
Brief
ฝนตกบ่อยเกินไปในเมืองนี้ บ่อยจน user เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ตัวเองเกลียด “ฝน” จริงๆ หรือแค่เกลียดความรู้สึกโดดเดี่ยวที่มักมาพร้อมมันกันแน่
The white umbrella
ฝนตกตั้งแต่ช่วงเย็นและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เม็ดฝนกระทบหลังคาสังกะสีดังถี่เหมือนเสียงอะไรบางอย่างที่ตามหลอกหลอนซ้ำๆ บ้านหลังเล็กชื้นจนมีกลิ่นอับติดอยู่ตามผ้าม่านเก่า โทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นเปิดค้างไว้เสียงเบา แต่ไม่มีใครสนใจมันจริงๆ
User กลับมาถึงบ้านหลังเลิกเรียนไม่นาน รองเท้านักเรียนเปียกวางอยู่หน้าประตู กระเป๋าถูกทิ้งไว้ข้างโต๊ะกินข้าวที่มีจานอาหารเย็นชืดวางอยู่จานหนึ่ง แม่ยืนล้างจานอยู่ตรงซิงก์ แสงไฟสีเหลืองเก่าทำให้แผ่นหลังของเธอดูเล็กลงกว่าเดิม
ทุกอย่างเกือบจะเงียบดี
เกือบ...
จนเสียงประตูหน้าบ้านถูกผลักเปิดอย่างแรง กลิ่นบุหรี่กับแอลกอฮอล์ลอยเข้ามาพร้อมร่างของเดชากร สีหน้าของเขาเป็นแบบที่ User คุ้นเคยมานานเกินไป สีหน้าของคนที่กำลังมองหาใครสักคนไว้ระบายอารมณ์
“เงินในกระเป๋ากูหายไปไหน”
แม่ชะงักไปนิด ก่อนตอบเบาๆ “ฉันเอาไปซื้อของ…”
จริงๆ มันไม่ใช่ครั้งแรก แม่มักต้องคอยแอบเก็บเงินเอาไว้ทีละนิด เพราะถ้าปล่อยไว้ เดชากรก็จะเอาไปหมด ไม่เหลือแม้แต่ค่ากับข้าวหรือค่าใช้จ่ายในบ้าน บางวันถึงขั้นเอาไปซื้อเหล้าจนไม่เหลืออะไรเลยด้วยซ้ำ เสียงจานกระแทกซิงก์ดังลั่น
“ใครใช้ให้มึงเอา!”
ทุกอย่างหลังจากนั้นเกิดขึ้นเร็วเกินไป เสียงตะโกนดังจนบ้านทั้งหลังสั่น เดชากรผลักแม่กระแทกโต๊ะ แก้วน้ำร่วงแตกกระจาย User รีบเข้าไปดึงแขนเขาออกทันที
“พอได้แล้ว!”
แต่แรงของเด็กมัธยมไม่มีทางสู้ผู้ชายตัวใหญ่ที่กำลังโมโหได้ เดชากรสะบัดแขนจนร่างเซไปกระแทกเก้าอี้
“อย่าเข้ามายุ่ง!”
แม่รีบเข้ามาจับแขน User เอาไว้ สีหน้าซีดจนเหมือนจะร้องไห้
“พอแล้ว… อย่าพูด เดี๋ยวพ่อยิ่งโมโห”
อีกแล้ว อีกครั้งที่แม่พูดแบบนี้ อดทนอีกหน่อย เงียบไว้ก่อน เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ทั้งที่มันไม่เคยผ่านไปจริงๆ เลยสักครั้ง
“แม่จะทนทำไม!” เสียงของ User สั่นจนควบคุมแทบไม่ได้ “เราไปจากที่นี่ก็ได้ปะ!”
แม่เงียบ ความเงียบนั่นทำให้รู้สึกโกรธยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่แค่โกรธพ่อ แต่โกรธที่แม่ยอมมาตลอด บางครั้ง User ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมแม่ไม่พาหนี ทั้งที่เห็นทุกอย่างมาตั้งแต่เด็ก เห็นรอยช้ำ เห็นจานแตก ทุกครั้งที่เห็นแม่นั่งร้องไห้เงียบๆ คนเดียวตอนดึก ก็รู้ว่าเธอเองอาจพังไม่ต่างกัน
“ผู้หญิงก็แบบนี้” เดชากรหัวเราะในลำคอ “ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง” สายตาของเขาเลื่อนมาทาง User “แล้วมึงก็เหมือนกัน”
“อย่างน้อยUserก็ไม่ทำร้ายคนในบ้าน”
เพียะ!!
แรงตบกระแทกจนหูอื้อไปชั่วขณะ แม่ร้องห้ามทันที แต่เดชากรผลักเธอออกอีกครั้ง
“อยากเก่งนักก็ออกไปดิ!”
และครั้งนี้ User ก็เดินออกมาจริงๆ ไม่มีเงิน ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีแม้แต่เสื้อกันฝน รู้ตัวอีกทีก็เดินอยู่กลางถนนทั้งชุดนักเรียนเปียกฝนไปหมด ลมหายใจสั่นจนเจ็บอก ในหัวมีแต่ความคิดสับสน แจ้งตำรวจดีไหม ถ้าพ่อถูกจับแล้วแม่จะอยู่ยังไง หรือสุดท้ายแม่ก็จะโทษตัวเองอีกเหมือนเดิม ฝนตกแรงขึ้นเรื่อยๆ เมืองทั้งเมืองดูพร่ามัวไปกับละอองน้ำและแสงไฟสีซีดจากริมถนน สุดท้ายขาก็มาหยุดอยู่หน้าร้านคาเฟ่เล็กๆ ร้านของพี่เมย์
ตอนปิดเทอม User เคยมาช่วยงานที่นี่แทบทุกวัน ทั้งล้างแก้ว เช็ดโต๊ะ รับออเดอร์ บางครั้งพี่เมย์ก็แอบให้ขนมกลับบ้านหรือเพิ่มเงินให้มากกว่าที่ตกลงนิดหน่อย พอเปิดเทอม เวลาว่างเริ่มน้อยลง เลยแวะมาช่วยได้แค่บางวัน แต่ถึงอย่างนั้น ร้านเล็กๆ แห่งนี้ก็ยังเป็นเหมือนที่พักหายใจเดียวที่เหลืออยู่เสมอ
กระทั่งเพิ่งนึกขึ้นได้ในตอนเดินมาถึง
วันนี้ร้านปิด…
ไฟในร้านดับสนิท ป้ายบอร์ดตั้งหน้าประตูเขียนด้วยลายมือเอาไว้สั้นๆ
ปิดร้าน 3 วัน ไปต่างจังหวัด
User ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นพักหนึ่ง น่าตลกดี ปกติที่นี่เป็นเหมือนที่หลบภัยเดียวที่ยังเหลืออยู่ แต่วันนี้กลับเหลือแค่หน้าร้านมืดๆ กับเสียงฝน สุดท้ายเลยนั่งลงตรงบันไดหน้าร้านเงียบๆ ไหล่ชื้นไปด้วยละอองฝน ลมเย็นพัดผ่านจนเริ่มหนาว แต่ก็ไม่รู้จะไปไหนอีกแล้ว รถวิ่งผ่านเป็นระยะ เสียงน้ำกระเซ็นดังแทรกกับเสียงฟ้าร้องไกลๆ เมืองตอนดึกดูว่างเปล่าจนน่ากลัว
แล้วตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังเข้ามาใกล้ มีใครบางคนหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ร่มสีขาวคันหนึ่งบดบังละอองฝนเหนือหัว User พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเด็กผู้ชายในชุดนักเรียนศิลาพิรุณเหมือนกัน เสื้อนักเรียนชื้นฝน ผมสีเข้มเปียกเล็กน้อย คุ้นหน้า ใช้เวลาสองสามวินาทีถึงนึกออก เด็กใหม่ห้องเดียวกัน คนที่ย้ายเข้ามากลางเทอมตอน ม.4 เทอม 2
อีกฝ่ายมองป้ายบอร์ดหน้าร้านแวบหนึ่ง ก่อนพูดเรียบๆ
“ร้านปิด”
“…รู้แล้ว”
User ตอบกลับแผ่วเบา นึกว่าเขาจะเดินผ่านไป แต่อีกฝ่ายกลับขยับร่มในมือเพื่อบังฝนให้จนไหล่กว้างของตัวเองเปียกแทน สายตานิ่งสนิทคู่นั้นมองหยาดน้ำตาที่ผสมปนเปไปกับน้ำฝนบนหน้าและรอยช้ำแดงบนแก้มของ User โดยไม่เอ่ยปากถามหรือแสดงสีหน้าสงสารให้รู้สึกอึดอัด ก่อนที่เขาจะทรุดตัวลงนั่งบนบันไดขั้นข้างๆ ขยับร่มเอียงมาทางนี้จนเกือบหมด นาริธ พูดทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงใจเย็นเช่นเคย
“ถ้าไม่ประคบ เดี๋ยวพรุ่งนี้มันจะบวม”
User เงียบ
“ฉันเคยโดนลูกบาสอัดหน้า ตอนม.ต้น” เขาพูดต่อเหมือนเล่าเรื่องธรรมดา
“ตอนแรกคิดว่าไม่เป็นไร สุดท้ายช้ำอยู่เกือบอาทิตย์”
เสียงฝนยังตกดังสม่ำเสมออยู่รอบตัว
“หมอบอกว่าถ้าประคบเย็นเร็ว มันจะดีขึ้นหน่อย”
บทสนทนาสั้นๆ จบลงเท่านั้น ไม่มีคำปลอบ แต่แปลกดี ที่แบบนั้นกลับทำให้หายใจง่ายกว่าเดิม ในหัวของ User ยังสับสนไปหมด ทั้งเหนื่อย ทั้งชา ทั้งอยากให้เขาลุกเดินหายไปเสียที ไม่อยากให้ใครมายุ่ง ไม่อยากถูกมองเห็นในสภาพแบบนี้
แต่ในขณะเดียวกัน…ก็ไม่ได้อยากถูกทิ้งให้นั่งอยู่คนเดียวใต้ฝนอีกแล้วเหมือนกัน
ลมเย็นพัดผ่านอีกระลอก กลิ่นฝนจางๆ ติดอยู่บนเสื้อนักเรียนของอีกฝ่าย นาริธนั่งเงียบๆ อยู่ข้างกันโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ เหมือนเขาไม่ใช่คนประเภทที่ชอบซักไซ้เรื่องของใครตั้งแต่แรกอยู่แล้ว มีเพียงร่มสีขาวคันนั้นที่ยังเอียงมาทาง User มากกว่าตัวเองนิดหนึ่ง ท่ามกลางเมืองที่เย็นชื้นและว่างเปล่าในคืนฝนตก ความเงียบครั้งนี้กลับไม่ได้โดดเดี่ยวเท่าเดิมอีกต่อไป
สถานะตัวละครอื่น ๆ
ไม่มี
NOTIFICATIONS - User
ไม่ได้พกมือถือ
Generating
Generating
Generating
