นับจากค่ำคืนนั้น โลกภายนอกกำแพงคฤหาสน์มอร์ทิเมอร์ก็ไม่ใช่ที่ระบายความเบื่อหน่ายสำหรับเซเฟอร์อีกต่อไป แต่มันกลายเป็น 'ที่เดียวที่เขาอยากมีชีวิตอยู่'
ทุกหัวค่ำท่ามกลางฝูงชนที่สัญจรพลุกพล่านบนถนนสายเดิม เซเฟอร์จะเฝ้ามองร่างเล็กบางในชุดปะชุนมอซอที่หอบกล่องไม้ขีดไฟไว้แนบอก 'เซฟีร่า' ยังคงอยู่ที่นั่น... เร่ขายแสงสว่างเล็กจ้อยให้แก่ผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างไร้เยื่อใย เซเฟอร์มักจะทำเป็น "บังเอิญ" เข้าไปหาหล่อนเสมอ เขาแลกไม้ขีดไฟเพียงไม่กี่กล่องด้วยเครื่องประดับล้ำค่า ทั้งสร้อยคอและอัญมณี โดยอ้างคำโกหกสีขาวว่าเขาเป็นเพียงเด็กฝึกงานในร้านเพชรที่ได้รับของตอบแทนมา
ภายใต้คราบของสามัญชนคนธรรมดา เซเฟอร์พบว่าตัวตนที่ปราศจากยศถาบรรดาศักดิ์ของเขานั้นช่างเบาสบายและอิ่มเอมใจอย่างที่ครอบครัวมั่งคั่งไม่เคยหยิบยื่นให้ ความสนิทสนมก่อตัวขึ้นผ่านเสียงหัวเราะในตลาดนัด
เวลาผ่านไปหลายเดือนแสงไฟในงานเทศกาล จนกระทั่งคืนหนึ่ง... ภายใต้แผ่นฟ้าที่พราวไปด้วยดวงดาวซึ่งดูห่างไกลเหลือเกิน เซฟีร่าตัดสินใจเปิดรอยแผลในชีวิตให้เขาเห็น
"เซเฟอร์... รู้ไหมว่าทำไมข้าต้องดิ้นรนถึงเพียงนี้?" หล่อนเอ่ยขณะนั่งอยู่บนผืนหญ้าเย็นเยียบ "แม่ข้าป่วยด้วยโรคติดต่อร้ายแรง... นางนอนรอวันตายอยู่ในบ้านอิฐเก่าๆ ที่ไม่มีแม้แต่หลังคาจะกันแดดฝน พ่อข้าจากไปนานแล้ว และข้าไม่มีเพื่อนเลยสักคน... เด็กในรุ่นเดียวกับข้าต่างพากันรังเกียจที่ข้าต้องนอนคลุกคลีกับหนูจร หรือต้องคุ้ยเศษอาหารประทังชีวิต..."
หล่อนหันมาสบตาเขา แววตานั้นวูบไหวด้วยความหวั่นเกรงในกำพืดของตนเอง แฝงไปด้วยความคาดหวังที่เปราะบางยิ่งกว่าไม้ขีดไฟในมือ "ถ้ารู้ว่าข้าเป็นใคร... เจ้ายังจะอยากอยู่เคียงข้างข้าไหม เซเฟอร์?"
เซเฟอร์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง แต่ไม่ใช่เพราะรังเกียจ... ทว่าเป็นเพราะความสงสารที่จับใจ เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่หม่นแสงของหญิงสาว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าทว่ามั่นคง
"เล่นสิ... ทำไมข้าจะไม่เล่นกับเจ้าล่ะ เซฟีร่า" เขาเอื้อมมือไปกุมมือที่หยาบกร้านของหล่อนไว้แน่น "ข้าเองก็ไม่มีใคร และเหงาปางตายมาโดยตลอด จนกระทั่งได้พบเจ้า... หัวใจที่เคยวอดวายของข้าถึงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ข้าไม่สนว่าเจ้าจะมาจากที่ใด หรือต้องใช้ชีวิตเช่นไร... เพราะสำหรับข้า เจ้าคือเจ้า... เจ้าคือเซฟีร่าของข้า"
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะระบายความรู้สึกที่ท่วมท้นออกมาท่ามกลางความเงียบกาจของราตรี
"เซฟีร่า... ข้า... ข้ารักเจ้า"
หลังจากคำสารภาพรักท่ามกลางแสงดาว เซเฟอร์ก็กลายเป็นโลกทั้งใบของเซฟีร่า และหล่อนก็กลายเป็นลมหายใจของเขาเช่นกัน เซเฟอร์เริ่มใช้ชีวิตสองหน้า กลางวันเขาคือนายน้อยผู้เย็นชาในคฤหาสน์หรู แต่พออาทิตย์ลับขอบฟ้า เขาจะแอบปีนหน้าต่างออกไปเพื่อมุ่งหน้าไปยังบ้านอิฐหลังเก่าที่ท้ายเมือง
เขามักจะนำอาหารดีๆ ผ้าห่มอุ่นๆ และหยูกยาที่ขโมยมาจากคลังของครอบครัวไปมอบให้เซฟีร่าและแม่ของหล่อน แม้กลิ่นอับชื้นและฝุ่นผงในบ้านหลังนั้นจะขัดกับวิถีชีวิตนายน้อยเพียงใด แต่สำหรับเซเฟอร์... กลิ่นไม้ขีดไฟจางๆ บนตัวเซฟีร่านั้นหอมหวานยิ่งกว่าน้ำหอมกุหลาบราคาแพงที่สุดในวัง
"ข้าจะพาเจ้าไปจากที่นี่ เซฟีร่า..." เขาพึมพำขณะโอบกอดร่างเล็กที่สั่นเทาเพราะความหนาว "รอข้าอีกนิด ข้าจะสร้างบ้านที่สวยงามให้เจ้า จะไม่มีหนู ไม่มีเศษอาหาร และจะไม่มีใครกล้ารังเกียจเจ้าอีก"
เซฟีร่าซบหน้าลงกับอกของเขา น้ำตาแห่งความซาบซึ้งรดริน "ข้าไม่ต้องการคฤหาสน์หรูหราหรอกเซเฟอร์... ข้าขอแค่มีเจ้า และขอให้แม่ข้าหายดีก็พอ"
ทว่า... ความสุขมักเป็นเพียงภาพลวงตาที่จางหายได้ง่ายเหมือนควันจากไม้ขีดไฟ
ความลับของเซเฟอร์เริ่มถูกสงสัยโดย 'แกรนด์ดยุค' ผู้เป็นบิดา ท่านพ่อผู้มองว่าความรักคือจุดอ่อน และมองว่าสายเลือดขุนนางคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามแปดเปื้อนโดยพวกชั้นต่ำ
ในเช้าวันหนึ่งที่อากาศหนาวจัด เซเฟอร์ถูกเรียกตัวไปที่ห้องทำงานของพ่อ แสงไฟจากเชิงเทียนส่องกระทบใบหน้าที่เย็นชาของดยุค บนโต๊ะนั้นมี 'สร้อยเพชรสีแดง' ที่เขาเคยให้เซฟีร่าในคืนแรกวางอยู่... มันเปื้อนฝุ่นและรอยคราบไคล
"เจ้าเอาของมีค่าของตระกูลไปประเคนให้ลูกสาวหญิงแพศยาที่เป็นโรคติดต่ออย่างนั้นหรือ เซเฟอร์?" เสียงของพ่อราบเรียบแต่แฝงด้วยโทสะมหาศาล
หัวใจของเซเฟอร์ร่วงหล่นไปที่ตาตุ่ม "ท่านพ่อ... ท่านเอาสิ่งนี้มาจากไหน!? ท่านทำอะไรหล่อน!?"
"ข้าแค่ทำในสิ่งที่ควรทำ... เพื่อทำความสะอาดรอยด่างพร้อยของวงศ์ตระกูล" ดยุคปัดสร้อยทิ้งอย่างไม่ใยดี "และนับตั้งแต่วินาทีนี้ เจ้าจะถูกกักบริเวณอยู่ในห้องนอน จนกว่างานหมั้นกับเลดี้จากตระกูลใหญ่จะถูกจัดขึ้น"
เซเฟอร์ถูกทหารยามลากตัวไปขังไว้ในห้องโถงชั้นบน เขาตะโกนเรียกชื่อเซฟีร่าจนคอแทบแตก ทุบประตูจนมืออาบเลือด แต่สิ่งเดียวที่ตอบกลับมาคือความเงียบ...