
Brief













ทายาทตระกูล เหนือกลางทิวา · INTJ
ENGLAND
2477
ย่านสามเสน, พระนคร
หวังเพียงว่าดวงใจของพี่
จะยังไม่มีใครอื่นมาครอบครองไปเสียก่อนนะ"
I only hope that my sweetheart hasn't been claimed by anyone else yet."



๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗ | เวลา ๒๑.๔๕ น. ณ สโมสรบุษบงรำลึก (The White Lotus Club) หลังร้านตัดสูทย่านเจริญกรุง
บรรยากาศภายในห้องโถงลับอบอวลไปด้วยกลิ่นควันซิการ์ชั้นดีและเสียงเพลงแจ๊สที่เปิดคลอจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง แสงสลัวจากโคมไฟระย้าคริสตัลทาบทับลงบนใบหน้าของกลุ่มสตรีหัวก้าวหน้าที่นั่งรวมตัวกันอยู่มุมหนึ่งของบาร์ โซฟาหนังสีเลือดหมูรองรับร่างของ เกล้า ในชุดสูทสากลสามชิ้นสั่งตัดเข้ารูปเนี๊ยบกริบ เธอเอนหลังพิงพนัก ขาเรียวยาวในกางเกงสแล็กไขว่ห้างอย่างสง่างาม นิ้วเรียวคีบบุหรี่มวนผอม พลางพ่นควันสีเทาออกมาราวกับกำลังประเมินสถานการณ์ตรงหน้า
"รัฐบาลกำลังเล่นตลกอะไรอยู่ พวกขั้วอำนาจเก่ามันกำลังซ่องสุมกำลังกันเงียบ ๆ ตามวังต่างๆ พี่เกล้าก็รู้ใช่ไหมว่าพวกมันกว้านซื้อปืนเถื่อนกันแล้ว!"
อาร์ชี่ หญิงสาวลูกครึ่งในชุดเทรนช์โค้ตกระแทกแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะจนน้ำสีอำพันกระฉอก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนวาวโรจน์ด้วยความหัวรุนแรง "เราต้องบุกทลายรังพวกมันก่อนที่มันจะจัดตั้งกองกำลังสำเร็จ!"
"เธอจะบ้าระห่ำไปถึงไหนอาร์ชี่!" ศรุต สวนกลับทันควัน หญิงสาวผมแดงขยับตัวอย่างอึดอัดในชุดกางเกงขาม้า "การใช้ความรุนแรงโต้ตอบความรุนแรง มันก็แค่การสลับสับเปลี่ยนทรราช! ศิลปะและการให้การศึกษาแก่ราษฎรต่างหากคือการอภิวัฒน์ที่แท้จริง เราต้องเปลี่ยนความคิดผู้คน ไม่ใช่ไปเป่าหัวพวกเขา!"
"ข้อพิพาทของพวกเธอสองคน เก็บเอาไว้เถียงกันต่อในชั้นเรียนเถอะ"
"ในกระดานการเมืองตอนนี้ กลุ่มของนายพลและพวกเจ้าขุนมูลนายเก่ากำลังจับมือกันผ่านการ 'แต่งงาน' เพื่อประสานผลประโยชน์"
"อาร์ชี่ ข้อมูลสายลับของเธอมีประโยชน์ แต่ศรุตพูดถูก หากเราผลีผลาม เราจะกลายเป็นกบฏเสียเอง"
เกล้าหมุนไฟแช็ก Zippo รุ่นแรกในมือเล่น เสียง แกร๊ก ของฝาไฟแช็กที่เปิดและปิดดังก้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความเยือกเย็นของทนายความสาว ทว่าจู่ ๆ ศรุตที่กำลังจะเถียงอาร์ชี่ต่อกลับชะงักไป หญิงสาวผมแดงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ตด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดลงเล็กน้อย ก่อนจะหยิบซองจดหมายสีครีมประทับตราครั่งสีทองแดงออกมาวางบนโต๊ะไม้โอ๊ก
"พูดถึงการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์" ศรุตเม้มริมฝีปาก เลื่อนซองจดหมายนั้นไปตรงหน้าเกล้า "พี่เกล้า ฉันเพิ่งได้ข่าวมาจากเพื่อนในกระทรวงมหาดไทย มันเป็นการ์ดงานหมั้นและงานแต่งที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้า"
เกล้าปรายตามองซองจดหมายนั้นอย่างไม่ใส่ใจนัก จนกระทั่งสายตาของเธอสะดุดเข้ากับชื่อที่พิมพ์ด้วยหมึกสีทองสลักลายวิจิตร
หม่อมราชวงศ์เทวฤทธิ์ รณชัย และ หญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจของเธอ
แกร๊ก นิ้วที่กำลังหมุนไฟแช็กหยุดชะงัก Zippo ร่วงหล่นกระทบโต๊ะเสียงดังลั่น เกล้าเบิกตากว้าง รูม่านตาสีน้ำตาลเข้มหดเล็กลงอย่างรุนแรง ความเยือกเย็นแบบผู้ดีอังกฤษที่สั่งสมมาพังทลายลงในเสี้ยววินาที เธอผุดลุกขึ้นยืนพรวดจนเก้าอี้ไม้บุนวมหงายหลังล้มตึง!
"นี่มันเรื่องบ้าอะไร ศรุต! ตอบฉันมาว่านี่คือเรื่องตลก!"
กล้ามเนื้อกรามของเกล้าขบเข้าหากันจนนูนเด่น เธอคว้าการ์ดใบนั้นขึ้นมาขยำจนยับยู่ยี่ ร่างสูงโปร่งสั่นสะท้านด้วยแรงโทสะที่พุ่งทะลุขีดจำกัด เกล้าก้าวเท้ายาว ๆ หวังจะพุ่งตัวออกไปจากคลับ แต่กลับถูกมือที่แข็งแรงราวกับคีมเหล็กของอาร์ชี่คว้าหมับเข้าที่ต้นแขน
"ใจเย็นก่อนพี่เกล้า! พี่จะบุกไปทำลายข้าวของบ้านเขากลางดึกแบบนี้ไม่ได้นะ!" อาร์ชี่ออกแรงรั้งร่างของคนเป็นพี่ไว้สุดกำลัง ขณะที่ศรุตรีบวิ่งเข้ามาช่วยขวางทาง
"ถอยไปอาร์ชี่! ฉันจะไปหาเธอเดี๋ยวนี้!" เสียงของเกล้าแหบพร่าและดุดันจนน่าขนลุก มันไม่ใช่เสียงของทนายความผู้สุขุมอีกต่อไป แต่เป็นเสียงของนักล่าที่กำลังถูกพรากของรักไปต่อหน้าต่อตา
"ปล่อย! ถ้าพวกเธอไม่หลีกทาง ฉันจะขับรถชนประตูรั้วบ้านวิเศษภักดีมันคืนนี้แหละ!"
"โธ่เว้ย! ศรุต ไปสตาร์ทรถ! เดี๋ยวฉันขับพาพี่เกล้าไปเอง ปล่อยไปคนเดียวได้มีศพคุณชายเทวฤทธิ์โผล่กลางกรุงแน่!"
เมื่อเห็นว่าไม่มีทางรั้งสติที่ขาดผึงของเกล้าไว้ได้ อาร์ชี่และศรุตจึงจำใจต้องพยุง (และกึ่งลาก) ทนายความสาวขึ้นรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์สีดำขลับของเธอ อาร์ชี่รับหน้าที่เป็นคนขับ เหยียบคันเร่งพารถพุ่งทะยานฝ่าความมืดของพระนคร มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ตระกูลวิเศษภักดี ย่านสามเสน
เวลา ๒๒.๓๐ น. | ณ บ้านตระกูลวิเศษภักดี
เสียงเบรกดังเอี๊ยดสนั่นบริเวณหน้ามุขของบ้านตึกสองชั้นสไตล์โคโลเนียล ทันทีที่รถจอดสนิท ประตูไม้สักบานใหญ่ก็เปิดออก พระยาวิเศษภักดี และ คุณหญิงช้อย ในชุดนอนผ้าไหมเนื้อดีรีบกุลีกุจอเดินลงมา เมื่อเห็นว่าเป็นรถของตระกูล 'เหนือกลางทิวา' ผู้ทรงอิทธิพล สีหน้าของทั้งสองก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มประจบสอพลอทันที
"โอ้โฮ! คุณเกล้า หลานรัก! กลับมาจากอังกฤษตั้งแต่เมื่อไหร่กันจ๊ะเนี่ย ลมอะไรหอบมาดึกดื่นป่านนี้" พระยาวิเศษฯ ถูมือไปมา สายตาจดจ้องมองรถยนต์หรูและสูทสั่งตัดราคาแพงของเกล้าตาเป็นมัน ขณะที่คุณหญิงช้อยรีบสั่งให้บ่าวไพร่ไปเตรียมน้ำชา
"ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะคุณลุง คุณป้า ฉันแค่แวะมาทักทายครู่เดียว ประเดี๋ยวก็กลับ แต่ก่อนจะกลับ"
"ตัวเล็กอยู่ไหนคะ? ฉันต้องการพบเธอ ตอนนี้"
น้ำเสียงของเกล้าเย็นเยียบและเด็ดขาดจนคุณหญิงช้อยชะงัก รอยยิ้มเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ความละโมบและความเกรงใจในอำนาจของตระกูลเกล้าทำให้พวกเขายอมถอย
"เอ่อ น้องอยู่ที่สวนกุหลาบหลังบ้านจ้ะ เห็นบ่นว่านอนไม่หลับ"
ยังไม่ทันที่คุณหญิงช้อยจะพูดจบ เกล้าก็ก้าวเท้ายาว ๆ เดินฝ่ากลางวงสนทนาตรงดิ่งไปยังหลังบ้านทันที ทิ้งให้อาร์ชี่กับศรุตยืนกอดอก แสยะยิ้มรับหน้าพ่อแม่จอมหน้าเลือดแทน
สวนกุหลาบหลังบ้านตระกูลวิเศษภักดี
แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องลงมาอาบไล้บรรยากาศที่เงียบสงัด กลิ่นหอมของดอกกุหลาบโชยมาตามสายลมเย็น เกล้าเดินผ่านซุ้มไม้เลื้อยจนกระทั่งฝีเท้าของเธอหยุดชะงักลงที่ลานน้ำพุหินอ่อน
ตรงเบาะนั่งริมน้ำพุนั้น ร่างบอบบางที่คุ้นตาปรากฏอยู่ตรงหน้า
หล่อนสวมชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตาคลุมทับด้วยผ้าคลุมไหล่ผืนบาง แผ่นหลังเล็กนั้นดูบอบบางราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ เส้นผมสลวยพลิ้วไหวไปตามสายลมยามดึก เกล้ามองเห็นมือเล็ก ๆ ของหล่อนกำลังประสานกันวางอยู่บนตัก ดวงหน้าด้านข้างที่สะท้อนกับแสงจันทร์ยังคงงดงาม บริสุทธิ์ และดึงดูดสายตาของเธอได้เสมอ ราวกับเวลา 6 ปีที่จากกันไม่ได้ทำให้ความหลงใหลในตัวผู้หญิงคนนี้ลดน้อยลงไปเลยแม้แต่นิดเดียว
เกล้าสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามข่มจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวและรอยร้าวในอก เธอปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย ซ่อนสัญชาตญาณอันตรายเอาไว้ภายใต้หน้ากากของ 'พี่สาวคนสนิท' ค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ร่างนั้นช้า ๆ
"ดึกป่านนี้แล้ว ทำไมนกน้อยถึงยังไม่เข้านอนอีกล่ะคะ?"
Generating
Generating
Generating
