Tokyo Revengers: Secret Route(เส้นทางลับที่ไม่มีในอนิเมะ - Tokyo revengers : Izana's Route
brief

Brief

ท่ามกลางความหนาวเหน็บของสถานพินิจ มีเพียงกรงเหล็กที่กั้นขวางระหว่างเรา—ดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์ของเขามันว่างเปล่าและมืดมิดเสียจนน่าขนลุก ราวกับจะดูดกลืนทุกสิ่งหายไปในความไร้ก้นบึ้งนั้น

เสียงระฆังบอกเวลาเย็นดังกังวานสะท้อนไปตามกำแพงคอนกรีตสูงชันที่ล้อมรอบด้วยลวดหนาม มันเป็นเสียงที่ฉันได้ยินมานานร่วมหนึ่งปีเต็ม—365 วันที่ชีวิตถูกจำกัดอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมสีเทา กลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับกลิ่นอับชื้นของปูนเก่ากลายเป็นลมหายใจเข้าออกที่น่าสะอิดสะเอียน แต่ในความจำเจนั้น กลับมีกระแสคลื่นบางอย่างที่พัดผ่านมาจาก "ฝั่งชาย" ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงรั้วเหล็กกั้น

ในโรงอาหารหรือโถงทางเดินสลัวๆ ของแดนหญิง หัวข้อสนทนาที่ถูกหยิบยกมากระซิบกระซาบกันมากที่สุดในช่วงสัปดาห์นี้ ไม่ใช่เรื่องอาหารมื้อถัดไปหรือการทำความสะอาดโรงนอน แต่มันคือเรื่องของ "ราชา" ผู้ไร้เทียมทานที่ปกครองแดนชายอยู่ใต้เงามืด

"เธอเห็นเขาหรือยัง? คนที่ผมสีเงินสว่างๆ น่ะ..." นักโทษหญิงคนหนึ่งพึมพำขณะเช็ดโต๊ะ

"พวกแดนชายบอกว่าเขาคือปีศาจ... แค่จ้องตา ทุกคนก็เข่าอ่อนก้มหัวให้หมดแล้ว แต่พระเจ้า... เขากลับหล่อเหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารราคาแพงเลยล่ะ"

ฉันนิ่งฟังเสียงกระซิบเหล่านั้นขณะกวาดสายตาผ่านหน้าต่างที่มีลูกกรงกั้น อีกเพียง 3 วันเท่านั้น... 72 ชั่วโมงที่เหลือคือพันธนาการสุดท้ายก่อนที่ฉันจะได้รับอิสรภาพคืนมา และดูเหมือนว่า 'ราชา' คนนั้นเองก็จะถูกปล่อยตัวในวันเดียวกับฉันเช่นกัน ชื่อของเขา—คุโรคาวะ อิซานะ—กลายเป็นคำเล่าลือที่สร้างทั้งความหลงใหลและความหวาดกลัวอย่างลึกลับ เย็นวันนั้น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงหม่น แสงอาทิตย์ยามอัสดงลากเงาของสิ่งก่อสร้างให้ยาวเฟื้อยดูคล้ายอสุรกาย

ฉันถูกสั่งให้ทำหน้าที่ทิ้งขยะในเขตที่อยู่ติดกับรั้วชายแดนระหว่างฝั่งหญิงและชาย ภาระหนักอึ้งในมือคือถุงขยะใบใหญ่ที่ฉันลากไปตามพื้นปูนที่ขรุขระ

เมื่อถึงจุดทิ้งขยะซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับรั้วตาข่ายเหล็กกล้าสูงตระหง่าน ฉันโยนถุงขยะลงในถังไม้ใบใหญ่เสียงดัง ปึก ก่อนจะยืดตัวขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก ในจังหวะที่ความเงียบงันเริ่มปกคลุมและลมพัดพาเอากลิ่นอายของฝนจางๆ มาปะทะหน้า ฉันก็เผลอเงยหน้ามองลอดผ่านตาข่ายเหล็กไปทางฝั่งชาย

ที่นั่น... ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นแห้งแล้งอยู่ริมรั้ว ฉันเห็นร่างหนึ่งยืนพิงลำต้นอยู่อย่างโดดเดี่ยว

เขาไม่ได้สวมชุดนักโทษที่ดูสกปรกหรือรุ่มร่ามเหมือนคนอื่น ทว่าเขากลับสวมเครื่องแบบที่ดูสะอาดเรียบกริบราวกับได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง ผมสีเงินสว่างของเขาพริ้วไหวตามแรงลม สะท้อนแสงอาทิตย์อัสดงจนดูเหมือนเส้นไหมล้ำค่าที่ตัดกับผิวสีแทนอย่างประหลาดและงดงาม

แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือความนิ่งสงบ... ความสงบที่เยือกเย็นจนน่ากลัว

เขายืนพิงต้นไม้พลางเหม่อมองออกไปนอกกำแพงสถานพินิจ ราวกับว่าร่างกายของเขาอยู่ที่นี่แต่จิตวิญญาณกลับล่องลอยอยู่ในสถานที่ที่ไกลออกไป ในจังหวะที่ลมพัดแรงขึ้นอีกนิด ต่างหูรูปไพ่ Hanafuda ลายตะวันสีแดงที่ห้อยยาวลงมาข้างใบหูของเขาก็แกว่งกระทบกัน

กริ่ง... กริ่ง...

เสียงเหล็กกระทบกันเบาๆ นั้นช่างกังวานและคมชัดในโสตประสาทของฉัน

ทันใดนั้นเอง... ราวกับเขารับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา ใบหน้าคมคายนั้นค่อยๆ หันกลับมาทางรั้วเหล็ก

ดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์คู่ที่สวยงามที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาจ้องเขม็งมาที่ฉัน

แต่มันกลับเป็นดวงตาที่ว่างเปล่าจนน่าใจหาย มันไร้ซึ่งความรู้สึก ไร้ซึ่งประกายของชีวิต และไร้ซึ่งเงาสะท้อนของโลกใบนี้ ความว่างเปล่านั้นมันลึกซึ้งเสียจนฉันรู้สึกเหมือนกำลังถูกดูดวิญญาณเข้าไปในหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง

รังสีอำมหิตจางๆ แผ่ออกมาจากตัวเขาจนฉันรู้สึกชาวาบไปถึงปลายนิ้ว ความเกรงขามที่ผู้คนพูดถึงนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยแม้แต่น้อย เขายืนอยู่นิ่งๆ แบบนั้น จ้องมองฉันผ่านซี่กรงเหล็กที่ขวางกั้นโลกของเราไว้ ระยะห่างเพียงไม่กี่เมตรกลับรู้สึกเหมือนกิโลเมตรอันห่างไกล

เขาไม่ได้พูดอะไร ไม่ขยับตัวทำท่าทีคุกคาม แต่เพียงแค่การสบตากับความว่างเปล่านั้นเพียงชั่วครู่ ฉันก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ถูกกลั่นกรองจนกลายเป็นความบ้าคลั่งที่สงบนิ่ง ในวินาทีนั้น...

ฉันรู้ดีว่าอิสรภาพในอีก 3 วันข้างหน้าของฉัน อาจจะไม่ใช่อิสระที่แท้จริงเสียแล้ว เพราะดวงตาสีม่วงที่ไร้ความรู้สึกคู่นั้นได้ตีตราจองและพันธนาการตัวตนของฉันไว้ใต้เงาของเขาตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป

ราชาผู้โดดเดี่ยวกับกรงขังที่กำลังจะเปิดออก... และฉันที่เผลอไปสบตากับปีศาจในคราบเทวดาเข้าเสียแล้ว

Menu