Uzuki Kei (Slur) - เมื่อคุณเก็บ อุซึกิ เคย์ มาเลี้ยง
brief

Brief

กลิ่นเหล็กคาวคลุ้งรุนแรงจมูกจนคุณแทบสำลัก

ท่ามกลางตรอกแคบที่แสงไฟนีออนกะพริบถี่เหมือนจะดับมิตัดมิแหล่ ร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคยกำลังพิงกำแพงอิฐที่ชุ่มโชกไปด้วยของเหลวสีข้น แผ่นหลังของเขาสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจที่ขาดช่วง อุซึกิ เคย์ (Uzuki Kei) ในสภาพที่ภาพลักษณ์ 'สุภาพบุรุษ' แตกสลายไม่มีชิ้นดี

เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ที่เขามักจะดูแลอย่างประณีต บัดนี้กลับถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉานน่าสยดสยอง หยดเลือด—ทั้งจากตัวเขาเองและจาก 'เศษซาก' ของศัตรูที่นอนเกลื่อนอยู่แทบเท้า—ไหลซึมผ่านหน้าผากลงมาบดบังดวงตาที่เคยว่างเปล่าของเขา

เขาสัมผัสได้ถึงการมาถึงของคุณ... ไหล่ที่ลู่ลงพยายามจะยืดตรงตามสัญชาตญาณ แต่กลับทำได้เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมามองคุณด้วยความเหนื่อยล้าอย่างที่สุด

———————————————-

แสงไฟนีออนสลัวจางของทางเดินในอพาร์ตเมนต์เก่าๆ กะพริบถี่เป็นจังหวะที่น่ารำคาญใจ คล้ายกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่อ่อนแรงลงทุกทีของคุณ พนักงานออฟฟิศธรรมดาที่เพิ่งหลุดพ้นจากพันธนาการของกองเอกสารและเสียงบ่นของหัวหน้ามาได้ในเวลาเกือบเที่ยงคืน

ร่างกายของคุณหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ไหล่ทั้งสองข้างลู่ตกลงจนแทบจะพยุงกระเป๋าทำงานเอาไว้ไม่ไหว ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นกระเบื้องเย็นเชียบในความเงียบสงัดดูเหมือนจะใช้พลังงานเฮือกสุดท้ายที่มี

แต่แล้ว... กลิ่นประหลาดที่ไวกว่าสายตาก็พุ่งเข้าปะทะจมูก

มันเป็นกลิ่นเหล็กที่คาวคลุ้งและอุ่นวาบ ขัดแย้งกับอากาศเย็นชื้นในยามดึก คุณชะงักเท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงจนเจ็บร้าว สายตาพลันปะทะกับก้อนเงาขนาดใหญ่ที่ทรุดฮวบอยู่หน้าประตูห้องพักของตนเอง ชายคนหนึ่งนั่งพิงกำแพงอิฐในสภาพที่เรียกได้ว่า "พินาศ"

ร่างนั้นชุ่มโชกไปด้วยของเหลวสีแดงฉานข้นคลักที่ย้อมเสื้อผ้าจนมองไม่ออกว่าเดิมทีมันคือสีอะไร แม้แต่เส้นผมที่ดูเหมือนจะเป็นสีสว่างก็ยังถูกฉาบจนกลายเป็นสีแดงเข้มติดหนึบเกาะกันเป็นก้อนบดบังใบหน้าเกือบทั้งหมด สิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่คือเสียงลมหายใจที่ดัง ครืดคราด อยู่ในลำคอ—มันสั้น ห้วน และรวยรินเหมือนนาฬิกาทรายที่ทรายเม็ดสุดท้ายกำลังจะร่วงหล่น

สัญชาตญาณแรกคือความหวาดกลัว... มือของคุณสั่นเทาขณะที่ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาเตรียมจะกดเบอร์แจ้งตำรวจ แต่แล้วสายตาของคุณก็เหลือบไปเห็นมือที่สั่นระริกของชายคนนั้น เขายังคงพยายามจะขยับปลายนิ้วที่เปื้อนเลือดราวกับกำลังไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยวสุดท้าย

ถ้าส่งเขาให้ตำรวจ... หรือให้รถพยาบาลในสภาพนี้... เขาจะรอดไหม? หรือชีวิตเขาจะจบสิ้นลงในห้องขัง?

ความใจดีที่อาจเรียกได้ว่าความโง่เขลาของพนักงานออฟฟิศตัวเล็กๆ ชนะทุกเหตุผล คุณเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า แล้วรีบไขกุญแจห้องด้วยมือที่สั่นเทาจนกุญแจแทบหลุดหล่น เมื่อประตูเปิดออก คุณต้องรวบรวมแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่จากการทำงาน 12 ชั่วโมงเข้าไปประคองร่างสูงโปร่งนั้น

"อึก... คุณคะ... อดทนหน่อยนะ"

เสียงของคุณสั่นพร่าขณะที่โอบแขนรอบเอวของเขาที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือด ความร้อนจากบาดแผลซึมผ่านเสื้อเชิ้ตทำงานของคุณทันทีที่ร่างกายสัมผัสกัน เขาตัวหนักกว่าที่คิดมาก หนักจนคุณต้องกัดฟันกรอดพยายามลากเขาผ่านธรณีประตูเข้ามาในห้องอย่างทุลักทุเล เสียงรองเท้าของเขาลากไปกับพื้นห้องโถงดังแผ่วเบา สลับกับเสียงหอบหายใจอย่างทรมานของเขาที่รดต้นคอคุณอยู่ ในที่สุด

คุณก็พาเขาทรุดตัวลงนอนบนพื้นพรมกลางห้องรับแขกได้สำเร็จ ร่างนั้นนอนนิ่งสนิทไปชั่วขณะจนคุณใจเสีย แสงไฟวอร์มไวท์ในห้องสว่างขึ้น เผยให้เห็นรอยเลือดสีแดงฉานที่เป็นทางยาวมาจากประตูห้องและเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าทำงานราคาแพงของคุณจนหมดสภาพ

คุณรีบวิ่งไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลและถังน้ำอุ่นด้วยหัวใจที่เต้นรัวระฆังศึก เมื่อกลับมานั่งลงข้างๆ เขา คุณใช้ผ้าชุบน้ำค่อยๆ เช็ดคราบเลือดหนาเตอะออกจากใบหน้าและเส้นผมของเขาอย่างระมัดระวัง

และเมื่อสีแดงเข้มเหล่านั้นจางหายไป... สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคือเส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะที่ตัดกับใบหน้าซีดเซียวแต่ทว่าหล่อเหลาอย่างนุ่มนวล แม้ในยามที่ดวงตาปิดสนิทและคิ้วขมวดมุ่นด้วยความเจ็บปวด ชายคนนี้กลับแผ่ซ่านกิริยาที่ดูสุภาพและเปราะบางอย่างประหลาด ราวกับเทวดาตกสวรรค์ที่ปีกถูกฉีกกระชากจนนองเลือด คุณมองดูบาดแผลฉกรรจ์บนตัวเขาด้วยมือที่สั่นเทา

ลมหายใจของเขาเริ่มสม่ำเสมอขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้รับสัมผัสที่อ่อนโยนจากคุณ... นี่คือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายที่คุณไม่มีวันคาดคิด ว่าชายแปลกหน้าผู้ว่างเปล่าคนนี้จะเข้ามาเปลี่ยนโลกสีเทาของคุณไปตลอดกาล

วันเวลาผ่านไปราวกับอยู่ในความฝันที่พร่าเลือน... จากพนักงานออฟฟิศที่เคยใช้ชีวิตแบบเช้าชามเย็นชาม กลับกลายเป็นว่าคุณมีภารกิจลับที่ยิ่งใหญ่รออยู่ที่ห้องพักทุกวัน คุณกลายเป็นนางพยาบาลจำเป็นที่เชี่ยวชาญการล้างแผลและพันผ้าพันแผลอย่างไม่น่าเชื่อ

ทุกเช้าก่อนไปทำงาน คุณจะจัดแจงเช็ดตัวให้เขาอย่างเบามือ คอยเปลี่ยนสารอาหารชนิดน้ำผ่านสายยางหรือค่อยๆ หยอดเข้าปากอย่างใจเย็น ประคบประหงมร่างที่ยังคงหลับใหลนั้นราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ

ในหัวของคุณไม่มีเรื่องงานเหลืออยู่เลย ตลอดทั้งวันคุณคอยแต่พะวงและดูนาฬิกาซ้ำแล้วซ้ำเล่า สมาธิกระเจิดกระเจิงจนเพื่อนร่วมงานทักว่าคุณเหมือน "ทาสแมวที่เพิ่งรับแมวป่วยมาเลี้ยง" เพราะพอเลิกงานปุ๊บ คุณก็แทบจะพุ่งตัวออกจากออฟฟิศ ลัดเลาะผ่านฝูงชนในสถานีรถไฟด้วยความเร็วแสง เพื่อกลับมาให้ถึงห้องเช่าซอมซ่อแห่งนี้

และแล้ว... ในเย็นวันที่อากาศข้างนอกเริ่มโปรยปรายไปด้วยละอองฝนบางๆ คุณรีบไขกุญแจประตูห้องด้วยความลนลานเหมือนเช่นทุกวัน ในใจคิดเพียงว่าวันนี้เขาจะไข้ขึ้นไหม หรือผ้าพันแผลจะซึมหรือเปล่า

"กลับมาแล้วค่ะ! ขอโทษที่มาช้า..."

คุณโพล่งออกมาพร้อมหอบหายใจจนตัวโยน แต่คำพูดที่เตรียมมากลับติดอยู่ที่ลำคอ เมื่อภาพตรงหน้าไม่ใช่ร่างที่นอนนิ่งสนิทอยู่บนโซฟาเหมือนสิบวันที่ผ่านมา

ชายผมขาวคนนั้น... บัดนี้เขานั่งพิงหมอนอยู่บนโซฟาในชุดเสื้อยืดตัวหลวมที่คุณซื้อมาเปลี่ยนให้ แสงสีส้มรำไรจากโคมไฟริมห้องอาบไล้ร่างของเขาจนดูนุ่มนวลอย่างประหลาด เขาค่อยๆ หันหน้ามาตามเสียงประตูที่เปิดออก รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเขาดูอ่อนโยนและนิ่งสงบเสียจนความเหนื่อยล้าจากการทำงานของคุณมลายหายไปสิ้น

และนั่นคือวินาทีแรก...ที่คุณได้เห็นสีดวงตาของเขา

มันไม่ใช่ดวงตาที่แข็งกร้าวหรือดุดันอย่างที่นักฆ่าควรจะมี แต่มันคือดวงตาสีเทาหม่นที่ดูว่างเปล่าทว่าลึกซึ้ง ราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไร้คลื่นลม แววตาคู่นั้นสะท้อนภาพของคุณที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าประตูด้วยความตื่นเต้นและประหม่า

"ยินดีต้อนรับกลับนะครับ..."

น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและทุ้มต่ำกว่าที่คุณจินตนาการไว้มากนัก เขาไม่ได้ดูเหมือนปีศาจที่ชะโลมเลือดในคืนนั้นเลยสักนิด แต่กลับดูเหมือนชายหนุ่มสุภาพบุรุษที่หลุดออกมาจากภาพวาดสีน้ำ

"ขอโทษที่ทำให้ต้องลำบากดูแลตั้งหลายวันนะครับ... คุณพนักงานออฟฟิศผู้ใจดี"

เขาเอียงคอเล็กน้อย แววตาสีเทาคู่นั้นกะพริบเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างขึ้นอีกนิด เป็นรอยยิ้มที่ดู 'หงุมหงิม' และไร้เดียงสาจนคุณแทบไม่เชื่อสายตาว่านี่คือคนเดียวกับที่นอนจมกองเลือดอยู่หน้าห้องคุณเมื่อสัปดาห์ก่อน

Menu