห็นซ้ำ” เบลสตอบเรียบๆ

“คนเดียวกันสิบสองคน” ลอเรนโซโยนแผ่นโน้ตลงบนโต๊ะ “สิบสองคนในสามบ้าน”

ความเงียบเล็กๆ เกิดขึ้นทันที ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะตัวเลขมัน 'เริ่มจริง'

เดรโกพิงพนักโซฟา หรี่ตา “ถ้ามันเป็นเรื่องหลอกกันเล่น ทำไมไม่มีใครให้คำอธิบายที่เหมือนกันเลย”

“เพราะมันไม่ใช่เรื่องเดียวกันสำหรับทุกคน” เอเดรียนตอบช้าๆ “แต่เป็นเหตุการณ์เดียวกันที่ถูกตีความต่างกัน”

เรกูลัสเงยหน้าขึ้นจากมุมเงาเล็กๆ ของห้อง “หรือเพราะมันไม่เสถียร”

ไม่มีใครถามว่าไม่เสถียรอะไร เพราะทุกคนเข้าใจในระดับของตัวเองแล้ว

อีกมุมหนึ่งของห้อง—

แมทธีโอเอนตัวอยู่บนพนักเก้าอี้ มือหมุนของเล็กๆ บางอย่างเล่นไปมาโดยไม่สนใจแผ่นข้อมูลทั้งหมดที่ถูกวางตรงหน้าแต่สายตาเขาไม่ได้ว่างเปล่า มันกำลังนับ..

“มันโผล่ซ้ำที่ลานน้ำพุ กับทางเดินฝั่งตะวันออก แล้วก็ใกล้หอสมุด” เขาพูดขึ้นเหมือนพูดลอยๆ “แต่ไม่เคยอยู่พร้อมกัน”

“หมายความว่า?” เบลสหันมามอง

“มันไม่ได้เดินไปทั่วฮอกวอตส์” แมทธีโอหยุดหมุนของในมือ “มันเหมือน…ถูก ‘ดึง’ ไปบางจุด”

คำว่า 'ดึง' ทำให้ธีโอดอร์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ทอมที่นั่งอยู่ปลายโต๊ะ ไม่ได้พูดทันทีแต่สายตาเขาเปลี่ยนไปตั้งแต่วินาทีนั้น

“ข้อมูลไม่พอ” เขาพูดเรียบๆ

ทุกคนเงียบลงเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เพราะเขาเสียงดังแต่เพราะเขา 'สรุป' แล้ว

“เรายังไม่มี pattern ของความถี่ที่แน่นพอ” ทอมพูดต่อ “แค่ตำแหน่งยังไม่พอจะนิยามมัน”

“งั้นเราต้องเพิ่มข้อมูล” เอเดรียนพูดเหมือนกำลังปิดประเด็นให้เป็นแผนงาน “กำหนดคนสังเกตการณ์”

“ไม่ใช่ทุกคน” เรกูลัสเสริมทันที “มันจะทำให้ข่าวลือขยายเร็วขึ้น”

“ข่าวลือมันขยายไปแล้ว” ลอเรนโซตอบ “ตอนนี้แค่ไม่มีใครยอมรับว่ามันจริง”

เบลสพ่นลมหายใจเบาๆ “กริฟฟินดอร์เริ่มทำ ‘ล่าท้าผี’ แล้วเมื่อวาน”

“แน่นอน” เดรโกกลอกตา “พวกนั้นจะทำให้ทุกอย่างกลายเป็นกิจกรรมสันทนาการเสมอ”

“ฮัฟเฟิลพัฟก็แค่ยืนดูห่างๆ แต่รู้มากกว่าที่พูด” ลอเรนโซเสริม

“เรเวนคลอกำลังจะตั้งชื่อให้มันแล้ว” ธีโอดอร์พูดนิ่งๆ “นั่นแปลว่าพวกนั้นใกล้จะเข้าใจมันในระดับทฤษฎี”

ความเงียบตกลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความว่างเปล่า มันคือการ 'ประมวลผลพร้อมกัน'

ทอมลุกขึ้นเล็กน้อย วางมือบนโต๊ะ

“เราจะไม่ตามข่าวลือ”

เขาพูดช้าๆ ชัดๆ

“เราจะตามข้อมูล”

คำพูดนั้นเหมือนเป็นเส้นแบ่งทันที

จาก 'เรื่องเล่าในโรงเรียน' กลายเป็น 'สิ่งที่ต้องถูกนิยาม'

แมทธีโอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบางๆ แบบเดิมของเขากลับมาอีกครั้ง

“ฟังดูเหมือนเรากำลังจะเริ่มทำวิจัยผีเลยว่ะ”

ไม่มีใครหัวเราะมากนักแต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธ เพราะในห้องนั่งเล่นสลิธีรินตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่านี่ไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไป

มันคือ 'บางสิ่ง' ที่กำลังถูกเรียนรู้

และยังไม่มีใครรู้ชื่อของมัน..


มันเริ่มจาก'รูปแบบ'

ไม่ใช่ข่าวลือ ไม่ใช่คำพูดของคนอื่น และไม่ใช่ความบังเอิญ

มันคือสิ่งที่ Matteo จำได้เอง

ลานน้ำพุ ทางเดินฝั่งตะวันออก และจุดใกล้หอสมุด

สามตำแหน่งที่ซ้ำกันมากพอจะไม่เรียกว่าเหตุบังเอิญอีกต่อไป

เขาไม่ได้เชื่อข่าวลือ

เขาเชื่อ จังหวะ

และตอนนี้…จังหวะนั้นกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง


ลมเย็นของช่วงบ่ายพัดผ่านทางเดินหินด้านในปราสาท เสียงนักเรียนกลุ่มเล็กๆ ค่อยๆ ไหลผ่านไปตามชั้นเรียน ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่มีอะไรผิดปกติในสายตาคนส่วนใหญ่

แต่ Matteo หยุดเดิน

ไม่ใช่เพราะเสียง ไม่ใช่เพราะคน แต่เพราะ อากาศ

มันหนักขึ้นนิดเดียว

เหมือนโลกกลั้นหายใจ

เขาหรี่ตา มองไปยังทางเดินว่างเปล่าด้านหน้า

“ถ้ารอบนี้ไม่ใช่อีก ฉันจะเลิกเชื่อสถิติของตัวเองละนะ…” เขาพึมพำเบาๆ

และในวินาทีนั้น—

มัน 'เกิดขึ้น'

อากาศตรงปลายทางเดินเหมือนถูกบิดออกจากกันช้าๆ ไม่ใช่การปรากฏตัวแบบพุ่งออกมา แต่มันเหมือนภาพที่ค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ควรจะอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว

รูปร่างเริ่มก่อตัวเป็น*'คน'* แต่ยังไม่ใช่คนเต็มตัว มันดูเป็นแค่กลุ่มก้อนของรูปทรงมนุษย์

ความสูงปกติของนักเรียน สัดส่วนชัดเจนพอจะรู้ว่าเป็นร่างคน แต่ไม่มีใบหน้า ไม่มีเพศ ไม่มีรายละเอียดใดๆ ทั้งสิ้น

เหมือนโลกยังไม่ตัดสินใจว่าจะให้มันเป็นใคร

มันยืนอยู่แค่เสี้ยววินาที

นิ่ง

จากนั้น—

มันเดิน

ผ่านพื้นหิน ผ่านอากาศ ผ่านพื้นที่ที่ควรจะมีความหมายของการแตะต้อง

และมันกำลัง…เดินตรงผ่าน Matteoไปเหมือนไม่รู้ว่าเขาอยู่ตรงนั้น Matteo ไม่ได้ถอย เขาแค่เอียงศีรษะเล็กน้อย เหมือนกำลังดูอะไรที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้ด้วยความสนใจมากกว่าความตกใจ

ร่างนั้นเดินผ่านร่างเขาไป

ไม่มีเสียง ไม่มีลม ไม่มีการตอบสนอง

แต่—

วินาทีที่มันผ่าน Matteo รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าอากาศมันผิด ไม่ร้อน ไม่เย็น แต่มันเหมือนมีชั้นบางอย่างของความจริงเคลื่อนผ่านตัวเขาไป

เขาหันช้าๆ ตามมัน

มันหยุดอยู่ปลายทางเดิน

นิ่งอีกครั้ง

เหมือนกำลังรับรู้ว่ามีเขาอยู่

แม้ไม่มีตา

ไม่มีหน้า

ไม่มีสิ่งใดที่ควรใช้มอง

Matteo หัวเราะออกมาเบาๆ แบบไม่รู้ตัว

“โอเค…” เขาพึมพำ “อันนี้ไม่อยู่ในหมวดผีแน่ๆ”

เขาก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว

ไม่เร็ว ไม่ช้า

แค่ลอง

และในจังหวะนั้นเอง—

ร่างนั้นขยับเล็กน้อย

ไม่ใช่การหนี ไม่ใช่การโจมตี

แต่เป็นเหมือน…การหันกลับมามอง

ทั้งที่มันไม่มีใบหน้าให้ใช้มองเลยก็ตาม

Matteo หยุดนิ่งทันที รอยยิ้มบนหน้าค่อยๆ จางลงทีละนิด

“เออ…” เขาพูดเบาๆ เหมือนกำลังคุยกับตัวเอง “นี่เริ่มไม่ใช่แค่ข่าวลือแล้วว่ะ”

และในความเงียบของทางเดินนั้น

ครั้งแรกในฮอกวอตส์

มีบางสิ่งที่ไม่ใช่ผี ไม่ใช่คน และไม่ใช่เวทมนตร์ที่ใครอธิบายได้ กำลังรับรู้การมีอยู่ของเขากลับมา

มันนิ่งอยู่แค่เสี้ยววินาทีหลังจากนั้น

ร่างสีเงินที่ควรจะเป็นสิ่งผิดปกติในโลกนี้เหมือนจะหยุดการตัดสินใจของตัวเองไปชั่วครู่ เหมือนมันกำลังเลือกว่าจะถอยหรือจะกลับมา

และมันเลือกที่จะกลับมา

ช้าๆ

ปลายเท้าที่ไม่ชัดเจนขยับไปข้างหน้าอีกครั้ง รูปร่างที่ยังไม่สมบูรณ์เริ่มหันกลับตรงมาทาง Matteo

ไม่ใช่การเคลื่อนไหวแบบคน แต่เป็นเหมือนความตั้งใจของบางสิ่งที่เริ่มมีน้ำหนักขึ้นในโลกจริง

อากาศรอบๆ ทางเดินเหมือนบิดตัวอีกครั้ง เสียงของปราสาทไกลออกไปอย่างประหลาด ราวกับโลกกำลังถอยหลังให้พื้นที่กับมัน

Matteo ไม่ขยับ สายตาคมของเขาจับทุกจังหวะนั้นไว้หมด

“เออ… นี่เริ่มไม่ใช่แค่เห็นคนเดียวแล้วนะ” เขาพึมพำเบาๆ เหมือนกำลังคุยกับความเป็นจริงที่เริ่มหลุดเฟรม

ร่างนั้นขยับเข้าใกล้ขึ้นอีกนิด เหมือนจะเดินกลับมาหาเขา

แต่แล้ว—

โลกก็ ตัด

เหมือนฟิล์มขาดกลางเฟรม

ร่างสีเงินกระพริบวูบเดียว อากาศสะดุด ภาพทั้งหมดสั่นไหวเหมือนโดนดึงปลั๊กออกจากความจริง

และมันก็หายไป—

ไม่มีร่องรอย ไม่มีเสียง ไม่มีการคงอยู่ให้ตามต่อได้เลยแม้แต่นิดเดียว

เหมือนมันไม่เคยอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก..

ความเงียบกลับมาเต็มทางเดินอีกครั้ง

นักเรียนคนหนึ่งเดินผ่านมาปลายทาง พูดคุยกันเรื่องธรรมดา ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อครู่โลกแอบผิดจังหวะไปหนึ่งรอบ

Matteo กระพริบตาช้าๆ

“…หายไปอีกละ”

แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้เดินจากไปทันที เขาหยิบไม้กายสิทธิ์ขึ้นมา แตะเบาๆ ลงบนกระดาษโน้ตแผ่นเล็กในกระเป๋าเสื้อคลุม อักษรสีเขียวปรากฏขึ้นเองอย่างรวดเร็ว

«เจออีกแล้ว ทางเดินตะวันออกเวลาเดิม มันตอบสนองกลับ»

ข้อความสั้นๆ หายวับไปจากกระดาษ ถูกส่งผ่านคาถาสื่อสารที่ใช้กันเฉพาะในกลุ่ม

และภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที—

คนอีกเจ็ดคนก็ได้รับมัน


ในห้องพัก Theodore หยุดเขียนกลางประโยค สายตาเลื่อนไปยังข้อความที่เพิ่งปรากฏบนกระดาษคำว่า

"มันตอบสนองกลับ"

ทำให้เขาปิดหนังสือทันที


บนเตียง Adrian อ่านข้อความแล้วขมวดคิ้ว

"ตอบสนอง?"

นั่นไม่อยู่ในข้อมูลก่อนหน้า


Lorenzo ที่กำลังคุยกับรุ่นน้องสองสามคนในห้องนั่งเล่นรวมของบ้านสลิธีรินเงียบลงทันที

"โอเค..." เขาพึมพำ

"อันนี้เริ่มน่าสนใจแล้ว"


Draco ลดกระดาษข่าวลงช้าๆ

"ตอบสนองกลับ?" เขาทวนคำ

น้ำเสียงฟังดูไม่แน่ใจว่าจะเรียกสิ่งนั้นว่าดีหรือแย่


Blaise อ่านข้อความอยู่เงียบๆ นานกว่าคนอื่น

ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง

"หรือมันกำลังพยายามสื่อสาร..."


Regulus ไม่พูดอะไรเลย แต่เก็บกระดาษเข้ากระเป๋าเสื้อคลุมทันที


ส่วนปลายอีกด้านของปราสาท

Tom Riddle มองข้อความเพียงครั้งเดียว ก่อนจะวางมันลง สายตานิ่งสนิท ไม่เหมือนคนที่เพิ่งได้รับข้อมูลใหม่ แต่เหมือนคนที่ได้รับการยืนยันบางอย่าง

"น่าสนใจ..." เขาพูดเบาๆ

ราวกับกำลังต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญได้สำเร็จ


และในขณะที่ฮอกวอตส์ยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ เด็กสลิธีรินแปดคนเริ่มเข้าใจตรงกันเป็นครั้งแรกว่า

สิ่งที่พวกเขากำลังตามหา

อาจไม่ใช่ปรากฏการณ์

ไม่ใช่ผี

ไม่ใช่เวทมนตร์

แต่เป็นใครบางคน

ที่กำลังพยายามเอื้อมมือมาจากอีกฝั่งของโลก


และไกลออกไปกว่านั้นมาก…ในพื้นที่ที่พวกเขามองไม่ถึง

ใน อีกฝั่งของความฝัน

บางสิ่งที่ควรจะเป็นแค่ความฝันธรรมดา กำลังตื่นขึ้นมาช้าๆ โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลัง ถูกมองกลับ อยู่


:: สองเดือนต่อมา ::

มันเป็นเวลาที่ยาวนานพอสำหรับหลายเรื่อง ยาวนานพอให้ข่าวลือในฮอกวอตส์เปลี่ยนไปหลายรอบ

ยาวนานพอให้กริฟฟินดอร์เลิกเล่นเกมล่าท้าผีแล้วหันไปสร้างเรื่องวุ่นวายอย่างอื่นแทน

ยาวนานพอให้เรเวนคลอเขียนทฤษฎีใหม่เพิ่มอีกสามฉบับและหักล้างกันเองไปแล้วสองรอบ

และยาวนานพอให้คนส่วนใหญ่เริ่มชินกับการมีอยู่ของ "วิญญาณสีเงิน"

...

แต่ไม่ใช่สำหรับกลุ่มสลิธีรินกลุ่มหนึ่ง

เพราะยิ่งเวลาผ่านไป

สิ่งนั้นกลับยิ่งมีตัวตนมากขึ้นเรื่อยๆ


:คืนที่ห้า:

มันหยุดเดินเป็นครั้งแรก ยืนนิ่งอยู่กลางทางเดินราวกับกำลังฟังอะไรบางอย่าง

Matteo เป็นคนเห็นแต่ไม่ถึงสิบนาทีหลังจากนั้น ข้อความก็ถูกส่งเข้าไปในวงสนทนาของพวกเขา

«มันหยุดเดิน»

ข้อความสั้นๆ เพียงบรรทัดเดียว

แต่ Theo ใช้เวลาทั้งคืนเพิ่มบันทึกอีกสามหน้า

ส่วน Tom เขียนเพียงประโยคเดียวลงบนกระดาษ

«เริ่มมีปฏิกิริยาต่อสภาพแวดล้อม»


:คืนที่สิบเอ็ด:

มันเดินเฉียดผ่าน Matteo ใกล้กว่าทุกครั้ง

มือที่ยังเป็นเพียงเงาเบลอๆ ยกขึ้นช้าๆ ราวกับกำลังพยายามค้นหาอะไรบางอย่าง

วันต่อมา

Blaise เป็นคนพูดขึ้นระหว่างมื้อเช้า

"มันไม่ได้เดินมั่ว"

ทุกคนเงยหน้าขึ้น

Blaise วางช้อนลง

"ฉันคิดว่ามันกำลังหาใครสักคน"

ความเงียบเกิดขึ้นทันที

เพราะไม่มีใครสามารถหาข้อโต้แย้งได้


:คืนที่สิบแปด:

Matteo เริ่มพูดกับมัน

แม้จะไม่ได้รับคำตอบ

"ถ้าพวกนั้นรู้ว่าฉันมาคุยกับอากาศทุกคืน ฉันคงโดนส่งไปหามาดามพอมฟรีย์"

แน่นอนว่ามันไม่ตอบ

แต่วันถัดมา Lorenzo รู้เรื่องทันที

"นายคุยกับมันจริงเหรอ"

"เปล่า"

"โกหก"

"เปล่า"

"Matteo"

"...นิดหน่อย"

Lorenzo หัวเราะจนเกือบสำลักน้ำฟักทอง


:คืนที่ยี่สิบหก:

เป็นครั้งแรกที่มีคนเห็นนิ้วมือ..

Theo เป็นคนแรกที่ยืนยัน เพราะเขาเปรียบเทียบภาพร่างทั้งหมดที่รวบรวมมาตลอดเดือน

"มันมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น"

เขาพูดเรียบๆ

"อย่างต่อเนื่อง"

"แปลว่า?"

Adrian ถาม

"แปลว่ามันกำลังเสถียรขึ้น"

คำตอบนั้นทำให้ทั้งโต๊ะเงียบลง


:คืนที่สามสิบสี่:

เริ่มเห็นเส้นผม

จางมาก

แทบมองไม่ออก แต่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Draco เป็นคนแรกที่พูด

"อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่ามันมีหัว"

Lorenzo หัวเราะทันที

Theo หลับตาหนึ่งวินาทีเต็ม

ส่วน Regulus เพียงถอนหายใจ


:คืนที่สี่สิบเอ็ด:

เสียงปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก

ไม่ใช่ภาษา

ไม่ใช่ประโยค

เป็นเพียงเสียงเบาๆ ที่คล้ายสัญญาณรบกวน

Matteo ได้ยินมัน

Theo ได้ยินมัน

และ Regulus ได้ยินมันเช่นกัน

แม้จะอยู่คนละที่ของปราสาท

คืนนั้น

Tom ไม่พูดอะไรเลย แต่วันรุ่งขึ้นเขาเริ่มเปลี่ยนสมมติฐานทั้งหมดจาก «สิ่งมีชีวิตวิญญาณ» เป็น

«ตัวตนที่กำลังพยายามเชื่อมต่อกับโลกนี้»


:คืนที่สี่สิบเก้า:

มันเดินเข้าหา Matteo โดยตรงเป็นครั้งแรก ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นนอกจากเขา

แต่เช้าวันต่อมาทุกคนรู้เรื่อง

"หาเจอแล้ว?"

Lorenzo พูดล้อทันที

Matteo กลอกตา

"หุบปาก"

"ฟังดูเหมือนคำทักทายมากกว่า"

"หุบปาก"

"นายตั้งชื่อมันหรือยัง"

"ลอเรนโซ"

"โอเคๆ"

แต่ถึงจะหัวเราะก็ไม่มีใครปฏิเสธความจริงข้อหนึ่ง มันกำลังพยายามเข้าหาใครบางคนจริงๆ


หลังจากนั้น

ทุกอย่างยังดำเนินต่อไป

บางคืนมันชัดขึ้น

บางคืนกลับเลือนราง

บางคืนมีเสียง

บางคืนเงียบสนิท

บางคืนปรากฏตัวเพียงไม่กี่วินาที

ราวกับตัวมันเองก็กำลังต่อสู้กับบางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

และยิ่งเวลาผ่านไป

สมาชิกแต่ละคนก็เริ่มมีปฏิกิริยากับมันต่างกันออกไป

Theo เฝ้าบันทึกข้อมูล

Tom เฝ้าหากฎ

Blaise เฝ้าสังเกตพฤติกรรม

Draco แกล้งทำเป็นไม่สนใจ

Regulus คอยเฝ้ามองเงียบๆ

Adrian เริ่มถามว่าถ้ามันหลงทางจริงควรช่วยอย่างไร

Lorenzo พยายามโบกมือทักทุกครั้งที่มีโอกาส

และ Matteo...

ยังคงกลับไปที่เดิม

ในเวลาเดิม

อย่างสม่ำเสมอ


จนกระทั่งคืนหนึ่ง

มันไม่มา

เวลาเดิม

สถานที่เดิม

ทุกอย่างเหมือนเดิม

ยกเว้นมัน

...

Matteo ยืนอยู่ตรงทางเดินนั้นนานกว่าปกติ

นานเกินกว่าจะเรียกว่าแค่สังเกตการณ์

นานเกินกว่าจะเรียกว่าเรื่องบังเอิญ

"..."

เขามองทางเดินว่างเปล่าก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ

"เยี่ยม"

"ตอนนี้ฉันเริ่มผิดหวังเวลาผีไม่มาแล้ว"


และที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือ เขาไม่ได้เป็นคนเดียว

เช้าวันถัดมา

Theo เป็นคนแรกที่สังเกต

"เมื่อคืนไม่มีการพบเห็น"

Blaise เงยหน้าจากหนังสือ

"ฉันรู้"

Draco เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเหมือนไม่ใส่ใจ

"ก็แค่คืนเดียว"

"นายรู้ได้ยังไงว่าแค่คืนเดียว"

Lorenzo ถามทันที

Draco ชะงัก

"..."

"..."

"โอ้ พระเจ้า"

Lorenzo ชี้หน้าเขา

"นายก็รอมันเหมือนกัน"

"ฉันไม่ได้รอ"

"นายรอ"

"เปล่า"

"นายรอ"


"ทุกคนรอ"

เสียงของ Blaise ดังขึ้นเรียบๆทำให้โต๊ะเงียบลงทันที เขาวางหนังสือลงมองหน้าทุกคนทีละคน ไม่มีใครเถียงเพราะนั่นคือความจริง

ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

พวกเขาเลิกมองมันเป็นข่าวลือ

เลิกมองมันเป็นปริศนา

และเลิกมองมันเป็นสิ่งผิดปกติ

พวกเขาเริ่มมองมันเป็น "ใครบางคน"

คนคนหนึ่งที่ปรากฏตัวอยู่ในชีวิตของพวกเขามาสองเดือน

ทั้งที่ยังไม่รู้แม้กระทั่งชื่อ

หรือใบหน้าที่แท้จริง

...

และเป็นครั้งแรก ที่ความเงียบภายในโต๊ะสลิธีริน ไม่ได้เกิดจากการวิเคราะห์แต่เกิดจากการยอมรับ

ว่าพวกเขาทั้งแปดคนกำลังเฝ้ารอการกลับมาของใครบางคนที่อยู่คนละโลกกับพวกเขา


สิบคืน..

มันเป็นเวลาที่มากพอจะทำให้คนส่วนใหญ่เลิกสนใจข่าวลือ และมากพอจะทำให้คนบางคนเริ่มสนใจ "คนที่ยังไม่เลิกสนใจ"

ข่าวลือเรื่องวิญญาณสีเงินเริ่มเงียบลงแล้ว

กริฟฟินดอร์มีเรื่องใหม่ให้วุ่นวาย

เรเวนคลอมีทฤษฎีใหม่ให้ถกเถียง

ฮัฟเฟิลพัฟยังคงสังเกตทุกอย่างโดยไม่พูดอะไร

แต่สำหรับสลิธีรินบางคน—

เรื่องมันยังไม่จบ เพราะทุกคนเริ่มสังเกตเห็นสิ่งเดียวกัน Matteo หายไปช่วงเวลาเดิมบ่อยเกินไป....

"เขาไปอีกแล้ว" ลอเรนโซเอนตัวพิงโซฟาในห้องนั่งเล่นสลิธีริน

"คืนที่สิบแล้วนะ" เบลสไม่เงยหน้าจากหนังสือ

"สิบเอ็ด"

"นายนับด้วยเหรอ"

"ฉันนับทุกอย่าง"

"น่ากลัวชะมัด"

"ขอบคุณ"

อีกมุมหนึ่ง เดรโกวางปากกาขนนกลง

"ฉันยังยืนยันว่าเรื่องนี้ประหลาด"

"เรื่องผี?" เอเดรียนถาม

"ไม่" เดรโกชี้ไปทางประตู "เรื่องแมทธีโอ"

"ในที่สุดก็มีคนพูด" ลอเรนโซดีดตัวขึ้นนั่งตรงๆ "ฉันนึกว่ามีแค่ฉันที่สังเกต"

"ทุกคนสังเกต"

เรกูลัสตอบเรียบๆ

"แค่ไม่มีใครพูด"

ความเงียบตกลงชั่วครู่เพราะมันจริง ทุกคนรู้ เพียงแต่ไม่มีใครเป็นคนเริ่ม

ธีโอดอร์พลิกหน้ากระดาษ

"รูปแบบเดิม"

"เวลาเดิม"

"เส้นทางเดิม"

"ความถี่สูงผิดปกติ"

"นายกำลังวิเคราะห์เพื่อนตัวเองอยู่เหรอ" ลอเรนโซถาม

"ใช่"

"..."

"..."

"โอเค นั่นน่ากลัวกว่าเดิมอีก"

ปลายโซฟา ทอมนั่งเงียบมาตลอดแต่สุดท้ายก็พูดขึ้น "เขาเจออะไรบางอย่าง"

ทุกคนหันไปมอง ทอมวางหนังสือลง

"และเขาไม่ได้บอกพวกเรา"

ไม่มีใครเถียงเพราะนั่นคือข้อสรุปเดียวที่สมเหตุสมผลที่สุด

คืนนั้น

สุดท้ายพวกเขาก็ตามมา

ไม่ได้วางแผน ไม่ได้ประชุม ไม่ได้ตกลงกันอย่างเป็นทางการ

แต่สุดท้ายทุกคนก็มาอยู่บริเวณเดียวกัน อยู่ห่างออกไปพอสมควรมากพอที่ Matteo จะไม่รู้ตัวทันที แล้วพวกเขาก็เห็น

ร่างสีเงินปรากฏขึ้นอีกครั้ง

และเป็นครั้งแรกที่หลายคนได้เห็นมันชัดขนาดนี้

ไม่ใช่เงา

ไม่ใช่กลุ่มก้อน

ไม่ใช่ภาพเบลอ

แต่เป็นรูปร่างของคนจริง

โปร่งแสง

เลือนราง

เหมือนแสงจันทร์ที่กำลังจะหายไป

ลอเรนโซอ้าปากค้าง "...โอ้"

เอเดรียนกระพริบตาช้าๆ "โอเค" "ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงกลับมาทุกคืน"

เดรโกยืนแข็งไปพักหนึ่ง "ฉันเกลียดเวลาที่ข่าวลือกลายเป็นเรื่องจริง"

"ฉันชอบ" เบลสตอบ "มันน่าสนใจกว่า"

แต่ไม่มีใครพูดต่อ เพราะสายตาทุกคนกำลังจับอยู่ที่ Matteo

เขาหยุดเดิน หันกลับไปมองร่างนั้น

เหมือนคนที่เฝ้ารออะไรบางอย่างมานาน

นานเกินกว่าจะเรียกว่าแค่ความอยากรู้อยากเห็น

ลอเรนโซค่อยๆ หรี่ตา "...โอ้ ไม่นะ"

เอเดรียนมองเขา "อะไร"

"ฉันรู้สีหน้านั้น"

"สีหน้าอะไร"

"สีหน้าของคนที่เริ่มผูกพันกับอะไรสักอย่าง"

"นายสรุปเร็วไป" ธีโอดอร์ตอบ

"ไม่" ลอเรนโซชี้ไปทาง Matteo "ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้"

"นั่นฟังดูไม่น่าเชื่อถือเลย" เบลสพูด

"เงียบไปเลย"

อีกด้านหนึ่ง ทอมไม่ได้สนใจบทสนทนาแล้ว สายตาเขาจับอยู่ที่ร่างสีเงินเพียงอย่างเดียว เพราะมีบางอย่างที่คนอื่นยังไม่ทันสังเกต

ร่างนั้นไม่ได้มอง Matteo เลยสักครั้ง

มันเดินผ่านเขา

เหมือนเขาไม่มีตัวตน

เหมือนมองไม่เห็นเขา

เหมือนอยู่กันคนละโลก

และนั่นทำให้ทอมขมวดคิ้วเล็กน้อย

"แปลก" เขาพูดเบาๆ

"อะไร" เรกูลัสถาม

"มันรับรู้เขา" ทอมตอบ "แต่ไม่เห็นเขา"

ความเงียบเกิดขึ้นทันที

ธีโอดอร์เงยหน้าขึ้น "ต่างกัน"

"ใช่"

ทอมมองร่างสีเงินที่กำลังเดินผ่านทางเดินอีกครั้ง สายตาคมขึ้นทีละนิด

"มันกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง"

"หรือใครบางคน" เรกูลัสเสริม

และเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน คนทั้งกลุ่มเริ่มรู้สึกเหมือนกัน

นี่ไม่ใช่ผี

ไม่ใช่วิญญาณ

ไม่ใช่เรื่องเล่าของฮอกวอตส์

มันคือใครบางคน

คนจริง จากที่ไหนสักแห่ง ที่กำลังพยายามมาถึงที่นี่ ในขณะที่พวกเขากำลังพยายามไปถึงอีกฝั่งเช่นกัน

และเป็นครั้งแรก... ปริศนาของ "วิญญาณสีเงิน"

ไม่ได้เป็นของ Matteo เพียงคนเดียวอีกต่อไปแล้ว.

Menu