MATTEO RIDDIE - สิ่งที่ไม่มีอยู่
brief

Brief

เช้าวันนั้นของฮอกวอตส์เริ่มต้นเหมือนทุกเช้าที่ไม่มีใครตั้งคำถามว่ามัน ปกติ จริงหรือเปล่า

ลานน้ำพุกลางปราสาทยังคงทำงานของมันอย่างสม่ำเสมอ น้ำใสกระทบหินเป็นจังหวะเดิมที่เหมือนถูกกำหนดไว้ตั้งแต่โลกนี้ถูกสร้างขึ้น แสงเช้าตกกระทบละอองน้ำจนกลายเป็นประกายบางๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ

นักเรียนเดินผ่านไปมา บ้างรีบไปเรียน บ้างหยุดคุย บ้างแค่ยืนอยู่โดยไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ และที่โต๊ะหินใกล้น้ำพุ.. มันก็เป็นเหมือนทุกวันเช่นกัน

กลุ่มสลิธีรินนั่งรวมกันอย่างไม่ต้องนัดหมาย ราวกับตำแหน่งนั้นถูกจองไว้โดยธรรมชาติของโลก

ฉันยังยืนยันว่าโพชั่นของฉันไม่ได้ผิดสูตร ธีโอดอร์พูดเรียบๆ โดยไม่เงยหน้าจากหนังสือ

แต่มันเปลี่ยนสีเอง เบลสตอบนิ่งๆ

นั่นเรียกว่าการ ‘พัฒนา’

ลอเรนโซหัวเราะเบาๆ หรือเรียกว่าระเบิดแบบสุภาพ

อีกฝั่ง เดรโกกำลังบ่นเรื่องควิดดิชเหมือนเป็นเรื่องรัฐกิจสำคัญ เอเดรียนนั่งฟังด้วยท่าทีเหมือนกำลังประชุมวางแผน ส่วนเรกูลัสเงียบสนิทเหมือนเป็นเงาที่เลือกจะอยู่ตรงนั้นโดยไม่จำเป็นต้องมีตัวตน

ฉันแค่บอกว่าไม้กวาดกริฟฟินดอร์ควรมีข้อจำกัดความเร็ว เดรโกพูดต่อ

นายพูดว่า ‘มันบินเหมือนมีคนผลักลงจากหอคอย’ เอเดรียนแก้

ก็เป็นคำอธิบายที่แม่นยำ

ไม่ใช่เลย

บทสนทนาวนไปมาเหมือนทุกวัน ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่มีอะไรที่ควรทำให้ใครหยุดฟังนานเกินหนึ่งวินาที

และที่หัวโต๊ะ—

ทอม ริดเดิ้ลนั่งนิ่งอยู่เหมือนเดิม

สายตาเขาไม่ได้สนใจการเถียงเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวมากนัก เขาแค่ฟัง และจำทุกอย่างไว้แบบไม่ปล่อยให้หลุดไปแม้รายละเอียดเดียว นิ้วของเขาแตะขอบถ้วยช้าๆ อย่างมีจังหวะบางอย่างในหัวที่ไม่มีใครเข้าใจ

แมทธีโอเอนหลังพิงเก้าอี้ หมุนแหวนเล่นอย่างเบื่อโลกตามนิสัย ปล่อยให้บทสนทนาไหลผ่านตัวเองเหมือนลมเช้า

ฉันเริ่มคิดแล้วว่าฮอกวอตส์ควรมีรางวัลสำหรับคนที่พูดเรื่องควิดดิชซ้ำได้ทุกวันโดยไม่เหนื่อย เขาพูด

นายจะไม่ได้รับมันแน่ เบลสตอบทันที

น่าเสียดาย

เสียงหัวเราะเบาๆ เกิดขึ้นในโต๊ะ

ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

เหมือนที่มันควรจะเป็น

จนกระทั่ง—

เสียงน้ำพุ ผิดจังหวะ ไปหนึ่งเสี้ยววินาที

ไม่ใช่การหยุด แต่เหมือนโลกกระพริบตาเร็วเกินไป

เสียงรอบลานยังอยู่ครบ แต่บางอย่างในอากาศ…เหมือน ไม่ต่อเนื่อง

ลอเรนโซเงยหน้าขึ้นก่อน เมื่อกี้น้ำพุ…

ไม่มีอะไรหยุด เรกูลัสพูดทันที แต่สายตาเขาเริ่มนิ่งขึ้น

ธีโอดอร์เงยหน้าจากหนังสือช้าๆ มีการรบกวนของเวทในพื้นที่

แปลว่า? เบลสถาม

แปลว่ามีบางอย่างที่ไม่ควรอยู่ตรงนี้ กำลังเคลื่อนผ่าน

ความเงียบเกิดขึ้นทันที แต่ไม่ใช่ความเงียบของความกลัว

เป็นความเงียบของคนที่เริ่ม ฟังโลกมากขึ้นกว่าปกติ

เดรโกขมวดคิ้ว ฮอกวอตส์ไม่ควรมีอะไรแบบนั้น

ฮอกวอตส์มีทุกอย่างที่ไม่ควรมี เอเดรียนตอบเรียบๆ แค่เราไม่ค่อยสังเกต

และในจังหวะนั้น—

แม้แต่เสียงน้ำพุก็ดูเหมือนเบาลงไปนิดหนึ่ง

ทอมเงยหน้าขึ้นช้าๆ

สายตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่ความตกใจ แต่เป็นความสนใจที่คมขึ้นเหมือนมีบางอย่างเข้าระบบการคิดของเขา

เมื่อกี้…

เขาพูดเบาๆ แต่ยังไม่ทันจบประโยค ตรงขอบลานน้ำพุอากาศเหมือนแยกชั้น... เงาสีเงินปรากฏขึ้นช้าๆ

ไม่ใช่การโผล่

ไม่ใช่การเดินออกมา

แต่มันเหมือน ภาพที่ถูกทับซ้อนผิดโลก

ร่างนั้นโปร่ง เบา และนิ่งเกินไปจนเหมือนไม่ควรมีน้ำหนักอยู่ในความเป็นจริง

มันยืนอยู่แค่เสี้ยววินาทีก่อนจะก้าวผ่านน้ำพุ ราวกับพื้นหินและน้ำไม่ใช่สิ่งที่มีผลกับมันเลย และในอีกวินาทีต่อมามันก็หายไปเหมือนถูกลบออกจากสายตาของโลก

….

….

พวกนายเห็นเหมือนกันใช่ไหม ลอเรนโซพูดช้าๆ

ไม่มีใครตอบทันทีเพราะคำตอบมันชัดอยู่แล้ว

เรกูลัสเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้น มันไม่ใช่ผี

ธีโอดอร์พยักหน้า ไม่อยู่ในระบบวิญญาณของฮอกวอตส์

งั้นมันคืออะไร เดรโกถาม

ไม่มีใครตอบ

ทอมจ้องไปยังจุดที่มันหายไปนานกว่าคนอื่น เหมือนกำลังจัดเรียงข้อมูลบางอย่างในหัว

แมทธีโอไม่ได้พูดเหมือนกัน เขาแค่หมุนแหวนช้าลงกว่าปกติ สายตาไม่ได้แซว ไม่ได้กวน ไม่ได้เล่นเหมือนเดิม มีแค่ความนิ่งบางอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับเขา

และลานน้ำพุก็ยังคงไหลต่อไปเหมือนเดิม...

เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยตั้งแต่แรก

.

.

.


🐍 ห้องนั่งเล่นสลิธีริน — สี่วันหลังเหตุการณ์ประหลาด

ห้องนั่งเล่นสลิธีรินในยามค่ำไม่ได้ต่างจากปกติมากนัก แสงสีเขียวหม่นจากทะเลสาบส่องผ่านกระจกหนา ทอดเงาลงบนเฟอร์นิเจอร์หรูที่เงียบเกินกว่าจะเรียกว่าสบาย แต่ก็ไม่ถึงกับน่าหวาดกลัว มันเป็นความเงียบที่ถูกออกแบบมาให้คนในห้อง 'คิด' มากกว่าจะ 'พัก'

และในคืนแบบนี้—มันกลายเป็นศูนย์กลางของบางสิ่งไปโดยปริยาย

บนโต๊ะยาวกลางห้อง มีแผ่นกระดาษหลายใบถูกวางกระจายอย่างเป็นระบบ บางใบมีลายมือเร็วๆ ของนักเรียน บางใบเป็นแผนผังจุดที่มีการพบเห็น บางใบเป็นแค่คำว่า สีเงิน ที่ถูกขีดเส้นใต้ซ้ำๆ

ข่าวลือไม่ได้อยู่ในระดับข่าวลืออีกต่อไปแล้ว

มันเริ่มมี 'รูปแบบ'

เจอที่เดิมเวลาเดิมสองครั้งติด ธีโอดอร์พูดนิ่งๆ พลางเลื่อนกระดาษไปด้านหน้า ไม่ใช่ความบังเอิญแล้ว

หรือเป็นคนเดียวกันที่คิดว่าตัวเองเห็นซ้ำ เบลสตอบเรียบๆ

คนเดียวกันสิบสองคน ลอเรนโซโยนแผ่นโน้ตลงบนโต๊ะ สิบสองคนในสามบ้าน

ความเงียบเล็กๆ เกิดขึ้นทันที ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะตัวเลขมัน 'เริ่มจริง'

เดรโกพิงพนักโซฟา หรี่ตา ถ้ามันเป็นเรื่องหลอกกันเล่น ทำไมไม่มีใครให้คำอธิบายที่เหมือนกันเลย

เพราะมันไม่ใช่เรื่องเดียวกันสำหรับทุกคน เอเดรียนตอบช้าๆ แต่เป็นเหตุการณ์เดียวกันที่ถูกตีความต่างกัน

เรกูลัสเงยหน้าขึ้นจากมุมเงาเล็กๆ ของห้อง หรือเพราะมันไม่เสถียร

ไม่มีใครถามว่าไม่เสถียรอะไร เพราะทุกคนเข้าใจในระดับของตัวเองแล้ว

อีกมุมหนึ่งของห้อง—

แมทธีโอเอนตัวอยู่บนพนักเก้าอี้ มือหมุนของเล็กๆ บางอย่างเล่นไปมาโดยไม่สนใจแผ่นข้อมูลทั้งหมดที่ถูกวางตรงหน้าแต่สายตาเขาไม่ได้ว่างเปล่า มันกำลังนับ..

มันโผล่ซ้ำที่ลานน้ำพุ กับทางเดินฝั่งตะวันออก แล้วก็ใกล้หอสมุด เขาพูดขึ้นเหมือนพูดลอยๆ แต่ไม่เคยอยู่พร้อมกัน

หมายความว่า? เบลสหันมามอง

มันไม่ได้เดินไปทั่วฮอกวอตส์ แมทธีโอหยุดหมุนของในมือ มันเหมือน…ถูก ‘ดึง’ ไปบางจุด

คำว่า 'ดึง' ทำให้ธีโอดอร์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ทอมที่นั่งอยู่ปลายโต๊ะ ไม่ได้พูดทันทีแต่สายตาเขาเปลี่ยนไปตั้งแต่วินาทีนั้น

ข้อมูลไม่พอ เขาพูดเรียบๆ

ทุกคนเงียบลงเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เพราะเขาเสียงดังแต่เพราะเขา 'สรุป' แล้ว

เรายังไม่มี pattern ของความถี่ที่แน่นพอ ทอมพูดต่อ แค่ตำแหน่งยังไม่พอจะนิยามมัน

งั้นเราต้องเพิ่มข้อมูล เอเดรียนพูดเหมือนกำลังปิดประเด็นให้เป็นแผนงาน กำหนดคนสังเกตการณ์

ไม่ใช่ทุกคน เรกูลัสเสริมทันที มันจะทำให้ข่าวลือขยายเร็วขึ้น

ข่าวลือมันขยายไปแล้ว ลอเรนโซตอบ ตอนนี้แค่ไม่มีใครยอมรับว่ามันจริง

เบลสพ่นลมหายใจเบาๆ กริฟฟินดอร์เริ่มทำ ‘ล่าท้าผี’ แล้วเมื่อวาน

แน่นอน เดรโกกลอกตา พวกนั้นจะทำให้ทุกอย่างกลายเป็นกิจกรรมสันทนาการเสมอ

ฮัฟเฟิลพัฟก็แค่ยืนดูห่างๆ แต่รู้มากกว่าที่พูด ลอเรนโซเสริม

เรเวนคลอกำลังจะตั้งชื่อให้มันแล้ว ธีโอดอร์พูดนิ่งๆ นั่นแปลว่าพวกนั้นใกล้จะเข้าใจมันในระดับทฤษฎี

ความเงียบตกลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความว่างเปล่า มันคือการ 'ประมวลผลพร้อมกัน'

ทอมลุกขึ้นเล็กน้อย วางมือบนโต๊ะ

เราจะไม่ตามข่าวลือ

เขาพูดช้าๆ ชัดๆ

เราจะตามข้อมูล

คำพูดนั้นเหมือนเป็นเส้นแบ่งทันที

จาก 'เรื่องเล่าในโรงเรียน' กลายเป็น 'สิ่งที่ต้องถูกนิยาม'

แมทธีโอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบางๆ แบบเดิมของเขากลับมาอีกครั้ง

ฟังดูเหมือนเรากำลังจะเริ่มทำวิจัยผีเลยว่ะ

ไม่มีใครหัวเราะมากนักแต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธ เพราะในห้องนั่งเล่นสลิธีรินตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่านี่ไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไป

มันคือ 'บางสิ่ง' ที่กำลังถูกเรียนรู้

และยังไม่มีใครรู้ชื่อของมัน..


มันเริ่มจาก'รูปแบบ'

ไม่ใช่ข่าวลือ ไม่ใช่คำพูดของคนอื่น และไม่ใช่ความบังเอิญ

มันคือสิ่งที่ Matteo จำได้เอง

ลานน้ำพุ ทางเดินฝั่งตะวันออก และจุดใกล้หอสมุด

สามตำแหน่งที่ซ้ำกันมากพอจะไม่เรียกว่าเหตุบังเอิญอีกต่อไป

เขาไม่ได้เชื่อข่าวลือ

เขาเชื่อ จังหวะ

และตอนนี้…จังหวะนั้นกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง


ลมเย็นของช่วงบ่ายพัดผ่านทางเดินหินด้านในปราสาท เสียงนักเรียนกลุ่มเล็กๆ ค่อยๆ ไหลผ่านไปตามชั้นเรียน ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่มีอะไรผิดปกติในสายตาคนส่วนใหญ่

แต่ Matteo หยุดเดิน

ไม่ใช่เพราะเสียง ไม่ใช่เพราะคน แต่เพราะ อากาศ

มันหนักขึ้นนิดเดียว

เหมือนโลกกลั้นหายใจ

เขาหรี่ตา มองไปยังทางเดินว่างเปล่าด้านหน้า

ถ้ารอบนี้ไม่ใช่อีก ฉันจะเลิกเชื่อสถิติของตัวเองละนะ… เขาพึมพำเบาๆ

และในวินาทีนั้น—

มัน 'เกิดขึ้น'

อากาศตรงปลายทางเดินเหมือนถูกบิดออกจากกันช้าๆ ไม่ใช่การปรากฏตัวแบบพุ่งออกมา แต่มันเหมือนภาพที่ค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ควรจะอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว

รูปร่างเริ่มก่อตัวเป็น*'คน'* แต่ยังไม่ใช่คนเต็มตัว มันดูเป็นแค่กลุ่มก้อนของรูปทรงมนุษย์

ความสูงปกติของนักเรียน สัดส่วนชัดเจนพอจะรู้ว่าเป็นร่างคน แต่ไม่มีใบหน้า ไม่มีเพศ ไม่มีรายละเอียดใดๆ ทั้งสิ้น

เหมือนโลกยังไม่ตัดสินใจว่าจะให้มันเป็นใคร

มันยืนอยู่แค่เสี้ยววินาที

นิ่ง

จากนั้น—

มันเดิน

ผ่านพื้นหิน ผ่านอากาศ ผ่านพื้นที่ที่ควรจะมีความหมายของการแตะต้อง

และมันกำลัง…เดินตรงผ่าน Matteoไปเหมือนไม่รู้ว่าเขาอยู่ตรงนั้น Matteo ไม่ได้ถอย เขาแค่เอียงศีรษะเล็กน้อย เหมือนกำลังดูอะไรที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้ด้วยความสนใจมากกว่าความตกใจ

ร่างนั้นเดินผ่านร่างเขาไป

ไม่มีเสียง ไม่มีลม ไม่มีการตอบสนอง

แต่—

วินาทีที่มันผ่าน Matteo รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าอากาศมันผิด ไม่ร้อน ไม่เย็น แต่มันเหมือนมีชั้นบางอย่างของความจริงเคลื่อนผ่านตัวเขาไป

เขาหันช้าๆ ตามมัน

มันหยุดอยู่ปลายทางเดิน

นิ่งอีกครั้ง

เหมือนกำลังรับรู้ว่ามีเขาอยู่

แม้ไม่มีตา

ไม่มีหน้า

ไม่มีสิ่งใดที่ควรใช้มอง

Matteo หัวเราะออกมาเบาๆ แบบไม่รู้ตัว

โอเค… เขาพึมพำ อันนี้ไม่อยู่ในหมวดผีแน่ๆ

เขาก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว

ไม่เร็ว ไม่ช้า

แค่ลอง

และในจังหวะนั้นเอง—

ร่างนั้นขยับเล็กน้อย

ไม่ใช่การหนี ไม่ใช่การโจมตี

แต่เป็นเหมือน…การหันกลับมามอง

ทั้งที่มันไม่มีใบหน้าให้ใช้มองเลยก็ตาม

Matteo หยุดนิ่งทันที รอยยิ้มบนหน้าค่อยๆ จางลงทีละนิด

เออ… เขาพูดเบาๆ เหมือนกำลังคุยกับตัวเอง นี่เริ่มไม่ใช่แค่ข่าวลือแล้วว่ะ

และในความเงียบของทางเดินนั้น

ครั้งแรกในฮอกวอตส์

มีบางสิ่งที่ไม่ใช่ผี ไม่ใช่คน และไม่ใช่เวทมนตร์ที่ใครอธิบายได้ กำลังรับรู้การมีอยู่ของเขากลับมา

มันนิ่งอยู่แค่เสี้ยววินาทีหลังจากนั้น

ร่างสีเงินที่ควรจะเป็นสิ่งผิดปกติในโลกนี้เหมือนจะหยุดการตัดสินใจของตัวเองไปชั่วครู่ เหมือนมันกำลังเลือกว่าจะถอยหรือจะกลับมา

และมันเลือกที่จะกลับมา

ช้าๆ

ปลายเท้าที่ไม่ชัดเจนขยับไปข้างหน้าอีกครั้ง รูปร่างที่ยังไม่สมบูรณ์เริ่มหันกลับตรงมาทาง Matteo

ไม่ใช่การเคลื่อนไหวแบบคน แต่เป็นเหมือนความตั้งใจของบางสิ่งที่เริ่มมีน้ำหนักขึ้นในโลกจริง

อากาศรอบๆ ทางเดินเหมือนบิดตัวอีกครั้ง เสียงของปราสาทไกลออกไปอย่างประหลาด ราวกับโลกกำลังถอยหลังให้พื้นที่กับมัน

Matteo ไม่ขยับ สายตาคมของเขาจับทุกจังหวะนั้นไว้หมด

เออ… นี่เริ่มไม่ใช่แค่เห็นคนเดียวแล้วนะ เขาพึมพำเบาๆ เหมือนกำลังคุยกับความเป็นจริงที่เริ่มหลุดเฟรม

ร่างนั้นขยับเข้าใกล้ขึ้นอีกนิด เหมือนจะเดินกลับมาหาเขา

แต่แล้ว—

โลกก็ ตัด

เหมือนฟิล์มขาดกลางเฟรม

ร่างสีเงินกระพริบวูบเดียว อากาศสะดุด ภาพทั้งหมดสั่นไหวเหมือนโดนดึงปลั๊กออกจากความจริง

และมันก็หายไป—

ไม่มีร่องรอย ไม่มีเสียง ไม่มีการคงอยู่ให้ตามต่อได้เลยแม้แต่นิดเดียว

เหมือนมันไม่เคยอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก..

ความเงียบกลับมาเต็มทางเดินอีกครั้ง

นักเรียนคนหนึ่งเดินผ่านมาปลายทาง พูดคุยกันเรื่องธรรมดา ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อครู่โลกแอบผิดจังหวะไปหนึ่งรอบ

Matteo กระพริบตาช้าๆ

…หายไปอีกละ

เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่โทนขำเหมือนเดิม

มันเป็นเสียงของคนที่กำลัง จดบันทึกในหัว

ไม่ใช่เพราะกลัว

แต่เพราะแน่ใจแล้วว่า—

มันไม่ได้เป็นแค่ข่าวลืออีกต่อไป


และไกลออกไปกว่านั้นมาก…ในพื้นที่ที่ Matteo มองไม่ถึง

ใน อีกฝั่งของความฝัน

บางสิ่งที่ควรจะเป็นแค่ความฝันธรรมดา กำลังตื่นขึ้นมาช้าๆ โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลัง ถูกมองกลับ อยู่


::สองเดือนต่อมา::

มันเป็นเวลาที่ยาวนานพอสำหรับหลายเรื่อง

ยาวนานพอให้ข่าวลือในฮอกวอตส์เปลี่ยนไปหลายรอบ

ยาวนานพอให้กริฟฟินดอร์เลิกเล่นเกมล่าท้าผีแล้วหันไปสร้างเรื่องวุ่นวายอย่างอื่นแทน

ยาวนานพอให้เรเวนคลอเขียนทฤษฎีใหม่เพิ่มอีกสามฉบับและหักล้างกันเองไปแล้วสองรอบ

และยาวนานพอให้คนส่วนใหญ่เริ่มชินกับการมีอยู่ของ "วิญญาณสีเงิน"

...

แต่ไม่ใช่สำหรับ Matteo..

เขายังคงกลับมาที่เดิมในช่วงเวลาเดิมด้วยเหตุผลที่ตอบใครไม่ได้แม้แต่ตัวเอง

คืนแรกที่เขาเห็นมันๆเป็นเพียงเงาร่างคล้ายมนุษย์ ไม่มีใบหน้า ไม่มีรายละเอียด ไม่มีแม้กระทั่งสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นเพียงก้อนสีเงินโปร่งแสงที่ดูเหมือนภาพร่างซึ่งยังวาดไม่เสร็จ


คืนที่ห้า

มันหยุดเดินเป็นครั้งแรก ยืนนิ่งอยู่กลางทางเดินราวกับกำลังฟังบางอย่างหรือกำลังรออะไรบางอย่าง

Matteo เริ่มสงสัยว่ามันรับรู้การมีอยู่ของเขาหรือไม่


คืนที่สิบเอ็ด

มันเดินเฉียดผ่านเขา ใกล้กว่าทุกครั้ง มือที่ยังเป็นเพียงก้อนเบลอๆ ยกขึ้นช้าๆ ปาดผ่านแขนเสื้อของเขา เหมือนคนตาบอดที่กำลังพยายามค้นหาบางอย่างก่อนจะหายไปตามเดิม


คืนที่สิบแปด

Matteo เริ่มพูดกับมันแม้จะไม่ได้คำตอบ

"นายรู้ไหม"

เขาพูดขณะพิงกำแพง มองร่างสีเงินที่กำลังเดินวนอยู่ไม่ไกล

"ถ้าพวกนั้นรู้ว่าฉันมาคุยกับอากาศทุกคืน ฉันคงโดนส่งไปหามาดามพอมฟรีย์"

ร่างนั้นไม่ตอบ

แน่นอนว่ามันไม่ตอบ

แต่มันหยุดเดินอยู่ประมาณสามวินาที ซึ่งมากกว่าปกติ


คืนที่ยี่สิบหก

เป็นครั้งแรกที่เขาสังเกตเห็น นิ้ว

ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองตาฝาด แต่เมื่อร่างนั้นยกมือขึ้นอีกครั้ง เขาเห็นจริงๆ

เงาของนิ้วมือ

จางมาก

แทบไม่มีอยู่

แต่ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


คืนที่สามสิบสี่

เขาเห็นเค้าโครงของเส้นผม


คืนที่สี่สิบเอ็ด

เขาได้ยินเสียง

ไม่ใช่คำพูด

ไม่ใช่ประโยค

ไม่ใช่ภาษา

เป็นเพียงเสียงแผ่วเบาที่เหมือนลมพัดผ่านหน้าหนังสือ

เบาจนไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นจริง

"โอเค" Matteo ถอนหายใจ

"คราวนี้เริ่มมีเสียงแล้ว" เขาเงยหน้ามองเพดาน "ฉันควรกังวลไหมเนี่ย"


คืนที่สี่สิบเก้า

มันเดินมาหาเขาโดยตรง

ไม่ใช่การบังเอิญ

ไม่ใช่การเดินผ่าน

แต่เป็นการเคลื่อนตัวเข้าหาเขาอย่างชัดเจน แม้จะยังดูเหมือนคนที่มองไม่เห็น เหมือนกำลังอาศัยเพียงสัญชาตญาณหรือความรู้สึกบางอย่างในการค้นหา

มันหยุดห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว

ยืนนิ่ง

เอียงส่วนที่เป็นศีรษะเล็กน้อยเหมือนกำลังฟัง

Matteo มองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มมุมปาก

"หาเจอแล้ว?"

แน่นอน

ไม่มีคำตอบ

แต่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่ามันกำลังพยายามเข้าหาเขา ไม่ต่างจากที่เขาพยายามทำความเข้าใจมันมาตลอด

และหลังจากนั้นคืนต่างๆ ก็ยังคงผ่านไป

บางคืนมันชัดขึ้น

บางคืนกลับเลือนรางจนเหมือนคืนแรก

บางคืนมีเส้นผม

บางคืนไม่มี

บางคืนมีเสียง

บางคืนเงียบสนิท

ราวกับตัวมันเองก็กำลังต่อสู้กับบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้

จนกระทั่งคืนหนึ่ง..

มันไม่มา

ในเวลาเดิม

สถานที่เดิม

ทุกอย่างเหมือนเดิม

ยกเว้นมัน

Matteo ยืนพิงกำแพงอยู่พักใหญ่ นานกว่าปกติ นานเกินกว่าจะเรียกว่ารอเฉยๆ

"..."

เขามองทางเดินว่างเปล่า แล้วหัวเราะออกมาเบาๆคนเดียว

"เยี่ยม...ตอนนี้ฉันเริ่มผิดหวังเวลาผีไม่มาแล้ว"

คำพูดนั้นฟังดูตลก

ฟังดูงี่เง่า

และถ้ามีใครได้ยิน เขาคงไม่มีวันยอมรับว่าเป็นคนพูด

แต่ในความเงียบของทางเดินยามค่ำคืนนั้น Matteo ก็รู้ตัวเป็นครั้งแรกว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมาเขาไม่ได้กำลังเฝ้าดูปริศนา

เขากำลังเฝ้ารอ

ใครบางคน

ที่แม้แต่ใบหน้าก็ยังมองไม่เห็นด้วยซ้ำ..

สิบคืน..

มันเป็นเวลาที่มากพอจะทำให้คนคนหนึ่งหยุด 'รอ' โดยไม่ต้องมีเหตุผล

Matteo มายืนที่เดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้มาด้วยความคาดหวังแบบเดิมแล้ว

ไม่มีการนับเวลา ไม่มีการคาดเดา ไม่มีการรอจังหวะ

แค่มาเหมือนเป็นนิสัยมากกว่าเป้าหมาย

เขาพิงกำแพง หันมองทางเดินว่างเปล่า

ถ้ายังไม่มาก็ถือว่าจบละนะ

น้ำเสียงเรียบๆ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใด รอไปสักพักเขาก็ถอนหายใจ หมุนตัวจะเดินกลับ

ไม่รีบ ไม่ลังเล เหมือนปิดบทสนทนาที่ไม่มีคู่สนทนาไปแล้ว

แล้วโลกก็ เปลี่ยนจังหวะ อากาศด้านหลังเขาหนักขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่การบิดเบี้ยวแบบครั้งก่อน แต่เป็นเหมือนมีบางอย่างยืนอยู่ตรงนั้นอยู่แล้วตั้งแต่แรก

Matteo หยุดทันที

ไม่หัน

แต่รับรู้ได้ทันทีว่าไม่เหมือนเดิม

เขาค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ เหมือนกลัวว่าถ้าเร็วไป ความจริงจะหายอีก

แล้วเขาก็เห็นมัน

ร่างมนุษย์สมบูรณ์ครบทุกสัดส่วน เส้นผม ใบหน้า แขน เสื้อผ้า ทุกอย่างอยู่ในรูปแบบคนอย่างชัดเจน แต่โปร่งแสงมาก ซีดจางจนเหมือนแสงที่กำลังจะหลุดจากโลก

Matteo เงียบไปหนึ่งจังหวะ

…โอเค เสียงเขาเบาลงโดยไม่รู้ตัว รอบนี้ครบละ

เขามองมันตรงๆชัดเจนเป็นครั้งแรกในรอบสองเดือน

นี่ไม่ใช่ก้อน ไม่ใช่เงา ไม่ใช่ภาพเบลอ

นี่คือ คน

แต่—

ร่างนั้นกลับไมได้่มองเขา

ดวงตาของร่างนั้นกวาดผ่าน Matteo ไปเฉยๆ

เหมือนตรงนั้นไม่มีอะไรอยู่

เหมือนอากาศ

เหมือนทางเดินว่างเปล่า

มันขยับ

เอียงศีรษะเล็กน้อยเหมือนกำลังฟังบางอย่างที่ Matteo ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน Matteo ขมวดคิ้วเล็กน้อย

…นี่ยังมองไม่เห็นฉันเหรอวะ

แน่นอน

ไม่มีคำตอบ

ร่างนั้นก้าวผ่านเขาไปเหมือนทุกครั้ง

เหมือนเขาไม่เคยอยู่ตรงนั้นเลย

แต่ครั้งนี้ Matteo ไม่ขยับตาม แค่ยืนอยู่กับที่ มองแผ่นหลังโปร่งแสงนั้นหายไปช้าๆ

…แปลกชิบ เขาพึมพำเบาๆ

แต่ครั้งนี้ในน้ำเสียงไม่มีความตลก มันมีอย่างอื่นแทน เพราะในขณะที่เขามองเห็นมันชัดขึ้นทุกวัน มันกลับยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ตรงนั้นและนั่นแปลว่าความสัมพันธ์นี้ยังไม่ใช่การเจอกัน

Matteo หัวเราะออกมาเบาๆ

…เออ ดี

งั้นฉันเป็นคนเดียวที่โดนลากเข้ามาในเรื่องนี้จริงๆสินะ

แล้วเขาก็เดินตามร่างนั้นไปอีกครั้ง

ไม่ใช่เพราะหวัง

ไม่ใช่เพราะรอ

แต่เพราะตอนนี้—

เขาหยุดไม่ทันแล้ว

Menu